กัวรานา (Guarana) พืชดวงตาที่มีทั้งคุณและโทษ
กัวรานา (Guarana) เป็นพืชที่มีลักษณะคล้ายดวงตา เนื่องจากมีลักษณะเมล็ดสีดำในผลลูกเล็กสีส้มแดงของมัน พืชชนิดนี้มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Paullinia Cupana ซึ่งเป็นไม้เลื้อยพันธุ์ที่เจริญอยู่ในเขตป่าฝนอเมซอนของเวเนซูเอล่าและภาคเหนือของบราซิลในวงศ์ Sapindaceae
สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ในกัวรานาคือ กัวรานีน (guaranine) ซึ่งเป็นคาเฟอีนที่ช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีพลังงานและสมองเต็มพิกัด นอกจากนี้ยังมีสารอื่นๆ เช่น saponin, paullinitannic acid, และวิตามินต่างๆ ที่มีผลดีต่อร่างกาย เช่น การป้องกันอนุมูลอิสระ และช่วยในระบบย่อยอาหารและขับถ่าย
การศึกษาและวิจัยกัวรานายังพบว่ามีประโยชน์หลากหลาย เช่น ช่วยลดความเมื่อยล้า เพิ่มความแข็งแกร่ง และช่วยในการรักษาโรคต่างๆ เช่น โรคไข้หวัดใหญ่ ภูมิแพ้ หอบหืด และโรคท้องร่วง
อย่างไรก็ตามข้อควรระมัดระวังในการใช้กัวรานา โดยเฉพาะกับหญิงตั้งครรภ์หรือในช่วงให้นมบุตร และผู้ที่มีโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้เสมอ
นกเพียง 4 ชนิด ที่มีชื่อเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย
โซฟาตัวนี้ สร้างความงุนงงให้กับนักวิทยาศาสตร์ มานานกว่า 60 ปีแล้ว!!
ผู้ใช้งานกว่า 90% ไม่ทราบว่าร่องเล็กๆบนเขียงไม้ มีไว้เพื่ออะไร?
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีอำเภอเมืองเหมือนจังหวัดอื่น
ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
ทึ่งทั่วโลก : "The Boneyard" หรือสุสานเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
รู้จัก QF-16 เครื่องบินรบผีสิงไร้นักบิน ดัดแปลงจาก F-16
เรื่องจริงที่ชวนสับสน: เมื่อ "ไฟแช็ก" คือพี่ใหญ่ที่เกิดก่อน "ไม้ขีดไฟ" ถึง 3 ปี
รสชาติจากความขัดแย้ง: "แฟนต้า" เครื่องดื่มที่ถือกำเนิดในยุคนาซีเยอรมันเพราะวิกฤตสงคราม
ข้าวผัดอเมริกัน: เมนูชื่ออินเตอร์แต่สัญชาติไทยแท้ กับที่มาสุดสร้างสรรค์ในยุคสงคราม
สรรพคุณสุดทึ่ง: เมื่อ "ซอสมะเขือเทศ" เคยถูกวางขายในฐานะยาสารพัดนึก
จาก "ขยะทะเล" สู่ "ราชาบนโต๊ะอาหาร": เมื่อล็อบสเตอร์เคยเป็นบทลงโทษสำหรับนักโทษในคุก
สินค้าของป่านำเข้าของไทย ที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
"ไม้หนานมู่" (楠木 - Nánmù) ราชาแห่งไม้สีทอง มรดกอันล้ำค่าจากอดีต ราคาสูงมากๆ ไม้ที่ใช้กับคนระดับจักรพรรดิกับเชื้อพระวงศ์จีนในอดีตเท่านั้น
ทึ่งทั่วโลก : "หอคอยกินเนสส์" (The Guinness Tower) หอคอยที่ดูราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย
ชีวิต Digital Nomad – วันนี้บาหลี พรุ่งนี้ไม่รู้!
จิตวิทยา:ทำไมข่าวร้ายถึงดึงดูดความสนใจคนมากกว่าข่าวดีถึงร้อยละ70