“หินเดินได้” ในหุบเขาแห่งความตาย สหรัฐฯ เกิดขึ้นเองได้ยังไง?
“หินเรือใบ” ปริศนาลึกลับแห่งหุบเขาแห่งความตาย
หุบเขาแห่งความตาย (Death Valley) ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกา บริเวณรอยต่อระหว่างรัฐแคลิฟอร์เนียและเนวาดา ที่นี่นอกจากขึ้นชื่อในเรื่องของสภาพภูมิอากาศที่แห้งแล้งและร้อนจัดมากที่สุดในอเมริกาแล้ว อีกสิ่งที่สร้างความพิศวงให้กับผู้คนจำนวนมากมาเป็นเวลานานหลายปีแล้วก็คือ เรื่องของ “หินเรือใบ”
หินเรือใบ (Sailing Stone) หรือหินเดินได้ (Moving Stone) เป็นชื่อเรียกปรากฎการณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นที่บริเวณที่เรียกว่า เรซแทรกพลายา (Racetrack Playa) ซึ่งเคยเป็นทะเลสาบมาก่อนแต่แห้งขอดจนกลายเป็นผิวดินโคลนแตกระแหงทั่วไป และบนพลายาแห่งนี้เอง ได้มีก้อนหินจำนวนหลายก้อนตั้งอยู่ ดูเผิน ๆ มันก็ไม่แตกต่างอะไรกับก้อนหินธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ เบื้องหลังของมันนั้นจะมีรอยทางยาวขนาดเท่ากับความกว้างของก้อนหินนั้นปรากฏอยู่ คล้ายกับเป็นรอยเท้าที่พวกมันเดินเหยียบย่ำประทับลงบนพื้นดินโคลนดังกล่าว!!!! ก้อนหินดังกล่าวบางก้อนหนักถึงกว่า 300 กิโลกรัม และบางก้อนก็มีรอยทางที่ยาวมากกว่า 250 เมตรเลยทีเดียว
มีผู้ตั้งสมมติฐานต่าง ๆ นานาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ ตั้งแต่เรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เช่น มีคนหรือสัตว์เป็นผู้เคลื่อนย้ายมันไป แต่ก็ตกไปเพราะถ้ามีผู้เคลื่อนย้ายมันจริง ก็น่าจะต้องปรากฏรอยเท้าของผู้เคลื่อนย้ายบนผิวโคลนที่นุ่มมากด้วย และแน่นอนว่าต้องมีบางคนมโนไปไกลถึงว่า ผู้ที่เคลื่อนย้ายก้อนหินเหล่านี้อาจจะเป็นปีศาจ หรือถ้าให้ทันสมัยที่สุดก็จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากลีโอเนล เมสซี เอ๊ย มนุษย์ต่างดาวแน่ ๆ (แต่พอถามหาเหตุผลว่ามนุษย์ต่างดาวทำไปทำไมไม่ทราบก็เงียบกริบเหมือนเดิม 5555)
นักธรณีวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่า ตัวการสำคัญที่ทำให้หินเคลื่อนที่ก็คือ ลม มีข้อสนับสนุนสำคัญคือ แนวทางการเคลื่อนที่ของหินจะเคลื่อนที่ไปตามทิศทางของกระแสลมในบริเวณหุบเขานี้ คือจากทางตะวันตกเฉียงใต้ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แม้บางครั้งอาจจะพบว่าหินมีการเปลี่ยนแปลงทิศทางการเคลื่อนที่ ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะเกิดจากการเปลี่ยนทิศทางลมในระหว่างการเคลื่อนที่ ซึ่งแม้ฟังดูแล้วเหมือนไม่น่าเชื่อว่าลมจะพัดก้อนหินขนาดใหญ่ให้เคลื่อนที่ได้ แต่ความจริงคือ กระแสลมที่พัดในบริเวณนี้มีความแรงมากจนอาจจะทำให้ก้อนหินเกิดการเคลื่อนที่ได้
นอกจากลมแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นด้วยเพื่อให้หินเคลื่อนที่ได้ก็คือ น้ำและน้ำแข็ง แม้ว่าบริเวณหุบเขาแห่งนี้จะมีฝนตกน้อยมาก แต่น้ำที่ตกลงมาก็จะซึมลงไปใต้ก้อนหิน ทำให้หินลอยเหนือพื้นดินเล็กน้อย ในขณะเดียวกัน น้ำที่ปกคลุมผิวดินเพียงเล็กน้อยเมื่อผ่านอากาศหนาวจัดในฤดูหนาวก็จะกลายเป็นชั้นน้ำแข็งบาง ๆ เคลือบบนผิวดิน ทำให้ผิวดินลื่นเหมือนลานสเก็ตน้ำแข็ง ดังนั้นเมื่อมีลมพัดมาจนทำให้ก้อนหินเคลื่อนออกจากจุดเดิม กระแสลมก็จะช่วยให้มันสามารถกลิ้งไถลไปตามพื้นดินที่ปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งบาง ๆ นี้ได้อย่างง่ายดาย
ปรากฏการณ์ “หินเดินได้” นี้ ถูกพูดถึงเป็นครั้งแรกในปี 1915 โดยนักสำรวจชื่อ โจเซฟ ครุก (Joseph Crook) ซึ่งได้เดินทางมายังเรซแทรกพลายา และสังเกตเห็นหินที่มีรอยทางเคลื่อนที่ดังกล่าว และต่อมาในปี 2014 ก็ได้มีการถ่ายภาพก้อนหินในระหว่างการเคลื่อนที่เอาไว้ได้เป็นครั้งแรก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ลม น้ำ และน้ำแข็ง น่าจะเป็นตัวการให้หินเคลื่อนที่ตามที่นักธรณีวิทยาสันนิษฐานไว้
จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย
รู้จัก Toby เจ้าเหมียว 28 นิ้วเท้า ที่ขึ้นแท่นแมวสุดพิเศษของกินเนสส์
ค่าดองสาวลาวปัจจุบัน เรียกกันเท่าไหร่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง
ต้อง Restart มือถือทุกวันไหม? คำตอบที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนควรรู้
ทำไมในตู้เย็นเย็น แต่ข้างหลังตู้กลับร้อน
หญิงอินเดียคลอดลูกเองที่บ้านตามวิดีโอยูทูบ ก่อนเสียชีวิตจากตกเลือดหลังคลอด
ทำไมบางพื้นที่ในอังกฤษต้องรื้อแอร์? ท่ามกลางคลื่นความร้อนและเป้าหมาย Net Zero
5 มือถือสเปกดีแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทย
ปิงปองเกิดขึ้นได้อย่างไร จากเกมเล่นในบ้านสู่กีฬาโอลิมปิก
จังหวัดในไทยที่ชวนเข้าใจว่าติดทะเล
นักศึกษาฝึกงานทิ้ง Rolex ลงถังขยะ ศาลชี้ใครต้องรับผิดชอบ
หอดูดาวอวกาศ Swift กำลังเสียระดับ นาซาส่งยานหุ่นยนต์ช่วยก่อนสายเกินไป
จังหวัดที่ชาวต่างชาติชอบที่สุด สำหรับการมาใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ
ทำไมบางพื้นที่ในอังกฤษต้องรื้อแอร์? ท่ามกลางคลื่นความร้อนและเป้าหมาย Net Zero





