ประวัติเมืองร้อยเอ็ด
- บรรพบุรุษชาวร้อยเอ็ด
พ.ศ. ๒๑๐๓ พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ทำไมตรีกับกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ในปีพ.ศ. ๒๑๐๖ ได้ย้ายราชธานีไปเวียงจันทน์ สร้างค่ายคูประตูหอรบสร้างวัดพระธาตุหลวงและวัดพระแก้วเปลี่ยนชื่อเมืองเซ่าหรือลานช้าง เป็นหลวงพระบาง พระไชยเชษฐามีนโยบายเป็นมิตรกับคนไทยด้วยกัน และได้รักษาสัมพันธไมตรีอันดีเมื่อคราวที่พม่ามารบไทย พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้ยกทัพมาช่วย ทำให้พม่าเคียดแค้นจึงได้ยกทัพตีเมืองเวียงจันทน์ได้และพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชได้หายสาบสูญไป(บ้างว่าอพยพไปหลวงพระบาง) เหตุการณ์ระยะปี พ.ศ. ๒๑๑๒ ถึง ๒๑๓๓ พม่าได้ปกครองดินแดนลานช้างและพม่ากำลังเสื่อมอำนาจลงเพราะสิ้นบุเรงนอง ประกอบกับได้ทำสงครามติดพันกับกรุงศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (๒๑๓๓–๒๑๔๘) จึงทำให้ล้านช้างปลอดจากอิทธิพลพม่า
ในปี พ.ศ. ๒๑๓๔ พระสงฆ์ของเวียงจันทน์ได้ขอให้พม่าส่งพระหน่อแก้วเชื้อพระวงศ์พระไชยเชษฐาธิราชคืนกลับมาเป็นกษัตริย์ เมื่อกลับถึงเวียงจันทน์พระหน่อแก้วได้ประกาศเอกราชจากพม่า แล้วจึงยกทัพไปตีเมืองหลวงพระบางได้ไว้ในอำนาจ และมีความสงบอยู่เกือบร้อยปี
-
อพยพจากลานช้างสู่อีสาน
เหตุที่ทำให้คนไทยลานช้างต้องอพยพลงใต้นั้น เนื่องจากพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราชเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ถึงแก่พิราลัยเมื่อพุทธศักราช ๒๒๓๑ ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเพทราชาแห่งกรุงศรีอยุธยา พระองค์มีพระราชโอรส ๑ องค์นามว่า เจ้าองค์หล่อ ซึ่งมีชนมายุ ๓ พรรษา และมีพระนางสุมังคละมเหสี กำลังทรงครรภ์อยู่ด้วย ขณะนั้นมีเสนาบดี ผู้ใหญ่คนหนึ่งชื่อว่า พระยาเมืองแสน มีอำนาจมากกว่าคนอื่นๆ ได้ราชาภิเษกให้แก่เจ้าองค์หล่อราชโอรสครองราชสมบัติ ต่อมาก็ยกตัวเองเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน โดยอ้างว่าเจ้าองค์หล่อยังเยาว์นัก ประกาศว่าเมื่อเจ้าองค์หล่อเจริญวัยขึ้นจะถวายราชสมบัติ โดยสิทธิ์ขาดในภายหลัง ด้วยเล่ห์เหลี่ยมอันฉลาดแกมโกงของพระยาเมืองแสน พระยาเมืองแสนก็ได้ครองบัลลังก์ โดยไม่มีการราชาภิเษกแต่อย่างใด ขับเจ้าองค์หล่อจากราชบัลลังก์อย่างเงียบๆ และคิดการจะรับเอามารดาของเจ้าองค์หล่อที่ทรงครรภ์มาเป็นภรรยาของตน แต่มารดาของเจ้าองค์หล่อทราบระแคะระคายจึงพาเจ้าองค์หล่อกับคนสนิทลอบหนีไปขออาศัยอยู่กับเจ้าครูโพนเสม็ด (สมเด็จเจ้าหัวครูโพนเสม็ดอยู่ในตำแหน่งเจ้าหัวครูยอดแก้ว "พระสังฆราช") ซึ่งเป็นที่เคารพและมีลูกศิษย์มาก เจ้าหัวครูโพนเสม็ดเห็นว่าถ้าให้นางอาศัยอยู่ด้วยก็เกรงความครหานินทาทั้งไม่เป็นการปลอดภัยจึงส่งไปไว้ที่ตำบลภูชะง้อหอคำ และได้ประสูติพระโอรสอีกองค์หนึ่งนามว่า “เจ้าหน่อกษัตริย์” ที่นั้น
ฝ่ายพระยาเมืองแสนเห็นว่า เจ้าหัวครูโพนเสม็ดมีผู้รักใคร่นับถือมาก เกรงว่าจะคิดการแย่งชิงเอาบ้านเมือง จึงคิดการกำจัด แต่เจ้าหัวครูโพนเสม็ดรู้เสียก่อนจึงรวบรวมพวกพ้องเหล่าสานุศิษย์ประมาณ ๓,๐๐๐ คน เดินทางหลบไป เมื่อผ่านไปทางใดก็มีราษฎรอพยพตามไปด้วยจนเดินทางถึงแขวงเมืองบันทายเพชร์ ดินแดนเขมร ฝ่ายพระเจ้ากรุงกัมพูชาได้สั่งให้มีการสำรวจสำมะโนครัวและให้เรียกเก็บเงินจากชาวเวียงจันทน์ ครัวละ ๒ ตำลึง เจ้าหัวครูโพนเสม็ดเห็นว่า เป็นการเดือนร้อนแก่เหล่าศิษยานุศิษย์ จึงอพยพออกจากดินแดนเขมรจนบรรลุถึงเมืองนครกาละจำปากนาคบุรีศรี การเดินทางออกจากเมืองเวียนจันทน์จนถึงนครกาละจำปากนาคบุรีศรีนี้ เจ้าหัวครูโพนเสม็ดต้องอาศัยเจ้าแก้วมงคล (บรรพบุรุษชาวร้อยเอ็ด) เป็นแม่กองใหญ่ และจารย์หวด รองแม่กอง ในการควบคุมดูแลบริวารของท่านมาตลอดทาง
ฝ่ายนางเภา นางแพง ซึ่งเป็นธิดาของผู้ครองเมืองนครกาละจำบากนาคบุรีศรีเมื่อบิดาของนางถึงแก่พิราลัยแล้ว นางก็เป็นผู้บัญชาราชการบ้านเมืองต่อมา จนกระทั่งถึงปีที่เจ้าหัวครูโพนเสม็ดมาถึงเมือง นางทั้งสองทราบข่าวก็มีความเลื่อมใจ จึงพาแสนท้าวพญาเสนามาตย์ออกไปอาราธนาเจ้าหัวครูโพนเสด็ดเข้ามาในเมืองครั้งเวลาต่อมานางและประชาชนมีความเคารพนับถือเจ้าหัวครูโพนเสม็ดมากขึ้น และนางทั้งสองก็ชราลงมากจึงอาราธนาให้เจ้าหัวครูโพนเสม็ดเป็นผู้ช่วยทำนุบำรุงฝ่ายพุทธจักรและอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองสืบไป
เมื่อเจ้าองค์หล่อได้เจริญวัยขึ้นหน่อยก็สามารถไปอยู่ที่ประเทศญวน ต่อมาได้เกลี้ยกล่อมสมัครพรรคพวกได้มากจึงยกกำลังมาล้อมเมืองเวียงจันทน์ เมื่อราว พ.ศ. ๒๒๔๕ จับ พระยาเมืองแสนประหารชีวิต เจ้าองค์หล่อได้ครองราชสมบัติต่อมา
ครั้น พ.ศ. ๒๒๕๒ ปรากฏว่าชาวเมืองนครกาละจำบากนาคบุรีศรี บางพวกได้ซ่องสุมพรรคพวกก่อการกำเริบเป็นโจรผู้ร้ายเที่ยวปล้นสะดมในตำบลต่างๆ ทำให้ราษฎรผู้มีความสุจริตธรรมต้องเดือนร้อนทั่วไป เจ้าหัวครูโพนเสม็ดได้พยายามปราบปรามโดยการเที่ยวอบรมสั่งสอนในทางดีก็หาได้ผลไม่ ครั้นจะทำการบำราบปราบปรามโดยอำนาจอาชญา ก็เป็นการเสื่อมเสียทางพรหมจรรย์ ทั้งจะเป็นที่ครหานินทาของประชาชนทั้งหลาย จึงดำริหาวิธีที่จะระงับเหตุร้ายโดยละม่อมที่สุดก็เห็นว่า เจ้าหน่อกษัตริย์ซึ่งอยู่ที่ตำบลงิ้วพันลำน้ำโสมสนุก เวลานี้ก็ทรงเจริญวัยขึ้นแล้ว และเป็นผู้ประกอบด้วยเกียรติยศเกียรติคุณอันดีงาน สมควรจะปกครองไพร่บ้านพลเมืองให้ได้รับความร่มเย็นได้ จึงจัดให้ท้าวพระยาเสนาบดีแลบ่าวไพร่ออกไปอัญเชิญเจ้าหน่อกษัตริย์กับพระมารดาเข้ามายังเมืองนครกาละจำบากนาคบุรีศรี แล้วเจ้าหัวครูโพนเสม็ดก็กระทำพิธียกเจ้าหน่อกษัตริย์ขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินของนครกาละจำบากนาบุรีศรี และได้ถวายพระนามว่า “พระเจ้าสร้อยศรีสมุทพุทธางกูร” และได้เปลี่ยนนามเมืองนครกาละจำบากนาคบุรีศรีเป็นเมือง “นครจำปาศักดิ์นัคบุรีศรี” ตั้งแต่นั้นมา เจ้าสร้อยศรีสมุทพุทธางกูร ได้จัดการปกครองแลปราบปรามยุคเข็ญสงบราบคาบลงได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยมีจารย์แก้วหรือเจ้าแก้วเป็นกำลังสำคัญในการปราบปรามยุคเข็ญนั้น
เมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อยแล้ว เจ้าสร้อยศรีสมุทพุทธางกูร ก็เริ่มดำริหาเมืองขึ้น โดยให้มีการสร้างบ้านเมืองขึ้นใหม่หลายเมือง แล้วจัดให้บรรดาบุคคลที่มีปรีชาสามารถแลมีผู้รักใคร่นับถือออกไปเป็นเจ้าเมือง (เจ้าเมืองสมัยนั้นก็เสมือนกษัตริย์เมืองขึ้น เพราะการแต่งตั้งตำแหน่งหน้าที่ ตลอดจนคำพูดที่ใช้ในสำนักของเจ้าเมืองนั้นๆ ก็ใช้เป็นราชาศัพท์) ให้จารย์หวดไปสร้างเมืองขึ้นชื่อเมืองโขงตั้งจารย์หวดเป็นเจ้าเมือง ให้ท้าวจันทร์ (นับว่าเป็นน้องเจ้าแก้วมงคล) ไปรักษาเมืองตะโปน เมืองพิน เมืองนอง
ส่วนเจ้าแก้วมงคล หรือจารย์แก้วให้ไปสร้างเมืองทง (สุวรรณภูมิ) ให้เจ้าแก้วมงคลเป็นเจ้าเมือง (ชื่อของเจ้าแก้วมงคลในภายหลังก็ได้นำมาใช้เป็นชื่อเจ้าเมืองและนายอำเภอเมืองนี้ ต่อมาจนถึงรัชกาลที่ ๖ เช่น พระยารัตนวงศา พระรัตนวงศาฯ หลวงรัตนาวงศา (เมืองนี้ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่าเมืองสุวรรณภูมิแล้วยุบลงเป็นอำเภอสุวรรณภูมิจังหวัดร้อยเอ็ด ราว พ.ศ. ๒๔๕๔)
เจ้าแก้วมงคล ผู้มีเชื้อสายกษัตริย์
เจ้าแก้วมงคล ผู้สร้างเมืองทุ่งศรีภูมิ เป็นโอรสของเจ้าศรีวิชัย, เป็นพระนัดดาของเจ้ามหาอุปราชศรีวรมงคล, เป็นพระราชปนัดดาของสมเด็จพระเจ้าศรีวรวงษาธิราช(พระมหาอุปราชวรวังโส) ซึ่งเป็นเชื้อสายของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งนครเวียงจันทน์ศรีสัตนาคนหุต
เจ้าแก้วมงคล มีชื่อเรียกอีกอย่างว่าจารย์แก้ว เพราะเคยบวชเป็นศิษย์เจ้าราชครูหลวงวัดโพนเสม็ด
ปี พ.ศ. ๒๒๓๑ สมเด็จพระเจ้าสุริยวงษาธรรมิกราช แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต เสด็จสวรรคต พระยาแสนสุรินทรลือชัยไกรเสนาบดีศรีสรราชสงคราม(ท้าวมละ) ตำแหน่งเมืองแสน(อัครมหาเสนาบดี) ชิงเอาราชสมบัติ เจ้าแก้วมงคลจึงหนีราชภัยลงมาทางใต้พร้อมด้วยเจ้าราชครูหลวงวัดโพนเสม็ด
ต่อมาปี พ.ศ. ๒๒๕๖ เจ้าแก้วมงคลช่วยเจ้าหน่อกษัตริย์และเจ้าราชครูหลวงสถาปนาราชอาณาจักรล้านช้างฝ่ายใต้สำเร็จ เจ้าหน่อกษัตริย์ขึ้นเป็นพระเจ้ามหาชีวิตทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าสร้อยศรีสมุทรพุทธางกูร สำหรับเจ้าแก้วมงคลนั้นมีผลงานมากอีกทั้งเป็นเชื้อพระวงศ์ล้านช้างด้วย พระองค์จึงมีพระราชโองการให้เจ้าแก้วมงคลนำกำลังคนในสังกัดของตนข้ามแม่น้ำโขงไปยังบริเวณริมแม่น้ำ(แม่น้ำเสียว) ซึ่งเป็นทำเลทุ่งกว้างสำหรับทำนาและให้แหล่งเกลือด้วย แล้วตั้งเป็นเมืองชื่อว่า ทุ่งศรีภูมิ (อำเภอสุวรรณภูมิในปัจจุบัน)ให้เจ้าแก้วมงคล เป็นเจ้าผู้ครองเมือง มีอำนาจสิทธิ์ขาดจัดการบริหารบ้านเมืองแบบอาญาสี่เช่นเดียวกับนครจำปาศักดิ์ทุกประการ
พ.ศ. ๒๒๖๘ เจ้าแก้วมงคล เจ้าเมืองท่งก็ถึงแก่พิราลัยเมื่อมีอายุ 84 ปีมีบุตรรวม ๓ คน คือ
- (๑) เจ้าองค์หล่อหน่อคำ เกิดกับธิดาเจ้านครน่าน(หลานเจ้านครน่าน) ต่อมาได้ครองนครน่าน
- (๒) ท้าวมืดดำดล หรือท้าวมืด (ปรากฏในพงศาวดารว่าเหตุที่ชื่อท้าวมืดเพราะเวลาคลอดนั้นเป็นเวลาสุริยุปราคามืดมิดไปทั่วเมือง)
- (๓) ท้าวสุทนต์มณี หรือท้าวทนต์ (ปรากฏในพงศาวดารว่าเหตุที่ชื่อท้าวสุทนต์มณี เพราะเวลาตั้งครรภ์บิดาฝันว่าฟันของตนได้เกิดเป็นแก้วมณีขึ้น)
เมื่อเจ้าแก้วมงคลถึงแก่พิราลัยแล้ว พระเจ้าเจ้าสร้อยศรีสมุทพุทธางกูร ก็ตั้งให้เจ้ามืดเป็นเจ้าเมือง เจ้าสุทนต์มณีเป็นอุปราช รักษาบ้านเมือง ต่อไปในภายหลัง เจ้ามืดดำดลเจ้าเมืองถึงแก่กรรมลง เจ้าสุทนต์มณีน้องชายได้เป็นเจ้าเมืองแทน เจ้าสุทนต์มณีผู้นี้นับว่ายังเป็นผู้ยังไม่สิ้นเคราะห์พอขึ้นเป็นเจ้าเมืองไม่ทันไรก็ถูกอิจฉา โดยเจ้าเชียง เจ้าสูนบุตรของเจ้ามืดคำดลซึ่งเป็นหลานชาย อยากเป็นเจ้าเมืองเสียเอง จึงพากันลงไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (เจ้าฟ้าเอกทัศน์ กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) ณ พระนครศรีอยุธยา ขอกำลังมาทำการขับไล่เจ้าสุทนต์มณีผู้เป็นอา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาพรหม พระยากรมท่าออกไปจัดการกับเจ้าเชียง เจ้าสูน โดยมีพระประสงค์จะให้ประนีประนอมกันแต่โดยทางดี
ฝ่ายเจ้าสุทนต์มณีเจ้าเมืองเมื่อทราบข่าวว่ากองทัพกรุงยกมาก็ดำริเห็นว่า เราเป็นเมืองน้อยมีกำลังน้อยไม่สามารถต้านทานกำลังของกองทัพกรุงได้ ถ้าหากมีการต่อสู้กันขึ้นมา คงเป็นฝ่ายย่อยยับจึงอพยพครอบครัวออกไปอยู่ที่ทุ่งตะมุม (หรือขมุม หรือกระหมุม ที่นั่นได้เรียกว่าดงเมืองจอกมาจนทุกวันนี้) ในครั้งนั้นมีประชาชนที่จงรักภักดีติดตามเจ้าสทนต์มณีไปอยู่ที่ทุ่งตะมุมด้วยเป็นจำนวนมาก
ครั้นพระยาพรหม พระยากรมท่ามาถึงเมืองทงเมื่อทราบว่าเจ้าทนต์มณีได้หนีไปแล้ว จึงมีใบบอกขอตั้งเจ้าเชียงเป็นเจ้าเมือง ให้เจ้าสูนเป็นอุปราช ได้โปรดพระราชทานตามที่ขอ แต่นั้นมาเมืองทง (ทุ่ง) ก็เป็นอันขาดจากความปกครองของเมืองนครจำปาศักดิ์ ครั้นเรียบร้อยแล้วพระยาพรหม พระยากรมท่าก็ออกไปตั้งสำนักอยู่ที่ทุ่งสนามโนนกระเบา (ในท้องที่อำเภอสุวรรณภูมิ)
เมืองร้อยเอ็ดได้ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๖ ปรากฏในพงศาวดารภาคอีสานของหอสมุดว่า สมัครพรรคพวกที่ไปขอขึ้นด้วยเจ้าสุทนต์มณีมากขึ้นทุกที ในที่สุดพระยาพรหม พระยากรมท่าเห็นว่าเจ้าสุทนต์มณีนี้เป็นตระกูลสูงเก่าแก่ และมีความเฉลียวฉลาดประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมเป็นอันดีทั้งมีคนเคารพเลื่อมใสยอมตนเข้าเป็นพรรคพวกเป็นอันมาก สมควรจะเป็นเจ้าเมืองต่อไปอีกได้ จึงพร้อมด้วยเจ้าราชวงศ์เวียงจันทน์ เจ้าหมื่นน้อย เจ้าธรรมสุนทรซึ่งเป็นญาติของเจ้าสุทนต์มณี กับเจ้าเชียง เจ้าสูน มาว่ากล่าวประนีประนอมให้คืนดีกันจนเป็นผลสำเร็จแล้วพระยาพรหม พระยากรมท่าก็มีใบบอกขอยกเอาดงกุ่มขึ้นเป็นเมือง ขอเจ้าสุทนต์มณีเป็นเจ้าเมือง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าสุทนต์มณีเป็นพระขัติยะวงษา ให้ยกดงกุ่ม (บ้านกุ่มร้าง บ้านกุ่มฮ้างก็ว่า) อันเป็นเมืองเก่าชื่อเมืองร้อยเอ็ดประตู เป็นเมืองร้อยเอ็ดตามชื่อเดิม ในปี พ.ศ. ๒๓๑๖
ต่อจากนั้นพระขัติยะวงศา (สุทนต์มณี) ได้เริ่มอำนวยการให้ราษฎรแผ้วป่าดงกุ่มสร้างเมืองใหม่ตามมีพระบรมราชโองการ ต่อจากนั้นก็มีการสร้างวัดวาอาราม ปรับปรุงบ้านเมืองในด้านการปกครองการศาสนาตลอดจนส่งเสริมการทำมาหากินของราษฎรให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น
***(เหตุที่ให้นามว่า ขัติยะวงษา เพราะเจ้าแก้วมงคลต้นตระกูลเป็นผู้สืบสายจากกษัตริย์เวียงจันทน์)
ชื่อเมืองร้อยเอ็ดในเอกสารโบราณ
-
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ครั้น พ.ศ. ๒๓๒๖ พระขัติยะวงศา (สุทนต์มณี) ชราภาพลงมาก จึงกราบถวายบังคมลาออกจากราชการ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระนิคมจางวาง พระนิคมจางวาง (สุทนต์มณี) ได้โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวศีลัง เป็นพระขัติยะวงษา เจ้าเมืองแทนบิดา ให้ท้าวภูเป็นอุปฮาช ท้าวอ่อนเป็นราชวงศ์ ต่อมาพระขัติยะวงศา (ศีลัง) มีความชอบในราชการสงครามจึงโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็น พระยาขัติยะวงศาพิสุทธาธิบดี และปี พ.ศ. ๒๓๘๐ หลังจากปราบปรามกบฏเจ้าอนุวงษ์เวียงจันทน์สงบราบคาบแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงเห็นว่า สามพี่น้องมีความชอบในราชการเป็นอันมาก จึงโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยาขัติยะวงศา (ศีลัง) ขึ้นเป็นพระยาชั้นพานทองและพระราชทานพานทองคำขนาดใหญ่ ๑ ใบ โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวภูเป็นพระรัตนวงศาเจ้าเมืองสุวรรณภูมิ ให้ท้าวอ่อนเข้าไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กหลวงอยู่ในพระบรมหาราชวัง เมื่องพระรัตนวงศา (ภู) ผู้นี้ถึงอนิจ-กรรมแล้ว ก็โปรดเกล้าฯ ให้ท้าวอ่อนมหาดเล็กออกมาเป็นเจ้าเมืองสุวรรณภูมิต่อไป เมืองร้อยเอ็ดมีความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นเป็นลำดับ
- อาณาเขตเมืองร้อยเอ็ด
ทิศเหนือ จดอำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร อำเภอหนองหาร จังหวัดอุดรธานี
ทิศใต้ จดทุ่งลาดไถ ไปอำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม
ทิศตะวันออก จดลำน้ำยัง ภูพาน
ทิศตะวันตก จดอำเภอภูเวียง อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น
- การปกครองร้อยเอ็ดสมัยโบราณ
ร้อยเอ็ดปกครองด้วยระบบการปกครองโบราณที่เรียกว่า อาญาสี่
ระบบอาญาสี่ หมายถึง ตำแหน่งปกครองหัวเมืองในภาคอีสานโบราณตามธรรมเนียมล้านช้าง (ลาว) ซึ่งกำหนดตำแหน่งสำคัญไว้ 4 ตำแหน่งคือ
1.เจ้าเมือง
2.อุปราช (อุปฮาด)
3.ราชวงศ์
4.ราชบุตร
ซึ่งตำแหน่งนี้สามารถเลื่อนตำแหน่งกันได้ และส่วนใหญ่จะตั้งคนที่มีเชื้อสายเจ้าเมือง หรือมีเชื้อสายทางราชวงศ์เมืองอื่น ๆ ก็ได้ หากเมืองบริวารที่เล็กกว่า ตำแหน่งอาญาสี่จะเรียกดังนี้
1.เจ้าเมือง
2.อัคราช (อัครฮาด)
3.อัครวงศ์
4.อัครบุตร
นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งอื่นแก่ข้าราชการนั้นๆอีกมากมาย เช่น เมืองแสน เมืองจันทร์ และตำแหน่ง เพี้ย ซึ่งเป็นตำแหน่งพิเศษที่เจ้าเมืองเป็นผู้ตั้ง เช่น เพี้ยเมืองแพน (พระนครศรีบริรักษ์ เจ้าเมืองขอนแก่น) เป็นตำแหน่งเพี้ยในเมืองสุวรรรภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
ในพ.ศ. 2440 รัชกาลที่ ๕ ทรงประกาศ พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ ยกเลิกระบบอาญาสี่คือ เจ้าเมือง อุปฮาด ราชวงศ์ ราชบุตร และอื่นๆ มาเป็นผู้ว่าราชการเมือง ปลัดเมือง ถือเป็นการสิ้นสุดระบบการปกครองแบบอาญาสี่ในเมืองร้อยเอ็ด
- การจัดรูปการปกครองเมืองตามระบอบมณฑลเทศาภิบาล
ศาลากลางจังหวัดร้อยเอ็ด
ใน ปี พ.ศ. ๒๔๕๗ ทางราชการได้ย้ายกองพลทหารราบที่ ๑๐ จากจังหวัดอุบลราชธานี มาตั้งกองพลทหารราบที่ ๑๐ ที่จังหวัดร้อยเอ็ด จึงมีถนนสายหนึ่งชื่อถนนกองพล ๑๐ ซึ่งเป็นถนนสู่กองพลดังกล่าว ต่อมาได้ย้ายกรมทหารราบที่ ๒๐ จังหวัดอุดรธานีมารวมในกองพลทหารราบที่ ๑๐ ภายหลังได้ยุบกองพลทหารราบที่ ๑๐ เป็นกองพันทหารม้าที่ ๕ และได้ยุบกองทัพทหารม้าที่ ๕ ไปในที่สุด
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการจัดระเบียบการปกครอง และการบริหารราชการแผ่นดิน ทรงนำวิทยาการแผนใหม่จากประเทศตะวันตกมาใช้ ทรงตั้งกระทรวงขึ้น ๑๒ กระทรวง มีการแบ่งอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในแต่ละกระทรวงให้แน่นอนและมีเสนาบดี รับผิดชอบบริหารงานของแต่ละกระทรวง ซึ่งกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่เกี่ยวกับการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อยใน หัวเมือง หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงเริ่มการจัดตั้ง มณฑลขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๓๗ โดยรวมหลาย ๆ จังหวัดขึ้นเป็นมณฑล มีข้าหลวงหรือข้าหลวงเทศาภิบาลเป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาหัวเมืองทั้งปวง ซึ่งก่อนการเปลี่ยนแปลงนี้การปกครองหัวเมืองนั้น อำนาจปกครองบังคับบัญชามีความแตกต่างกันออกไปตามความใกล้ไกลของท้องถิ่น หัวเมืองหรือประเทศราชยิ่งไกลไปจากกรุงเทพฯเท่าใด ก็ยิ่งมีอิสระในการปกครองตนเองมากขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากการคมนาคมไปมาลำบาก หัวเมืองที่รัฐบาลปกครองบังคับบัญชาได้โดยตรงก็มีแต่หัวเมืองจัตวาใกล้ ๆ ส่วนหัวเมืองอื่น ๆ มีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครองแบบกินเมืองและมีอำนาจกว้างขวาง แต่การจัดตั้งมณฑลนั้นข้าหลวงหรือข้าหลวงเทศาภิบาลขึ้นตรงต่อส่วนกลาง ปี พ.ศ.๒๔๓๕ ได้จัดตั้งมณฑลขึ้นโดยรวบรวมหัวเมืองเข้าด้วยกันมี ๖ มณฑล คือ มณฑลลาวเฉียง มณฑลลาวพวน มณฑล ลาวกาว มณฑลเขมร มณฑลนครราชสีมาและมณฑลภูเก็ต ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดขึ้นต่อมณฑลลาวกาว ปี พ.ศ.๒๔๓๗ ได้จัดระเบียบบริหารมณฑลแบบใหม่เป็นมณฑลเทศาภิบาลขึ้น ๓ มณฑล คือ มณฑลพิษณุโลก มณฑลปราจีนบุรี และมณฑลราชบุรี ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากมณฑลแบบเก่าและต่อมาได้ตั้งมณฑลต่าง ๆ ขึ้นอีกคือ มณฑลนครชัยศรี มณฑลนครสวรรค์ มณฑลกรุงเก่า มณฑลนครศรีธรรมราช มณฑลชุมพร มณฑลไทรบุรี ( ภายหลังยกให้อังกฤษ เมื่อปี ๒๔๕๐) มณฑลเพชรบูรณ์ มณฑลพายัพ มณฑลอุดร มณฑลอีสาน มณฑลปัตตานี มณฑลจันทบุรี และมณฑลมหาราช ซึ่งจังหวัดร้อยเอ็ดขึ้นต่อมณฑลอีสาน ปี พ . ศ. ๒๔๕๕ ได้แยกมณฑลอีสานเป็น ๒ มณฑล คือ มณฑลอุบล และมณฑลร้อยเอ็ด มณฑลร้อยเอ็ดมี เมืองร้อยเอ็ด เมืองกาฬสินธุ์ เมืองมหาสารคาม ปี พ . ศ. ๒๔๖๕ ได้รวมมณฑลร้อยเอ็ด มณฑลอุบล และมณฑลอุดร ขึ้นเป็นภาคเรียกว่า ภาคอีสาน ปี พ . ศ. ๒๔๖๙ ยุบปกครองภาคอีสาน ให้จังหวัดในมณฑลร้อยเอ็ดและมณฑลอุบล ไปขึ้นกับมณฑลนครราชสีมา ระบอบมณฑลเทศาภิบาลนี้ได้ยกเลิกไปหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี พ.ศ.๒๔๗๕
การจัดรูปการปกครองในปัจจุบัน เมื่อ เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.๒๔๗๕ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุขแล้ว รัฐบาลได้ออกพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.๒๔๗๖จัดระเบียบบริหารส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดและอำเภอ และได้ยกเลิกระบอบมณฑลเทศาภิบาล ขณะนั้นจังหวัดร้อยเอ็ดมี ๙ อำเภอ คือ อำเภอเมืองร้อยเอ็ด อำเภอธวัชบุรี อำเภอเสลภูมิ อำเภอโพนทอง อำเภออาจสามารถ อำเภอพนมไพร อำเภอสุวรรณภูมิ อำเภอเกษตรวิสัย และอำเภอจตุรพักตรพิมาน ต่อมาได้แบ่งพื้นที่เป็นอำเภอหนองพอก อำเภอปทุมรัตน์ อำเภอเมืองสรวง อำเภอโพธิ์ชัย กิ่งอำเภอโพนทราย และกิ่งอำเภอเมยวดี ต่อมาเมื่อได้มีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๔๙๕ การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินของไทยก็เป็นไปตามพระราชบัญญัติฉบับนั้น และถือเป็นหลักหรือรากฐานของการแบ่งส่วนราชการไทยสมัยต่อๆ มา พระราชบัญญัติฯ ฉบับนี้ได้ถูกปรับปรุงแก้ไขโดยประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ ๒๑๘ ลงวันที่ ๒๙ ปี พ.ศ.๒๕๑๕ โดยจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคเป็นจังหวัดและอำเภอ จังหวัดนั้นให้รวมท้องที่หลาย ๆ อำเภอขึ้นเป็นจังหวัด มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้ปกครองบังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบ และให้มีคณะกรรมการจังหวัดเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัดในการบริหาร ราชการแผ่นดินในจังหวัดนั้น การตั้ง ยุบ และเปลี่ยนแปลงเขตจังหวัด ให้ตราเป็นพระราชบัญญัติ
สภาพเมืองร้อยเอ็ดในอดีต
- รายนาม เจ้าเมืองผู้ว่าราชการเมือง และ ข้าหลวงบริเวณร้อยเอ็ด
1.พระขัติยะวงษา ( ธน ธนสีลังกูร ) 2308 – 2326
2.พระยาขัติยะวงษา ( สีลัง ธนสีลังกูร ) 2326 – 2389
3.พระขัติยะวงษา ( อินทร์ ธนสีลังกูร ) 2389 – 2392
4.พระขัติยะวงษา ( จันทร์ ธนสีลังกูร ) 2392 – 2408
5.พระขัติยะวงษา ( สาร ธนสีลังกูร ) 2408 – 2419
6.พระขัติยะวงษา ( เสือ ธนสีลังกูร ) 2420 – 2425
7.พระขัติยะวงษา ( เภา ธนสีลังกูร ) 2429 – 2434
8.พ.ท.พระยาพินิจสารา (ทับทิม บุญยรัตพันธุ์) 2434 – 2446
9.พระยาขัติยะวงษาเอกธิกะสตานันท์ (เหลา ณ ร้อยเอ็ด) 2445 – 2450
10.มหาอำมาตย์โท ม.ล.ธำรงศิริ ศรีธวัช 2455 – 2457
11.มหาเสวกโทพระยารณชัยชาญยุทธ (ถนอม บุญยเกตุ) 2457 – 2464
- รายนามผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด
1.ม.อ.ต.พระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ทศทิศวิชัย (จาบ สุวรรณฑัต) 2451–2464
2.อ.ท.พระยาแก้วโกรพ (ทองสุข ผลพันธ์ทิน) 2464 – 2469
3.อ.อ.พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ (ทอง จันทรางศุ) 2469 – 2470
4.อ.ค.พระนรินทร์ ภักดี (สุข ทังศุภูดิ) 2471 – 2472
5.อ.ท.พระวิจารย์ภักดี (เอี๋ยน โอวาทสาร) 2472 – 2476
6.อ.ท.พระชาติตระการ (ม.ร.ว.จิตร คเณจร ณ อยุธยา) 2476 – 2478
7.หลวงพำนักนิกรชน (อุ่น สมิตตามร) 2478 – 2480
8.พ.อ.พระศรีราชสงคราม (ศรี สุขวาที) 2480 – 2481
9.พระบริบูรณ์วุฒิราษฎณ์ (ชุบ ศรลัมภ์) 2481 – 2486
10.พระบรรณศาตร์สาธร (สง่า คุปตารัตน์) 2487 – 2490
11.หลวงเดิมบางบริบาล (ไชยศรี กุลฑลบุตร) 2490 – 2490
12.นายยุทธ จรัญยานนท์ 2490 – 2494
13.นายสง่า ศุขรัตน์ 2494 – 2495
14.นายสวัสดิ์ พิบูลย์นครินทร์ 2495 – 2496
15.ขุนบำรุงรัตนบุรี (กุหลาบ จูฑะพุทธิ) 2496 – 2496
16.นายสนิท วิไลจิตต์ 2496 – 2497
17.ขุนอักษรสารสิทธิ์ (พินิต อักษรสารสิทธิ์) 2497-2500
18.นายกิตติ โยธการี 2500 – 2501
19.นายสมบัติ สมบัติทวี 2501 – 2502
20.นายสมาส อมาสตยกุล 2502 – 2507
21.นายวิญญู อังคณารักษ์ 2507 – 2509
22.ร.ต.ต.ชั้น สุวรรณทรรภ 2509 – 2512
23.นายประจักษ์ วัชรปาน 2512 – 2514
24.นายประมูล ศรัทธาทิพย์ 2514 – 2516
25.พลตรีชาย อุบลเดชประชารักษ์ 2516 – 2516
26.นายประมวญ รังสีคุต 2516 – 2517
27นายประมูล จันทรจำนง 2517 – 2520
28.นายเดชชาติ วงศ์โกมลเชษฐ์ 2520 – 2520
29.นายศักดา อ้อพงษ์ 2520 – 2522
30.นายปราโมทย์ หงสกุล 2522 – 2524
31.นายธวัชชัย สมสมาน 2524 – 2526
32.นายปรีชา คชพลายุกต์ 2526 – 2528
33.นายปราโมทย์ แก้วพรรณนา 2528 – 2531
34.นายปรีชา พงศ์อิศวรานนท์ 2531 – 2532
35.นายดำรง รัตนพานิช 2532 – 2533
36.นายสุพร สุภสร 2533 – 2534
37.นายฮึกหาญ โตมรศักดิ์ 2534 – 2537
38.นายมานิต ศิลปะอาชา 2537 – 2538
39.นายวีระ เสรีรัตน์ 2538 – 2541
40.นายอัครพงศ์ พยัคฆันตร 2541 – 2543
41.นายประสงค์ศักดิ์ บุญเดช 2543 – 2544
42.นายกวี มินวงษ์ 2544 – 2546
43.นายนพพร จันทรถง 2546 – 2549
44.นายพินิจ พิชยกัลป์ 2549 - 2551
45.นายพงษ์ศิริ กุสุมภ์ 2551-2552
46. นายชิดพงษ์ ฤทธิประศาสน์ 2552
47.นายธวัชชัย ฟักอังกูร 2552 - 2553
48.นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม 2553 - 2555
49.นายวันชาติ วงษ์ชัยชนะ 2555
48.นายสมศักดิ์ ขำทวีพรหม 2555 -ปัจจุบัน
โรงเรียนเอกชนชื่อดังและเก่าแก่ที่ปิดกิจการไปแล้ว
ใช้ปลั๊กไฟมาทั้งชีวิต เพิ่งรู้ ว่ารูเล็กๆ บนขา มีไว้ทำแบบนี้นี่เอง
คณะไหนมีนักศึกษาลาออกกลางทาง มากที่สุด?
ใช้คอมมาทั้งชีวิตเพิ่งรู้! ขีดนูนบนปุ่ม F และ J มีไว้ทำไม?
มหาวิทยาลัยที่ได้งบประมาณมากที่สุดในประเทศไทย
วิเคราะห์เลขเด่น แม่น้ำหนึ่ง 16/5/69
อำเภอในประเทศไทยที่ยังไม่มีร้าน 7-Eleven เปิดให้บริการ
สิบเลขขายดี สลากตัวเลขสามหลัก N3 งวด 16/5/69
"Tupai King" ราชาของทุเรียนที่มีรสชาติเอร็ดอร่อย และหาทานได้ยากที่สุดชนิดหนึ่ง
รู้หรือไม่!ประเทศไทยก็ปลูกแอปเปิ้ล ได้นะ
เรือทหารลำที่ใหญ่ที่สุด ที่มีประจำการอยู่ในกองทัพเรือไทย
แนวทางเลข เเม่น้ำหนึ่ง 16/5/69
เปิดอันดับเครื่องใช้ไฟฟ้ากินไฟที่สุดในบ้านไทย ปี 2569 ใช้กี่ชั่วโมงถึงบิลพุ่ง
จังหวัดที่คนอยากย้ายออกมากที่สุด” คือจังหวัดไหน?
เผยเคล็ดลับ "Nazar Battu" เครื่องรางมะนาวพริกสไตล์อินเดีย ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เรียกลูกค้าเข้าร้าน
ฝนหนัก 14–18 พ.ค. 2569 เช็กจังหวัดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน
มองเผินๆ คือกิ่งไม้…แต่ขยับได้! “แมลงกิ่งไม้ยักษ์” จอมพรางตัวแห่งออสเตรเลีย
จีนเปิดตัว "Unitree (รุ่นที่ถูกต้อง)" หุ่นยนต์ยักษ์ขับได้จริง! สานฝันแฟนกันดั้ม ในราคา 19 ล้านบาท
จังหวัดที่คนอยากย้ายออกมากที่สุด” คือจังหวัดไหน?
เผยเคล็ดลับ "Nazar Battu" เครื่องรางมะนาวพริกสไตล์อินเดีย ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย เรียกลูกค้าเข้าร้าน
รู้หรือไม่ ?...ในบรรดาดาวเคราะห์ทั้งหมด มีแค่ "โลก" ดวงเดียวที่ไม่ได้ตั้งชื่อตามเทพเจ้า!
ไม่ได้มีแค่พระองค์เดียว! เปิดลำดับ "พระพุทธเจ้า" ในอดีตและอนาคต ยอดรวมทั้งหมดมีกี่พระองค์กันแน่?





