หน้าแรก ตรวจหวย โปรโมชั่น เว็บบอร์ด ควิซ การเงิน Pic Post
 
Page หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype
 
อัลบั้ม แต่งรูป คำคม Glitter สเปซ ไดอารี่
 
เกมถอดรหัสภาพ เกม วิดีโอ
 
คำนวณ คำนวณค่างวดผ่อนรถ
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

อ่านแล้วเศร้าใจ! ร่างของมิตร ชัยบัญชา ปลิวร่วงลงมาอย่างมีสติ เสียงร้องโหย...สุดเสียง ดังก้องไปทั่ว บริเวณนั้นจนขาดใจ

 

เพจ มิตร ชัยบัญชา และดาราศิลปิน โพสต์เรื่องราว รายละเอียดที่ไม่เคยรู้

 

คืนวันที่ 7 ตุลาคม 2513 (วันรองสุดท้ายของชีวิต) ที่กองถ่าย "น้องนางบ้านนา" ในฉากชกต่อยกันในสลัมระหว่างพระเอกกับอันธพาล ได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับพระเอกมิตร โดยที่ไม่ค่อยมีใครจดจำหรือตกใจนัก ข้อมือซ้ายของพระเอกไปฟาดกับสังกะสี โดนบาดเป็นแผลยาว 3 เซ็นติเมตร เลือดไหลเป็นทาง แต่มิตรไม่ยอมไปให้หมอเย็บแผล แค่เอาผ้ามาพันผูกห้ามเลือด แล้วก็ถ่ายหนังต่อ เพราะพรุ่งนี้ (8 ตุลาคม) มีคิวถ่ายฉากสำคัญของอินทรีทอง ไม่มีใครคิดหรอกว่า..แผล 3 เซ็นฯนั้น จะขยายผลลุกลามรุนแรงถึงชีวิตได้!

 

เสร็จจากกองถ่าย "น้องนางบ้านนา" มิตร ชัยบัญชา ไปเข้ากล้องเรื่อง "นางฟ้าชาตรี" ต่อถึงเช้า หนังเรื่องนี้เป็นของคุณสุพรรณ พรามย์พรรณ ถ่ายเสร็จตี 5 มิตรก็กลับบ้าน ลืมสายสร้อยพระที่ถอดออกจากคอฝากไว้กับคุณสุพรรณ เพราะผู้กำกับสั่งให้ถอด เพื่อให้สมบทบาท แล้วมิตรก็นั่งรถโตโยต้า มีคนขับชื่อวิเชียร ขับมาที่บ้าน มีรถของดารา "ไกร ครรชิต" ขับตามมาด้วย เพราะจะต้องไปถ่าย "อินทรีทอง" ด้วยกันที่พัทยา..ในวันที่คนทั้งประเทศ "ตกใจ..ซึมเศร้า ร้องไห้"

 

....ตีสาม.... คุณมิตรยังถ่ายหนังเรื่อง นางฟ้าชาตรีอยู่ในโรงถ่ายอยู่เลย ที่ข้อมือซ้ายมีบาดแผลเป็นรอยบาดจากขอบสังกะสีเป็นทางยาว เพราะในฉากที่ชกต่อยกับผู้ร้ายเหวี่ยงมือไปฝาดกับขอบสังกะสีที่อยู่ในฉาก ก็ไม่ได้ทำแผลอะไรเป็นพิเศษแค่เป็นรอยบาดที่ผิวหนังธรรมดาๆเท่านั้นไม่มีอันตรายอะไร

ก็ถ่ายหนังกันต่อจนถึงตีห้า

... ตีห้า คุณมิตรนั่งรถออกมาจากกองถ่าย โดยลืมสร้อยพระคล้องคอไว้ที่ผู้กำกับหนัง เขาถอดออกจากคอเพื่อเข้าฉากแล้วลืมไว้รถคันที่คุณมิตรนั่ง วิ่งนำไปข้างหน้า มีรถเก๋งขับตามหลังมาอีกหนึ่งคันคือรถของ คุณไกร ครรชิต คุณไกร ได้เล่าให้ผมฟังว่า

" เราถ่ายหนังอยู่ด้วยกันจนสว่าง พี่เชษฐ์เขาถามว่ามีคิวถ่ายที่พัทยาด้วยไม่ใช่หรือ ยังงั้นไปด้วยกัน ให้เอารถไปจอดทิ้งไว้ที่บ้านของเขาก็เลยขับรถออกจากโรงถ่ายมาพร้อมๆกัน ขับตามเขาไป พี่เชษฐ์นั่งอยู่ที่เบาะหลัง เขาไม่ขับรถเองหรอกเขาบอกว่าอันตรายเพราะอดนอนเดี๋ยวไปขับชนคนอื่นจะเดือดร้อน เขามีคนขับประจำตัวตลอดเวลารถวิ่งไปถึงสะพานผ่านฟ้า ตรงที่ดินของเขาที่กำลังลงมือก่อสร้างโรงหนัง เขาเอามือโผ่ลออกมาจากหน้าต่างรถแล้วชี้มือให้มองดูตรงนั้นมีป้ายคัทเอ้าโฆษณาหนัง อินทรีทอง อันใหญ่มาก ตั้งอยู่ผมรู้สึกได้ว่า เขาภูมิใจกับผลงานของเขามากทั้งการสร้างโรงหนังและการกำกับหนัง อินทรีทอง เพราะโดยปกติ พี่เชษฐ์ แค่ขึ้นรถนั่งยังไมทันถึงนาทีก็หลับคอพับคอเอียงแล้ว ด้วยความเหนื่อย

และอ่อนเพลีย แต่นี่เขานั่งมาไม่ยอมหลับก็เพราะอยากจะดูที่ดินของเขาและรอชี้มือให้ผมดูด้วย และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ตัวเขาได้มองดูผลงานความตั้งใจทุ่มเทอย่างสุดชีวิตของเขา เพราะเขาไม่มีโอกาสที่จะกลับมาดูมันอีกแล้ว .... "

....ตีห้า ครึ่ง คุณมิตร เดินทางไปถึงบ้านที่ ซอยอารีย์สัมพันธ์ ๓(จันทโรจน์วงศ์) เป็นบ้านตึกทรงฝรั่งหลังใหญ่ ติดแอร์ ตกแต่งทันสมัยในบริเวณบ้านมีบ้านหลังเล็กที่เชื่อมไว้ด้วยระเบียงบ้าน เดินถึงกันได้และใกล้ๆก็มีบ้านชั้นเดียวเล็กๆ ที่ใช้สำหรับทำราวแขวนเก็บเสื้อผ้าที่ใช้สำหรับถ่ายหนัง แขวนไว้เป็นแถว เป็นแนว มีระเบียบเรียบร้อยในบ้านหลังเล็กที่ใช้เก็บเสื้อผ้านี้ มีแต่เสื้อผ้าอย่างเดียวเท่านั้นทั้งหลังเก็บตั้งแต่เรื่องแรก ชาติเสือ เป็นต้นมา ไม่เคยทิ้งเลยราวแขวนแต่ละแถว แต่ละแนว จะมีผ้าคลุมกันฝุ่นไว้ด้วย เรียกได้ว่าเป็นคนเจ้าระเบียบ ระดับคุณละเอียดเลยทีเดียว แล้วคนประเภทนี้จู่ๆจะไปโหนโตงเตง มือเปล่า อยู่บนท้องฟ้าสูงๆ ได้อย่างไร ถ้าไม่ได้เป็นผู้ถูกกระทำโดยความประมาทของผู้อื่น จากคนเฮงซวยบางคน...........หกโมงเช้า .. คุณมิตร อาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อยืดตัวใหม่ที่พึ่งซื้อมาจากฮ่องกง เป็นผ้ายืดบางๆเข้ารุป ที่หน้าอกมีแถบคาดหนึ่งเส้นเก๋ไก๋วัยรุ่นซะ คุณไกร ตรรชิต อาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ทิ้งติดไว้ในรถ แล้วขับรถเข้ามาจอดทิ้งไว้ในบ้าน จอดติดกับเรือโบทลำโปรดของคุณมิตร ซึ่งในเวลานั้น คุณมิตรถ้ามีเวลาว่างเมื่อใดต้องไปทะเลไปดำน้ำ ไปเล่นเรือตกปลา กำลังเห่อ สุด ๆๆ ๆ ๆ

....คุณมิตร กำลังจะออกจากบ้านไปพัทยา แต่เด็กรับใช้ในบ้านที่มีหน้าที่ดูแล เสื้อผ้าสำหรับใช้ถ่ายหนัง วิ่งมาบอกว่า หาชุด อินทรีแดง ไม่พบให้ไปหาเท่าไรก็ไม่พบ ไปช่วยหาด้วยตนเองก็ไม่พบ ในที่สุดต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดย เอาเสื้แขนยาวมาหนึ่งตัว กางเกงขายาวมาหนึ่งตัว เอาไปเป็นแบบให้ช่างตัดเสื้อที่ชลบุรี ตัดเป็นชุด อินทรีแดงขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้ถ่ายทำงานในวันนี้ให้เสร็จเรียบร้อย

....คุณมิตร เดินทางออกจากบ้านในเวลาประมาณ หกโมงกว่าๆเป็นเช้าวันที่มีหมอกลงหนาทึบไปทั่วทั้งกรุงเทพเพราะฤดูหนาวมาเร็ว มากระทบกับปลายฝนของต้นเดือนตุลาคมทำให้รถยนต์ที่วิ่งไป มา ต้องเปิดไฟหน้ารถทุกคันคุณไกร ครรชิต นั่งหน้าคู่ไปกับคนขับคุณมิตร นั่งที่เบาะด้านหลังเสียงโฆษกในรายการวิทยุประกาศชื่อเพลง ซึ่งแต่งและขับร้องโดยครูสุรพล สมบัติเจริญ ให้ท่านผู้กำลังฟังรายการรับทราบคุณมิตร ได้ยินแล้วก็บ่นเสียงดังขึ้นมาว่า

" คนเรานี่ก็แปลกนะ ตอนมีชีวิตอยู่ไม่ยกย่องพอเสียชีวิต ตายจากกันไปแล้ว จึงจะมายกย่อง "

สักพักแกก็นั่งหลับ คอพับ คออ่อน ไปตลอดทาง ..

...รถวิ่งฝ่าความเงียบ และม่านหมอกไปใกล้จะถึงพัทยา เสียงมิตรดังมาจากด้านหลัง "เชียร..หยุดรับพระท่านไปด้วย" วิเชียรหยุดรถทันที มองหาพระ..แต่ไม่เห็น มองลงไปข้างทางเห็นแต่แมกไม้และทะเล "พระธุดงค์นั้นหายไปไหนแล้ว!" มิตรบ่น..ก่อนให้ออกรถไป

ฉากวันนั้น..เป็นฉากที่อินทรีทองปราบเหล่าร้ายเสร็จ รวมถึงอินทรีแดงตัวปลอม ก่อนที่พระเอกจะเปลี่ยนไปใส่ชุดอินทรีแดง วิ่งไปเกาะบันไดที่โรยจาก ฮ. มีนางเอกคือเพชรา สวมบทวาสนาแฟนสาวของโรม ฤทธิไกร มารับ

ขณะที่มิตรกำลังยืนสำรวจพื้นที่โดยรอบก่อนถ่ายทำ เขาตะโกนบอกเด็กในกองถ่ายให้ไปบอกผู้ชายกับผู้หญิง 2 คน ที่ยืนอยู่ตรงจอมปลวกให้หลบไปยืนที่อื่น เพราะกล้องจะจับภาพไปตรงนั้น มิตรสั่งงานไปหลายอย่าง เสร็จแล้วก็หันไปมองตรงจอมปลวก เขาก็ยังเห็น 2 คนนั้นยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น อารมณ์เสียทันที "ไอ้น้องไปบอกเขาหรือยัง ทำไมเขายังยืนอยู่อีก"

เสียงมิตรตะโกนลั่น ทุกคนหันไปมองจอมปลวก ก็ไม่เห็นมีใครสักคนยืนอยู่! บางคนคิด..สงสัยพระเอกประสาทกินอีกแล้ว "ทำไมไม่หลบ เขาจะถ่ายกันอยู่แล้ว" มิตรยังโวยวาย พร้อมโบกมือไหวๆไล่ 2 คนนั่น แล้วเขาก็เดินไปคว้าปืนยาวที่ใส่ลูกปืนปลอมยิงไปที่จอมปลวก 1 นัด

"ยอมหลบไปแล้ว พูดกันดีๆไม่รู้เรื่อง" คนรอบข้างยังงง พระเอกมิตรยิงปืนไล่ใคร?คุณมิตรโบกมือไล่ด้วยตนเอง

" ดูซิไล่ก็ทำเฉยอีก เดี๋ยวแดดหมดกันพอดี " คุณมิตรบ่นแล้วเดินไปหยิบปืนยาว ลูกปลอม ที่ใช้ในกองถ่าย ยิงออกมามีแต่เสียง

" เออ ต้องให้ยิงขู่ถึงจะหลบไปได้ " คุณมิตรบ่นดังๆ

แต่คนที่ได้เห็น ได้ยิน งง กันหมดทุกคน เพราะไม่มืใครมองเห็นอย่างที่คุณมิตร พูด ได้แต่ถามกันด้วยความงุนงงว่า แกไล่ใครวะ สองคนนั่นเป็นใครวะ ..... ไม่เห็นมีใครสักคน .

ภายหลังทุกคนมาตรองใหม่..สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านคงรู้ล่วงหน้า ว่ามิตรกำลังจะมีภัยร้ายแรง จึงออกมาเตือน แต่ที่สุดก็ห้ามไม่ได้

...เหตุการณ์ตรงนี้บอกความจริงเราได้ว่าคุณมิตร ตั้งใจถ่ายฉากโหนเชือกหนีตำรวจหรือที่เรียกว่าฉากจบนี้ ในวันที่ ๘ ต.ค.ไม่ใช่จะถ่ายวันที่ ๗ แล้วฝนจะตกจึงเลื่อนออกมาถ่ายในวันรุ่งขึ้นโดยนักบินบอกว่ามีธุระมาบินตรวจอ่าวแถวพัทยาอยู่พอดีจึงรับปากว่าจะแวะมาเข้าฉากให้แต่ความจริงก็คือ นักบินรับคิวถ่ายในวันที่ ๘ ไว้แล้วเพราะคุณมิตร พึ่งจะหาชุด อินทรีแดง มาใช้ในฉากนี้ในวันที่ ๘

เมื่อชุด อินทรีแดง หาย คุณมิตรก็รีบแก้ปัญหาโดยให้เอาเสื้อแขนยาวมา ๑ ตัวเอากางเกงขายาวมา ๑ ตัวนำไปเป็นแบบให้ช่างตัดเสื้อที่ชลบุรีดูแล้วเอาผ้าดำมาตัดตามขนาดไซด์นี้ แต่เสื้อไม่ใช้กระดุม ที่คอติดซิปแทนคือชุด อินทรีแดง นั่นเองเมื่อตัดเสร็จแล้วให้รีบเอาไปส่งที่กองถ่าย ที่พัทยา ทันทีนั่นแสดงว่า คุณมิตร ตายในชุด อินทรีแดง ใหม่เอี่ยมถอดด้ามที่ได้ใส่เป็นครั้งแรกและ กลายเป็นครั้งสุดท้าย ....

 

.......สรุปเหตุการณ์จริง ที่เกิดขึ้น ณ สถานที่เกิดเหตุ วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2513

เวลา 16 นาฬิกาเศษ

 

1. นักบินรู้และเข้าใจดีว่า มิตร ชัยบัญชา กำลังห้อยโหนอยู่ที่บันไดสลิงและเท้าไม่ได้เหยียบขั้นบันได การถ่ายทำในฉากนี้ เป็นการบินใกล้ๆ ระดับต่ำบินผ่านหน้ากล้องถ่ายหนัง ให้กล้องจับภาพได้อย่างชัดเจน เพราะแม้แต่ตัวนักบินที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับก็ถูกจับแต่งตัวอยู่ในชุดของนางเอก

 

2. มีคนในกองถ่ายที่ภาคพื้นดิน เป็นคนคอยออกคำสั่ง ส่งสัญญาณด้วยมือ ให้นักบินมองดูและปฏิบัติตาม

3. มิตร เปลี่ยนชุดแต่งตัวเป็นอินทรีแดง แล้วเดินไปหยุดรอในพุ่มไม้ซึ่งเป็นจุดนัดพบ ที่นักบินจะนำเครื่องมารับตัว ( เป็นการสวมชุดอินทรีแดงเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตของมิตร )

 

4. ทุกอย่างพร้อม กล้องพร้อม ( แต่ฟิล์มถ่ายหนังเหลืออยู่ในกล้องถ่ายหนังแค่ 15 ฟิต แล้วอุบเงียบ เพื่อต้องการถ่ายทำฉากนี้ให้จบในวันนี้เพราะหากบอกให้ทราบว่าฟิล์มหมด มิตร ต้องสั่งยกเลิกการถ่ายทำแน่นอน )คนส่งสัญญาณ โบกมือให้นักบินนำเครื่องลอยตัวขึ้นไปรับอินทรีแดงที่ยืนรอ

อยู่ที่จุดนัดพบ

 

5. มิตร กระโดดเอื้อมมือเกาะบันไดสลิง มือขวาจับที่ขั้นที่ 4 และมือซ้ายจับอยู่ที่ขั้นที่ 3 เขาจับขั้นบันไดนั้นไว้อย่างง่ายๆ แค่กำมือไว้ในอุ้งมือแล้วดึงตัวขึ้น เขาเหวี่ยงตัวเบาๆ 1 ครั้ง งอเข่าขึ้น แล้วเกาะนิ่งๆ หันหน้ามองไปในทิศทางที่ตั้งกล้อง เพราะเมื่อบินผ่านหน้ากล้องแล้ว เครื่องต้องลงจอดทันที

 

6. คนในกองถ่ายภาคพื้นดิน โบกมือส่งสัญญาณให้เครื่องฯบินต่อไปไม่ได้ลงจอด กล้องถ่ายหนังถ่ายภาพไว้แค่ตอนเครื่องบินผ่านหน้ากล้องในระยะต่ำเท่านั้น แล้วตากล้องก็หยุดการถ่ายทำไว้ชั่วคราว ปล่อยให้นักบินนำเครื่องฯบินขึ้นสูงพาร่างของอินทรีแดง ห้อยแหวกว่ายไปในท้องฟ้า ความสูงประมาณยอดหลังคาตึกโรงแรมดุสิตธานี มุ่งตรงไปข้างหน้า แล้วหักโค้งเลี้ยวซ้ายเมื่อเครื่องฯบินเป็นเส้นตรงขนานไปกับกล้อง ตากล้องถ่ายหนังจึงทำการถ่ายภาพเก็บไว้อีกครั้ง ถ่ายจนฟิล์มหมด จึงหยุดการถ่ายทำ แล้วมายืนรอเครื่องฯซึ่งบินหักโค้งเลี้ยวซ้ายอีกครั้ง เพื่อมุ่งตรงกลับมาที่จุดตั้งกล้อง

 

7. หากนักบินรู้ว่า กล้องหยุดการถ่ายทำแล้ว เขาสามารถนำเครื่องฯลงจอดได้ทันที เพราะตอนนั้นมิตร ชัยบัญชา ยังไม่ตกลงมา ( ทุกวินาทีมีค่าต่อชีวิต มีใครคิดคำนึงถึงคนที่กำลังต่อสู้กับความตายที่รออยู่เบื้องล่างบ้างหรือไม่ )

 

8. ขณะที่นักบินทำงานตามคำสั่งของคนให้สัญญาณบนพื้นดินโดยนำเครื่องฯ บินขึ้นสูง ในช่วงเวลานั้นเขาต้องคิดเอง ตัดสินใจเองสำหรับมิตร ชัยบัญชา ก็เช่นเดียวกัน ในวินาทีนั้นตัวเขารู้ดีว่ากองถ่ายได้รวบการถ่ายทำฉากนี้จาก 2 ซีน ให้เหลือเพียงซีนเดียว เขาจึงได้คิดหาวิธีช่วยเหลือตนเองไม่ให้ตกลงมาตาย ในกรณีหมดแรง จากภาพที่ถ่ายเราเห็นเขาได้ใช้เส้นสลิงที่เหลืออยู่มาพันข้อมือขวาไว้ เป็นตัวล็อคช่วยป้องกันไม่ให้ร่างเขาตกลงมาตาย

 

9. เมื่อนักบินกำลังนำเครื่องฯ บินกลับมายังจุดตั้งกล้อง ร่างของมิตร ชัยบัญชา ได้ถอยร่นลงมาเกาะเกี่ยวอยู่ที่บันไดสลิงขั้นสุดท้ายแล้วแม้ว่ามือซ้ายจะหมดแรง หลุดออกจากการเกาะกุม แต่ร่างของเขาไม่ตกลงมาเพราะว่าเส้นสลิงของของบันไดขั้นสุดท้ายพันเกี่ยวรัดข้อมือขวาของเขาไว้แน่น

 

10. นักบินจะนำเครื่องลงจอด หรือบินต่ออีกรอบ ไม่มีใครตอบได้แต่จากภาพถ่ายที่เราเห็นก็คือมิตร ชัยบัญชา ได้ใช้มือซ้ายแกะเส้นสลิงที่พันข้อมือขวาของเขาออก นั่นหมายถึงเขาได้ปลดเซฟตี้ล็อคออกจากร่างกายของเขาเพื่ออะไรกัน ? เขาทำอย่างนั้นทำไม และแล้วเขาก็ปล่อยมือออกจากขั้นบันไดนั้น

 

11 . ร่างของมิตร ชัยบัญชา ปลิวร่วงลงมาอย่างมีสติ เขากางแขนกางขา ก้มหน้า มองลงมายังบึงน้ำเบื้องล่าง ท่าทางคล้ายดิ่งพสุธา ร่างเขาปลิวร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ดูดีในระยะแรก และในที่สุด หัวก็ทิ่มลงมาคล้ายนกปีกหัก

 

12. เสียงร้องโหย...สุดเสียง ดังก้องไปทั่ว บริเวณนั้นจนขาดใจ ชีวิตของลูกผู้ชายคนหนึ่งจบลงตรงนั้น ร่างของเขาปลิวลงข้างจอมปลวกใหญ่ กระแทก กระดอน กระเด็น ไปไกลอีกเกือบ 2 วา ร่างแหลกยับเยินนอนคุดคู้สงบนิ่งอยู่ในชุดทำงานชุดสุดท้ายในชีวิตการแสดงของเขาชุดอินทรีแดง ชุดสีดำทั้งชุด ที่ใบหน้ายังสวมหน้ากากหัวนกสีแดงมือทั้งสองข้างสวมถุงมือสีดำ ที่ข้อมือขวามีรอยเส้นสลิงรัด บาดลึกเลือดไหลนองเต็มถุงมือ

 

13. มิตร ชัยบัญชา นอนสงบนิ่ง สิ้นใจอยู่ใกล้ๆบึงบัวขาวบึงน้ำใหญ่ที่อาจจะสามารถช่วยชีวิตของเขาได้ หากการตัดสินใจปล่อยมือของเขา สามารถทำให้ร่างปลิวร่วงลงสู่พื้นน้ำได้

 

...จากผลการชันสูตรศพยืนยันว่า เขาเสียชีวิตทันที เพราะร่างกายแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี เชือกบาดข้อมือเป็นแผลลึก 2 ซ.ม. ยาว 8 ซ.ม. กระดูกขากรรไกรข้างขวาหัก กระดูกโหนกแก้มซ้ายขวาหัก มีเลือดออกทางหูขวา กระดูกซี่โครงขวาหัก 5 ซี่ กระดูกโคนขาขวาหัก กระดูกต้นคอหัก

 

...ศพของมิตร ชัยบัญชา ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเลิ้ง หลังจากครบ 100 วัน พิธีพระราชทานเพลิงศพจัดเมื่อ 21 มกราคม พ.ศ. 2514 มีประชาชนหลั่งไหลเข้าไปร่วมรดน้ำศพวันละจำนวนหลายหมื่นคน สำหรับการพระราชทานเพลิงศพย้ายจากวัดแคไปวัดเทพศิรินทร์ มีประชาชนหลั่งไหลไปร่วมงานศพมากกว่า 3 แสนคน จนกระทั่ง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวว่าเป็นงานศพของสามัญชนที่มีผู้ไปร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์

 

...ปี 2513 มิตร ชัยบัญชา มีงานแสดงมากกว่าทุกปี (51 เรื่อง ในจำนวนหนังไทยทั้งหมดปีนั้น 73 เรื่อง) แม้อายุ 36 ปีแล้ว

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=529729997371275&id=380547068956236
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: GOVID
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
25 VOTES (5/5 จาก 5 คน)
VOTED: แสร์, Chawanluck Bunedao, ยิ้มทุกวัน, fm, โยนี มีเงิน
 
อ่านแล้วเศร้าใจ! ร่างของมิตร ชัยบัญชา ปลิวร่วงลงมาอย่างมีสติ เสียงร้องโหย...สุดเสียง ดังก้องไปทั่ว บริเวณนั้นจนขาดใจ
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
แอ๊คหลุมแซะ! อั้มพัชราภา "ป้า" หน้าไม่ตรงปกคนเรานี่ก็แปลกนะ ระหว่างความเชื่อ กับงมงายที่นี่ไม่ใช่ยุโรป แต่ที่นี่คือ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาใครเคยผ่านทั้งหมด..ยินดีด้วยคุณไม่เด็กแล้วนะเมียหึงโหดแทงสามีไม่ยั้ง หลังเข้าใจผิดว่าไปถ่ายรูปคู่กับหญิงอื่น แต่พบเป็นรูปตัวเองสมัยสาวๆเพจดังซัด "คดีน้องชมพู่" คือภาพสะท้อนของความผีบ้าของสังคมไทยงานบวชสมุทรสาคร ติดโควิดยกบ้านไม่มีบ่อน!! ผบก.น.7 สั่งตรวจสอบแล้ว ไม่พบบ่อนแยกไฟฉายยาย 89 ถูกกรมบัญชีกลางเรียกคืนเบี้ยคนชราเกือบแสน ลูกสาวเผยทั้งน้ำตาไม่มีเงินคืน ยอมติดคุกแทนแม่กรมบัญชีกลางออกมาชี้แจงแล้ว กรณีเรียกเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุคืนรวมภาพฮาๆ ตลกๆ..ยามเย็นสบายๆ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด บันเทิง ดารา
ดาบพิฆาตอสูร ปราบเงินทั่วโลกแล้ว 352 ล้านเหรียญ US$ ลุ้นอีก 7 ล้านจะได้เป็นอันดับหนึ่งอนิเมะญี่ปุ่นรายได้สูงสุดตลอดกาลฮยอนอากับภาพคัมแบ๊ก งวดนี้มาลุคเปรี้ยวเข็ดฟันมากเลยแม่แอ๊คหลุมแซะ! อั้มพัชราภา "ป้า" หน้าไม่ตรงปกหนังฮอลลีวูดชุดใหญ่ออกประกาศภายใน 2 วัน เลื่อนฉาย 16 เรื่อง
ตั้งกระทู้ใหม่