เปิดตำนานสุสานขุนนาง 2,400 ปีฝังม้าพร้อมรถม้าโบราณในจีน
นักโบราณคดีจีนได้ขุดค้นพบสุสานโบราณที่มีอายุถึง 2,400 ปี ใกล้กับเมืองซินเจิ้ง มณฑลเหอหนาน ภาคกลางของประเทศจีน สุสานแห่งนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมีซากม้ามากกว่าร้อยตัวและรถม้าโบราณถึง 4 คัน ถูกฝังไว้ คาดว่าเป็นสุสานของขุนนางและฮูหยินในสมัยรัฐเจิ้ง ซึ่งเป็นเมืองขึ้นในยุคราชวงศ์โจว ช่วงระหว่าง 1046–221 ปี
การค้นพบนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างมาก โดยรถม้า 4 คันที่พบในสุสาน คาดว่า 3 คันเป็นของครอบครัวชนชั้นขุนนาง ขนาดของรถม้าแต่ละคันยาว 2.56 เมตร และกว้าง 1.66 เมตร ภายในรถม้าเหล่านี้มีการติดตั้งอุปกรณ์กันแดดกันฝนและตกแต่งด้วยสำริดและกระดูกที่ประดิษฐ์อย่างประณีต แสดงถึงความหรูหราและสถานะทางสังคมของผู้ที่ฝังอยู่ในสุสานนี้
การขุดค้นในครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่ถึง 20 เฮกตาร์ หรือประมาณ 120 ไร่ นักโบราณคดีได้พบหลุมฝังขนาดใหญ่ถึง 18 แห่ง และหลุมฝังขนาดเล็กมากกว่า 3,000 หลุม โดยตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ นักโบราณคดีได้ขุดพบซากรถม้าและโครงกระดูกม้าแล้วถึง 90 โครง ซึ่งการค้นพบนี้ช่วยให้เรามีความเข้าใจในวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของยุคราชวงศ์โจว การค้นพบครั้งนี้ยังเป็นหลักฐานที่สำคัญในการศึกษาเกี่ยวกับวิถีชีวิตและพิธีกรรมการฝังศพของชนชั้นขุนนางในยุคราชวงศ์โจว นักโบราณคดียังคงทำการวิจัยและศึกษาเพิ่มเติม เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมในยุคนั้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาและอนุรักษ์ประวัติศาสตร์ของจีนในอนาคต
10 ประเทศในทวีปเอเชีย ที่มีกองกำลังทหารแข็งแกร่งมากที่สุด
อำเภอพิเศษของประเทศไทย ที่ถูกประกาศจัดตั้งขึ้นพร้อมกัน
จังหวัดล่าสุดของประเทศไทยที่ถูกยุบเลิก (ในทางประวัติศาสตร์)
หนังผีไทยเรื่องแรก ที่ถูกส่งชื่อเพื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์
5 ยี่ห้อน้ำปลาร้าที่คนไทยนิยมมากที่สุด
5 ประเทศในเอเชียที่มีการบริโภค ข้าวเหนียว มากที่สุด
10 ไม้ประดับราคาแพงที่สุดในประเทศไทย
เปิดแนวทางตัวเลข "อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม" งวดวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
เปิดวาร์ป 3 จุดที่ "แคบที่สุด" ในแผนที่ประเทศไทย! อยู่ตรงไหน มาดูกัน
แมวเพียงชนิดเดียวในประเทศไทย ที่ถูกขึ้นบัญชีให้เป็นสัตว์ป่าสงวน
"งูจงอาง" โผล่หน้ารถใช้เวลา 4 ชั่วโมง กว่าจะจับได้ คอหวยแห่ส่องเลขทะเบียนรถ
เปิด 3 กลุ่มทุนจีนยักษ์ใหญ่บุกไทยอย่างหนักในช่วง 5 ปี
นกที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่กลับถูกค้นพบอีกครั้งในภายหลัง



