ปล่อยเด็กคลาดสายตาแค่ 2-3 นาที อาจต้องเสียใจไปตลอดชีวิต 🥺
เขียนโดย lovejpth
วันนี้จะมาเล่าถึงคดีเด็กหายในญี่ปุ่นคดีหนึ่ง ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีที่แล้ว แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าเด็กคนนี้หายไปไหน 😢
ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 1983 เวลาประมาณ 4 โมงเย็นกว่า ๆ
ที่จังหวัดมิยากิ ประเทศญี่ปุ่น
น้องมิกิ ชิบุยะ เด็กน้อยวัย 3 ขวบ กำลังรอคุณปู่มารับกลับบ้านอยู่ที่โรงเรียนอนุบาล
พ่อของหนูน้อยมีอาชีพขับรถรับจ้าง ส่วนคุณแม่เป็นพยาบาล ด้วยความที่ต้องทำงานทั้งสองคน คุณปู่จึงรับอาสาทำหน้าที่รับหลานจากโรงเรียนอนุบาลให้เอง
และในวันเกิดเหตุก็เช่นกัน คุณปู่ได้ขับรถไปรับหลานเช่นเดิม
ในเวลา 4 โมงครึ่ง น้องมิกิก็ได้ขึ้นมานั่งตรงที่นั่งข้างคนขับในรถคุณปู่เป็นที่เรียบร้อย
หลังจากนั้นคุณปู่ก็ขับรถมุ่งหน้ากลับบ้านตามปกติ
แต่ระหว่างทาง คุณปู่บังเอิญเจอคนรู้จักที่กำลังทำงานอยู่ในทุ่งนา ทำให้นึกขึ้นได้ว่ามีธุระที่อยากจะคุยกับคนรู้จักคนนี้อยู่พอดี เลยจอดรถ พร้อมทั้งหันไปบอกกับน้องมิกิว่า “รออยู่ในรถแป้บนึงนะ”
หลังจากสั่งให้หลาน (ที่อายุเพียง 3 ขวบ) นั่งรอในรถ คุณปู่ก็ลงจากรถไปคุยกับคนรู้จักในทุ่งนา ที่ห่างจากที่จอดรถประมาณ 25 เมตรเท่านั้น
และหลังจากคุยธุระเพียงแค่ 2-3 นาที (ตามคำบอกเล่าของคุณปู่) แล้วกลับมาที่รถ ปรากฏว่าตรงที่นั่งข้างคนขับมีเพียงกระเป๋ากับหมวกของน้องมิกิเท่านั้นที่วางอยู่ แต่น้องมิกิหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ 😳😭
ขอบคุณรูปประกอบจาก unsplash
คุณปู่รีบบอกให้คนรู้จักรู้ และช่วยกันตามหารอบ ๆ แต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอ คุณปู่จึงได้ไปแจ้งความให้ตำรวจช่วยหาอีกแรง
ตามคำให้การของคุณปู่ บอกว่าตอนที่กลับมาที่รถ เห็นประตูรถด้านที่น้องมิกินั่ง เปิดอยู่ประมาณ 40 เซ็นติเมตร
นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงที่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์อีกคน ได้เล่าว่า เธอเห็นน้องมิกิลงมายืนที่หน้ารถแล้วมองไปยังคุณปู่ ที่กำลังคุยกับคนรู้จักอยู่
ทุกคนลงความเห็นว่า เหตุการณ์ช่วงนี้ น้องมิกิน่าจะเปิดประตูรถลงมายืนข้างล่างเอง
แต่หลังจากนี้ เด็กอายุเพียง 3 ขวบ จะสามารถเดินไปไหนมาไหนจนหลงทางเองในระยะเวลาสั้น ๆ (เพียงไม่เกิน 3 นาที ตามที่คุณปู่บอก) นั้นน่าจะเป็นไปได้ยากมาก
จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า น้องมิกิน่าจะถูกใครสักคนที่ขับรถมาแล้วแอบอุ้มน้องขึ้นรถไป
และจากการสืบสวนของตำรวจ ตำรวจพบหลักฐานสำคัญ 2 อย่างในที่เกิดเหตุคือ
1) ร่องรอยการเบรคกะทันหันของรถ
2) ร่องรอยเลือดกรุ๊ปโอ ซึ่งตรงกับกรุ๊ปเลือดของน้องมิกิ
หลักฐานทั้งสองอย่างนี้ถูกตรวจพบใกล้ ๆ กับบริเวณที่คุณปู่จอดรถไว้
ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะคะว่า ในสมัยนั้นระบบการตรวจดีเอ็นเอยังไม่มี จึงตรวจสอบได้เพียงว่ารอยเลือดนั้นเป็นกรุ๊ปโอ แต่จะเป็นของน้องมิกิหรือไม่นั้น ไม่สามารถตรวจสอบได้ 😢
นอกจากนี้มีพยานเห็นว่า ใกล้ ๆ กับรอยหลักฐานที่ปรากฏ มีรถสีน้ำตาลอ่อนจอดอยู่ และมีหนุ่มสาวที่น่าจะอายุ 30 กว่าปียืนอยู่ใกล้ ๆ กับรถคันนั้น
และยังมีคนเห็นรถคันนี้ขับด้วยความเร็วสูงมาก เหมือนกับว่ากำลังหนีอะไรอยู่
หลังจากรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน ตำรวจได้ข้อสรุปว่า น้องมิกิน่าจะเจอกับอุบัติเหตุ โดยตอนที่ออกมายืนหน้ารถ รถคันสีน้ำตาลอ่อนคันนั้น น่าจะขับมาแบบไม่ทันระวังจนชนน้องเข้า และด้วยความกลัวความผิด คนขับอาจจะพาน้องขึ้นรถไปด้วย 🤔
ทุกคนอาจจะคิดว่า ถ้าเกิดอุบัติเหตุแล้วถ้ามีรถมาเบรคอย่างกะทันหันขนาดนั้น น่าจะมีเสียงดังมากจนคนรอบ ๆ ต้องได้ยินบ้างใช่ไหมคะ
ความเป็นจริงนั้นช่างโชคร้ายเหลือเกิน ที่ช่วงนั้นเป็นฤดูเก็บเกี่ยวพอดี ทำให้มีรถเกี่ยวข้าวทำงานอยู่ในทุ่งนาใกล้ ๆ เสียงรถเกี่ยวข้าวนั้นดังจนสามารถกลบเสียงเบรคของรถไปเสียจนหมดได้เลย 😓
แต่มันยังมีเรื่องให้งงงวยอีก เมื่อหลังจากนั้น ตำรวจได้สืบจากพยานหลายปากแล้วกลับพบว่า รอยเบรคนั้นเกิดขึ้นมานานแล้ว ก่อนที่น้องมิกิจะหายตัวไปเสียอีก (อ้าว🤭)
ส่วนรอยเลือด ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่า เกิดขึ้นเมื่อใดกันแน่
พอเรื่องเป็นแบบนี้ ก็ดูเหมือนเรื่องการเกิดอุบัติเหตุจะถูกตัดไปใช่ไหมคะ แต่เปล่าเลย
เพราะตำรวจยังสงสัยต่อว่าอาจจะเกี่ยวข้องกันก็ได้ เช่น คนที่เกิดอุบัติเหตุจริงในวันนั้น อาจจะเกิดความเคียดแค้น เมื่อผ่านมาเห็นน้องมิกิยืนอยู่ในที่เกิดเหตุ ก็เลยลักพาตัวไปเพื่อแก้แค้น
อีกทั้งหลังจากน้องมิกิหายไปเพียง 2 วัน ก็มีโทรศัพท์ลึกลับโทรมาที่บ้านของพ่อแม่น้อง พร้อมทั้งยังมีการเรียกเงินค่าไถ่ด้วย 😳
แต่สุดท้าย โทรศัพท์ลึกลับนั้นก็ไม่ได้บอกให้แน่ชัดถึงจำนวนเงินที่อยากได้ หรือสถานที่ที่จะให้เอาเงินไปให้ ตำรวจก็เลยคิดว่า อาจจะเป็นพวกที่รู้ว่าน้องหายไปแล้วโทรมาแกล้งเฉย ๆ
หรือไม่ก็อาจจะเป็นคนร้ายที่พาน้องไปจริง ๆ แต่พาไปเพื่อวัตถุประสงค์อื่น แต่แกล้งโทรมาเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตำรวจให้สับสน
อย่างไรก็ตาม ตำรวจก็มุ่งประเด็นไปที่การเกิดอุบัติเหตุแล้วคนร้ายพาน้องไป กับการลักพาตัว 2 ประเด็นนี้เท่านั้น
ตำรวจได้ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ถึง 17000 คนในการตามหาน้องมิกิ โดยมุ่งตามหารถสีน้ำตาลอ่อนให้ได้ก่อน
และจากความมุ่งมั่นและพยายาม สุดท้ายตำรวจก็สามารถนำรถที่คล้ายกับรถต้องสงสัยที่คาดว่าน่าจะเป็นของคนร้ายมาได้ถึง 2400 คัน
และจากการสอบสวนเจ้าของรถทุกคน ในที่สุดตำรวจก็พบผู้ต้องสงสัยเป็นชายคนหนึ่ง
ชายคนนี้ตำรวจยังไม่เปิดเผยทั้งชื่อและหน้าตา ได้แต่แถลงข่าวว่าให้สมมติว่าชื่อ นาย X อายุ 31 ปี(อายุในตอนนั้น) เป็นเจ้าของร้านอาหาร และช่วงเวลาที่เกิดเหตุ ตำรวจพบว่าเขาขับรถมารับวัตถุดิบในการทำอาหารแถวบ้านของน้องมิกิ (ในรัศมีไม่เกิน 1 กิโลเมตร) พอดี
โดยรถสีน้ำตาลอ่อนที่เขาขับ หลังวันเกิดเหตุมันก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย อีกทั้งช่างบังเอิญที่นาย X ยังเคยเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนของพ่อน้องมิกิด้วย
ตำรวจสอบสวนและกำลังจะสรุปคดีอยู่แล้ว แต่จู่ ๆ นาย X ก็หายตัวไปอย่างลึกลับ (รวมทั้งรถสีน้ำตาลอ่อนคันนั้นที่ตำรวจพยายามหาเท่าไรก็ยังหาไม่เจอ)
หลังจากนาย X หายตัวไป ตำรวจก็ไม่สามารถตามจับ หรือหาข้อมูลหรือหลักฐานเบาะแสใด ๆ เพิ่มเติมได้อีกเลย จนกระทั่งทุกวันนี้
ขอบคุณรูปประกอบจาก pixabay
แม้หลายคนจะเชื่อว่า นาย X คือคนร้าย แต่ก็ยังมีข้อโต้แย้งหลายจุด ที่ยังไม่สามารถฟันธงลงไปได้ว่าเขาคือคนร้ายตัวจริง เช่น
อย่าลืมว่ามีพยานเห็นว่า วันเกิดเหตุมีหนุ่มสาวที่อายุประมาณ 30 กว่า ๆ ยืนอยู่ใกล้ ๆ กับรถสีน้ำตาลคันนั้น และถ้านาย X ขับรถไปเอาวัตถุดิบ เขาก็น่าจะไปคนเดียวและไม่ได้ผ่านทางนั้น
อีกทั้งมีคนสังเกตว่า รถสีน้ำตาลอ่อนที่กล่าวมาแต่ต้นนั้น บอกว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อนแต่เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนใกล้ค่ำ ซึ่งเริ่มมืดแล้ว รวมทั้งที่บอกว่ารถคันนั้นขับเร็วมาก แล้วพยานที่เห็นรถจะสามารถแยกสีว่าเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลเข้มได้จริง ๆ เหรอ 🤔
บางคนก็สงสัยว่า ตำรวจอาจจะรู้ว่านาย X ไม่ใช่คนร้าย จึงปล่อยตัวไป แต่ปล่อยข่าวว่าเขาหายตัวไป
(ไม่อย่างนั้น เพราะเหตุใดตำรวจจึงไม่เปิดเผยชื่อและหน้าตาของเขาเลย)
หลังเกิดเหตุหลายปี มีตำรวจคนนึงออกมาเปิดเผยว่า
ตอนเกิดเหตุตำรวจไม่ได้รับความร่วมมือในการสอบปากคำจากชาวบ้านเท่าที่ควร
ทำให้ทำงานยากมาก และเป็นข้อกังขามากว่า เพราะเหตุใดจึงดูเหมือนทุกคนพร้อมใจกันไม่พูดคล้ายกับว่ากำลังช่วยกันปกป้องอะไรบางอย่างอยู่
แต่สิ่งหนึ่งที่รู้แน่ชัดคือ ชาวบ้านแถวนั้นส่วนมากเป็นเครือญาติกันแทบทั้งหมด
ซึ่งจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่สามารถหาหลักฐานเพิ่มเติมได้ และไม่มีใครรู้ด้วยว่า น้องมิกิหายไปไหน 🥺
ขอฝากเป็นอุทาหรณ์นะคะว่า การปล่อยเด็กไว้ตามลำพัง แม้เพียงในช่วงเวลาสั้น ๆ ก็อาจจะเป็นสาเหตุให้ต้องเสียใจและรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ 😢
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง
จังหวัดที่พูดภาษาเขมรมากที่สุดในประเทศไทย
5 ความเจริญของไทย ภาพลักษณ์ใหม่ที่ชาวต่างชาติแห่ชื่นชม
10 โรงเรียนเอกชน ที่เก่าแก่สุดในประเทศไทย
15 ลักษณะของคนที่มี EQ ต่ำ
คณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
10วิทยาลัยที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย
เคยสงสัยมั้ย? จิ้งจกข้างฝา ทำไมบางตัวมีลายบางตัวไม่มี! รู้แล้วจะมองน้องไม่เหมือนเดิม
5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด
2 ภาษา ที่มีคนใช้น้อยที่สุดในโลก
เพิ่งรู้ว่า มี 9 ประเทศแล้ว ทึ่แบนโซเชียลสำหรับเยาวชน
ภาษาท้องถิ่นในไทยที่ไม่มีตัวอักษรและไม่สามารถเขียนได้
8 ดอกไม้ห้ามไหว้พระ
3จังหวัดจัดงานสงกรานต์ที่ใหญ่ที่สุด
ไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุด
งานศพ "มหาเศรษฐีจีน" ฝังศพพร้อมรถเบนซ์รุ่นใหม่..หวังเอาไปใช้ในปรโลก
ประวัติ “โซโล วรมัน” ลูกชาย แอ๊ด คาราบาว ก่อนรับยศ ว่าที่ พ.ต.ท.
อำเภอเดียวในไทยที่มี "ป้ายทะเบียนรถชื่ออำเภอ”





