อ้วนลงพุง แก้ไขได้ ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน
เชื่อว่ามีหลายคนที่กำลังประสบกับปัญหา “อ้วนลงพุง”และยังไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีให้กับมามีหน้าท้องที่แบนราบเหมือนเดิม วันนี้ Tonkit360 มีคำแนะนำจาก สสส. เกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อเอาชนะอ้วนลงพุงมาฝากกัน ซึ่งรับรองได้เลยว่าถ้าคุณปฏิบัติตามนี้อย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ไขมันสะสมในร่างกายนั้นลดลงได้มากทีเดียว
มื้อเช้าอย่าให้ขาด แต่ต้องกินให้ถูกสูตร 2:1:1
เนื่องจากร่างกายอดอาหารมาตลอดทั้งคืน อาหารเช้าจึงเป็นมื้อที่มีความสำคัญอย่างมาก อีกทั้งอาหารเช้ายังช่วยเติมพลังงานให้กับร่างกายและสมอง ทำให้สมองของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดทั้งวัน และการกินอาหารเช้ายังช่วยป้องกันโรคได้อีกด้วย เหนืออื่นใดหากไม่กินอาหารเช้าน้ำตาลในเลือดก็จะต่ำลง และสมองก็จะสั่งการให้กินมื้อเที่ยงและมื้อเย็นมากกว่าปกติ จึงทำให้มีโอกาสอ้วนลงพุงได้ง่าย
ดังนั้นการกินอาหารเช้าจึงต้องกินทุกวัน โดยใน 1 จานก็ควรทานให้ถูกสูตร ผักผลไม้ 2 : โปรตีน 1 : คาร์โบไฮเดรต 1 ซึ่งการกินผักผลไม้จะช่วยให้อิ่มเร็ว และกากใยก็ช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น (ควรกินอาหารเช้าให้มาก แต่กินมื้อเที่ยงและมื้อเย็นในปริมาณที่ลดลง)
ลดไขมัน ลดอาหารประเภทผัดและทอด
หากเราสามารถเปลี่ยนแปลงการบริโภคได้ ก็จะทำให้ไขมันสะสมในร่างกายลดลงได้มากเช่นกัน ดังนั้นจึงควรปรับการกิน ลดไขมัน ลดอาหารประเภทผัด-ทอด และหันมากินอาหารประเภท ต้ม ยำ ลวก ตุ๋น อบ นึ่ง แทน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกกินไข่ต้มแทนไข่ดาวหรือไข่เจียว ซึ่งเพียงไข่ไก่ 1 ฟองที่ปรุงต่างกัน ก็มีพลังงานที่ได้รับต่างกันถึง 3.5 เท่าเลยทีเดียว โดยจากข้อมูลของ สสส. ระบุว่า ไข่เจียวให้พลังงาน 250 แคลอรี ส่วนไข่ดาวให้พลังงาน 160 แคลอรี ขณะที่ไข่ต้มให้พลังงานที่ 70 แคลอรีเท่านั้น ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
ดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน
การดื่มน้ำเปล่าถือว่าดีที่สุด และหากดื่มในปริมาณต่อวันให้ได้อย่างน้อย 8-10 แก้ว ก็จะยิ่งมีส่วนช่วยในการลดพุงหน้าท้องลงได้ เพราะการดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว จะช่วยลดปริมาณไขมันในร่างกายให้ลงได้ และถ้าดื่มก่อนมื้ออาหาร 1 ชม. ก็จะช่วยลดความอยากอาหารลงได้ด้วย อีกทั้งช่วยในการย่อยอาหารให้ระบบย่อยอาหารทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่อีกด้วยนั่นเอง อย่างไรก็ดีไม่ควรดื่มน้ำเกิน 10 แก้วต่อวัน เพราะจะทำให้ไตทำงานหนัก ทำให้เซลล์บวมน้ำ อาการต่อมาคือปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนได้
คุมน้ำตาลนอกมื้ออาหารไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน
การคุมน้ำตาลนอกมื้ออาหารนั้นก็มีส่วนช่วยอย่างมาก ในการที่จะทำให้พุงหน้าท้องลดลงไปได้ โดยควรลดปริมาณเครื่องดื่มอันได้แก่ น้ำผลไม้ (220 มล. = 6.25 ช้อนชา) กาแฟสด (475 มล. = 10.5 ช้อนชา) น้ำอัดลม (450 มล. = 10.75 ช้อนชา) ชานมไข่มุก (350 มล. = 11.25 ช้อนชา) ชาเขียว (500 มล. = 14.5 ช้อนชา) นมเปรี้ยว (400 มล. = 19 ช้อนชา) ฯลฯ นอกเหนือจากนี้ก็คือควรลดหรืองดอาหารประเภทแป้งและขนม ที่ทำให้อ้วนลงพุงได้ง่ายร่วมด้วย ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้หน้าท้องกลับมาแบนราบได้เร็วขึ้น
เลิกพฤติกรรมกินดึก
พฤติกรรมการกินดึกแถมยังเป็นมื้อที่หนักอีก อาจทำให้เกิดภาวะความอ้วนได้ แต่อย่างไรก็ดีสำหรับบางคนก็มีเหตุผลที่ต้องกินดึก คือเลิกงานดึกหรือต้องเข้ากะดึกเลยทำให้รู้สึกหิว ซึ่งทางออกที่ดีที่จะช่วยให้อิ่มท้องแถมยังช่วยให้ระบบขับถ่ายดี นั่นก็คือ การกินผลไม้ เช่น ฝรั่ง แอปเปิล เป็นต้น หรือจะกินโยเกิร์ต น้ำเต้าหู้ไม่ใส่น้ำตาลก็ได้..
อ้างอิงจาก:https://jaoa3596.wixsite.com/howtoeasy
รู้จักงูเห่าน้ำแอฟริกา งูพิษที่ไม่ได้เป็นแค่งูน้ำธรรมดา
ตลาดสดยามเช้า เบื้องหลังของสดที่เริ่มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง
พนักงานกะดึกร้านสะดวกซื้อ ทำอะไรบ้างตอนคนส่วนใหญ่หลับ
แม่น้ำที่ใสสะอาดและมีคุณภาพน้ำดีที่สุด ที่ไหลผ่านเขตแดนของประเทศไทย
ทำไมลิฟต์มักมีกระจก เหตุผลจริงไม่ได้มีไว้แค่ส่องหน้า
มารู้จัก "หัวท้าวยายม่อม" พืชพื้นบ้านที่ซ่อนแหล่งแป้งชั้นดีของขนมไทย
ผักผลไม้ดองยังมีประโยชน์ไหม รู้ให้ชัดก่อนกินเพลิน
จังหวัดที่มีห้องว่างในโรงแรมมากที่สุด มีจำนวนผู้เข้าพักน้อยที่สุดในไทย
มอเตอร์ไซค์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากเป็นอันดับหนึ่ง
เบื้องหลัง Poltergeist หนังผีปี 1982 เรื่องไหนจริง เรื่องไหนเป็นตำนาน
กะเพราหมูสับ ทำไมถึงเป็นเมนูสิ้นคิดที่คนไทยสั่งซ้ำไม่เบื่อ
เปิดเหตุผล ทำไมเรา "ไหว้ครู" ในเดือนมิถุนายน
ท่าเรือที่ทันสมัยที่สุด และมีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย



