โรคเก๊าท์ อย่าโทษไก่ รู้ไหมเนื้อแดงทำให้เป็นเก๊าท์ได้มากกว่าไก่?
โรคเก๊าท์เป็นโรคที่เกิดจากการสะสมของกรดยูริกในร่างกาย ซึ่งนำไปสู่การอักเสบของข้อต่อ ทำให้เกิดอาการปวดบวมและเจ็บปวดอย่างรุนแรง หลายคนเชื่อว่า "ไก่" เป็นสาเหตุหลักของโรคเก๊าท์ แต่ในความเป็นจริง เนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู มีพิวรีนสูงกว่ามากและเป็นตัวการที่สำคัญกว่าที่ทำให้เกิดโรคนี้
🔎 เปรียบเทียบชนิดอาหารที่มีพิวรีนสูง
เพื่อเข้าใจว่าการบริโภคอาหารชนิดใดที่มีโอกาสกระตุ้นให้เกิดโรคเก๊าท์มากที่สุด เรามาดูตารางเปรียบเทียบปริมาณพิวรีนในอาหารกัน
อาหาร | ปริมาณพิวรีน (มก./100 กรัม) | ความเสี่ยงต่อโรคเก๊าท์ |
---|---|---|
ตับไก่ | 300-500 | สูงมาก |
ไตวัว | 200-400 | สูงมาก |
ปลาซาร์ดีน | 150-350 | สูง |
เนื้อวัว | 120-250 | สูง |
เนื้อหมู | 110-200 | สูง |
เนื้อไก่ | 100-150 | ปานกลาง |
ถั่วแดง | 70-150 | ปานกลาง |
ผักโขม | 50-100 | ต่ำ |
เห็ด | 40-80 | ต่ำ |
นมและผลิตภัณฑ์จากนม | 0-20 | ต่ำมาก |
จากตารางจะเห็นได้ว่า อาหารที่มีพิวรีนสูงมาก ได้แก่ ตับ ไต และปลาซาร์ดีน ในขณะที่เนื้อแดงมีปริมาณพิวรีนสูงกว่าเนื้อไก่ ดังนั้น การกล่าวโทษไก่ว่าเป็นตัวการของโรคเก๊าท์จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันไปเอง
❌ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคเก๊าท์
มีความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับโรคเก๊าท์มากมายที่ทำให้หลายคนเข้าใจผิด เช่น:
-
กินไก่ทำให้เป็นเก๊าท์ → ความจริง: เนื้อไก่มีพิวรีนน้อยกว่าเนื้อแดง
-
เฉพาะผู้สูงอายุเท่านั้นที่เป็นโรคเก๊าท์ → ความจริง: คนวัยหนุ่มสาวที่บริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูงบ่อย ๆ ก็สามารถเป็นโรคนี้ได้
-
ดื่มเบียร์ช่วยลดอาการเก๊าท์ → ความจริง: แอลกอฮอล์มีส่วนทำให้ระดับกรดยูริกเพิ่มขึ้น
🚨 กินเนื้อแดงเยอะ เสี่ยงโรคเก๊าท์จริงหรือ?
หลายคนบริโภคเนื้อแดงเป็นประจำโดยไม่รู้ว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ระดับกรดยูริกในร่างกายสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานเนื้อวัว หมู หรือเครื่องในสัตว์บ่อย ๆ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า การบริโภคเนื้อแดงปริมาณมากเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเก๊าท์ได้มากถึง 40-50% เมื่อเทียบกับผู้ที่บริโภคอาหารที่มีพิวรีนต่ำ
✅ วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงโรคเก๊าท์
-
ลดการบริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล และเนื้อแดง
-
ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกาย
-
หลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์และสุรา
-
ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อควบคุมน้ำหนักและลดการสะสมของกรดยูริก
-
บริโภคอาหารที่ช่วยลดระดับกรดยูริก เช่น ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง และผลิตภัณฑ์จากนมไขมันต่ำ
🌍 ประเทศที่มีผู้ป่วยโรคเก๊าท์มากที่สุด
จากสถิติทั่วโลก พบว่า 3 อันดับแรกของประเทศที่มีอัตราผู้ป่วยโรคเก๊าท์สูงสุด ได้แก่:
-
นิวซีแลนด์ - เนื่องจากการบริโภคเนื้อแดงและอาหารทะเลเป็นหลัก
-
สหรัฐอเมริกา - มีอัตราการบริโภคอาหารแปรรูปและเครื่องดื่มที่มีฟรุกโตสสูง
-
จีน - มีการบริโภคเครื่องในสัตว์และเนื้อสัตว์แปรรูปจำนวนมาก
📝 คำแนะนำสำหรับผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์
หากคุณเป็นโรคเก๊าท์อยู่แล้ว การปรับพฤติกรรมการกินสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น
-
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูง
-
ดื่มน้ำมากกว่า 2 ลิตรต่อวัน
-
รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
-
ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม
❓ FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเก๊าท์
-
โรคเก๊าท์รักษาหายขาดได้ไหม?
-
ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมไม่ให้อาการกำเริบได้
-
-
อาหารประเภทไหนที่คนเป็นโรคเก๊าท์ควรเลี่ยง?
-
เครื่องในสัตว์ อาหารทะเล เนื้อแดง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
-
-
การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงโรคเก๊าท์ไหม?
-
ช่วยได้ โดยเฉพาะการออกกำลังกายที่ช่วยควบคุมน้ำหนัก
-
-
ดื่มกาแฟช่วยลดกรดยูริกได้หรือไม่?
-
มีงานวิจัยชี้ว่ากาแฟสามารถช่วยลดระดับกรดยูริกได้เล็กน้อย
-
-
ผลไม้ที่ช่วยลดกรดยูริกมีอะไรบ้าง?
-
เชอร์รี่, ส้ม, สตรอว์เบอร์รี และผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง
-
-
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดไหนที่ทำให้โรคเก๊าท์แย่ลง?
-
เบียร์เป็นตัวการที่ทำให้กรดยูริกสูงขึ้นมากที่สุด
-
-
ควรดื่มน้ำวันละเท่าไรเพื่อลดความเสี่ยงโรคเก๊าท์?
-
อย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน
-
-
โรคเก๊าท์เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์หรือไม่?
-
ใช่ มีปัจจัยทางพันธุกรรมที่ทำให้บางคนมีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่น
-
-
ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟรุกโตสสูงหรือไม่?
-
ใช่ เพราะฟรุกโตสสามารถกระตุ้นการสร้างกรดยูริกในร่างกาย
-
-
มังสวิรัติสามารถเป็นโรคเก๊าท์ได้หรือไม่?
-
ได้ หากบริโภคอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น ถั่วบางชนิดและเห็ดมากเกินไป
สรุป: โรคเก๊าท์ไม่ได้เกิดจากไก่เพียงอย่างเดียว เนื้อแดงและอาหารที่มีพิวรีนสูงอื่น ๆ เป็นตัวการสำคัญ หากต้องการลดความเสี่ยง ควรเลือกอาหารที่มีพิวรีนต่ำ ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อขับพิวรีนออกจากร่างกาย และออกกำลังกายเป็นประจำ
บทความที่เกี่ยวข้อง by News Daily TH
น้ำผสมวิตามิน มีประโยชน์จริง หรือแค่กลยุทธ์การตลาด?
แผ่นแปะลดไข้ ที่ไม่ได้ช่วยลดไข้!






















