"สูตรอิ๊วโซดา" แชร์กันขำๆ แต่ห้ามทำตาม!!
"สูตรอิ๊วโซดา แชร์กันขำๆ แต่ห้ามทำตามครับ"
คงเห็นกันแล้ว กับคอนเทนต์ขำๆ ของบริษัทซีอิ๊วแห่งหนึ่ง ที่ตอนแรกทำทีเหมือนจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ "อิ๊วโซดา กระป๋อง" ทำเอาฮือฮากันมาก ว่าจะรสชาติเป็นอย่างไร จะขายดีมั้ย ?
แต่ต่อมา ทางบริษัทชี้แจงว่า มันเป็นแค่เรื่องล้อเล่น ไม่มีการทำอิ๊งโซดากระป๋องออกมาขาย แต่พร้อมแจกสูตร ให้ผู้สนใจไปลองทำกินกันเอง
ประเด็นคือ สูตรอิ๊วโซดานี้ ให้เอาซีอิ๊วดำ 3 ช้อนโต๊ะ มาผสมกับโซดากระป๋อง 1 กระป๋องนั้น เมื่ดูองค์ประกอบแล้ว ก็น่ากังวลเกี่ยวกับปริมาณ "โซเดียม" ที่จะได้รับครับ !!
คิดง่ายๆ ว่า ซีอิ๊วดำ 3 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียมประมาณ 650 มิลลิกรัม ถ้าเอาไปทำและกินจนหมดกระป๋อง ร่างกายก็จะได้โซเดียมไป เท่ากับปริมาณโซเดียมที่ไม่ควรกินเกินในแต่ละมื้อ (ไม่ควรเกิน 2000 มิลลิกรัม ต่อวัน) แล้วครับ !!
ดังนั้น ก็หวังว่า คงจะไม่มีใครเอาสูตร "อิ๊วโซดา" ไปทำกินกันจริงๆ กินกันประจำ นะครับ จะเสี่ยงเป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่จำเป็น
ขอเอาบทความคำเตือนเรื่องนี้ จาก "เครือข่ายลดบริโภคเค็ม" มาเสริม ด้านล่างนี้ครับ
-------------
(บทความ) "เตือนภัยสุขภาพของอิ๊วโซดา ที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย"
โดย รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม
จากผลทางสุขภาพของอิ๊วโซดาที่เผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย จากการเชิญชวนให้ผู้บริโภคดื่ม ซีอิ๊วดำสูตร 1 ผสมกับโซดาหรือเครื่องดื่มอื่น ๆ โดยผสมซีอิ๊ว 3 ช้อนโต๊ะ กับโซดา 1 แก้วหรือเครื่องดื่ม 1 แก้ว นั้น
ทางเครือข่ายลดบริโภคเค็มได้ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ร่วมกันแสดงให้ความเห็นในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
1) ซีอิ้วดำ 3 ช้อนโต๊ะ ให้โซเดียมเท่าไร ?
ซีอิ๊วดำ 3 ช้อนโต๊ะ มีโซเดียม ประมาณ 650 มิลลิกรัมเท่ากับปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับตามคำแนะนำต่อ
อาหาร 1 มื้อ และน้ำตาล 24 กรัมเท่ากับปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน
และถ้าผสมกับเครื่องดื่มรสหวานหรือโซดา จะได้โซเดียมเพิ่มไปอีกเป็น 708-763 มิลลิกรัม และจะทำให้ได้รับน้ำตาลสูงขึ้นไปอีก
2) ถ้าดื่มเป็นประจำจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร ?
ถ้าดื่มเครื่องดื่มนี้ ที่มีทั้งรสชาติหวานและเค็มมากเป็นประจำ จะทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งนำไปสู่โรคไต โรคหัวใจและอัมพาตได้ในอนาคต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีโรคประจำตัว เช่นเบาหวานความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต จะทำให้โรคกำเริบได้
3) คนปกติ ก็ไม่ควรได้โซเดียมจากเครื่องดื่ม เพราะปกติเราได้โซเดียมจากอาหารหลักมากเกินพออยู่แล้ว
สถานการณ์การกินโซเดียมเกินของคนไทยเกือบ 2 เท่า เราต้องช่วยกันรณรงค์ให้กินหวานและเค็มลดลง การขายสินค้าควรตั้งอยู่บนพื้นฐานด้านสุขภาพของผู้บริโภคด้วย
รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า
การบริโภคเกลือ (โซเดียม) ในปริมาณมาก ในการปรุงรสชาติอาหารให้มีรสเค็ม เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
ปัจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคเกลือ (โซเดียม) สูง 2-3 เท่า ของปริมาณที่ร่างกายต้องการ
ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีเกลือ (โซเดียม) สูงมีผลเสียทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง
นอกจากนี้ยังทำให้หัวใจทำงานหนักก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย และความดันโลหิตสูงยังส่งผลให้ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
จากข้อมูลล่าสุด พบว่าคนไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็น 21.4 % หรือ11.5 ล้านคน
โรคไตถึง 17.5% หรือ 7.6 ล้านคน โรคหัวใจขาดเลือดเป็น1.4% หรือ 0.75 ล้านคน
โรคหลอดเลือดสมอง (โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต) เป็น 1.1 % หรือ 0.5 ล้านคน
คนไทยควรบริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน (โซเดียม 2,000 มิลลิกรัม) แต่จากการสำรวจพบว่า คนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ย 10.8 กรัมต่อวัน (โซเดียม 5,000 มิลลิกรัม) ซึ่งสูงเป็น 2 เท่า ของที่ร่างกายควรได้รับ
โดยร้อยละ 71 มาจากการเติมเครื่องปรุงรสระหว่างการประกอบอาหาร
แหล่งอาหารที่พบเกลือ (โซเดียม) สูง ได้แก่ เครื่องปรุงรสต่าง ๆ เช่น น้ำปลา ซีอิ้ว และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และกึ่งสำเร็จรูป
เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 6,000 มิลลิกรัม
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,160 - 1,420 มิลลิกรัม
ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 960 – 1,420 มิลลิกรัม
ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม
กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,430-1,490 มิลลิกรัม
ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 420-490 มิลลิกรัม
โดยปกติอาหารตามธรรมชาติก็มีเกลือ (โซเดียม) เป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เมื่อมีการใช้เครื่องปรุง รสดังกล่าวปริมาณมาก จึงทำให้ปริมาณเกลือ (โซเดียม) ในอาหารสูงมากตามไปด้วย
ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสที่ครัวเรือนคนไทยนิยมใช้กันมาก 5 ลำดับแรก คือ น้ำปลา ซีอิ้ว เกลือ กะปิ และซอสหอยนางรม
ดังนั้นในเรื่องของการนำซีอิ้วดำ ซึ่งมีความเค็มอยู่แล้ว มาบริโภคร่วมกับเครื่องดื่มอื่น ๆ นั้น จึงไม่มีความเหมาะสม โดยเด็กและเยาวชนหรือประชาชนทั่วไป ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง
หากเด็กอายุ 6-14 ปี ดื่มในลักษณดังกล่าว จะมีโทษภัยต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลเป็นโรคฟัน เบาหวาน ความดันโลหิตสูงและโรคไตในอนาคต
ดังนั้นในส่วนของผู้ปกครองและครูที่โรงเรียนควรให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าว รวมถึงทางเครือข่ายลดบริโภคเค็มขอความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ความรู้ไปยัง โรงเรียน ทุกระดับชั้นด้วย
อ้างอิงจาก: https://www.facebook.com/219186678564393/posts/pfbid02hUw1Ncqgp8nXGzwN5ae3E2YjMr1oDeqvLzoqitjVjgujsc2GLiud9cGhafduF4Bwl/
ค่าดองสาวลาวปัจจุบัน เรียกกันเท่าไหร่ ต้องเตรียมอะไรบ้าง
ตรวจหวย 1 กรกฎาคม 2569 ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล อัปเดตสดวันนี้
จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย
5 มือถือสเปกดีแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทย
ล้อรถไฟไม่ได้กลมธรรมดา ทำไมต้องออกแบบให้เป็นทรงกรวย?
ทำไมพบศพในแม่น้ำอินเดีย? เข้าใจความเชื่อ พิธีศพ และบริบทที่ไม่ควรเหมารวม
ทำไมไม่ถูกหวยงวดนี้ แต่งวดหน้าก็ยังอยากซื้ออีก
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
จังหวัดในไทยที่ชวนเข้าใจว่าติดทะเล
จริงไหมที่ยุงเลือกกัดเฉพาะบางคน มากกว่าคนอื่น?
สหรัฐฯ เริ่มส่งตัวผู้อพยพไปปาเลา คนแรกมาถึงแล้วก่อนเดินทางออก
ต้อง Restart มือถือทุกวันไหม? คำตอบที่ผู้ใช้สมาร์ทโฟนควรรู้
ทำไมพบศพในแม่น้ำอินเดีย? เข้าใจความเชื่อ พิธีศพ และบริบทที่ไม่ควรเหมารวม
สหรัฐฯ เริ่มส่งตัวผู้อพยพไปปาเลา คนแรกมาถึงแล้วก่อนเดินทางออก
ล้อรถไฟไม่ได้กลมธรรมดา ทำไมต้องออกแบบให้เป็นทรงกรวย?
คำสาปแช่งนกราบจากพระราชาอินทรี
ถ้าเราย้อนเวลากลับไปท่องเที่ยว “ยุคไดโนเสาร์” ต้องเตรียมตัวยังไง และโลกในตอนนั้นโหดแค่ไหนกันแน่
เห็นชื่อแล้วนึกไม่ออก รวมอาหารไทยชื่อแปลก




