หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter ดาวน์โหลดรูปจาก IG
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาแจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

ฤดูร้อน แห่งผืนป่าห้วยขาแข้ง

บอร์ด ข่าวสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ เรียบเรียงโดย TRUMPED

 

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูร้อน

        ช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเราได้ทราบข่าวพื้นที่อนุรักษ์หลายแห่งเกิดไฟไหม้ สร้างความเสียหายกับพืชพันธุ์นานาชนิด และสัตว์ป่าถูกไฟคลอกตาย เนื่องจากไฟป่าที่มาไวและรุนแรงกว่าทุกปีหลายบริเวณในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งก็ถูกไฟไหม้ไปไม่น้อยเช่นกัน ระหว่างเดินทางเข้าไป เราเห็นพื้นที่ป่าสองข้างทางแห้งเตียน มีเพียงต้นเต็ง รัง ที่ลำต้นมีรอยไหม้และใบโกร๋น ตั้งแต่ริมถนนจนกระทั่งมองลึกเข้าไปสุดสายตาจริงๆภาพเหล่านี้ไม่ได้แปลกอะไรนัก เพราะเมื่อฤดูร้อนมาเยือน ไฟป่าก็จะตามมาด้วยเช่นกัน ตลอดสองข้างทางที่รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ เคลื่อนตัวผ่านไป เราผ่านลำห้วยสายเล็กๆ หลายแห่งน้ำแห้งขอด ช่วงที่ยังพอมีน้ำ เราเห็นนกลงมาเล่นน้ำดับร้อน เก้ง และกวาง ที่มาดื่มน้ำ ก็มีให้เห็นอยู่บ้างเส้นทางในป่าช่วงนี้ไม่ค่อยสะดวกนัก หลังไฟเข้า ต้นไม้หลายต้นล้มขวางทาง ทำให้ต้องหยุดรถและลงมาจัดการกับต้นไม้เหล่านั้น โชคดี ในวันที่เราเข้าไป เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าส่วนหนึ่งได้เข้าไปจัดการกับต้นไม้ใหญ่ที่ล้มขวางทาง ทำให้การเดินทางในช่วงต้นๆ ผ่านไปด้วยดี บ่ายสองโมงครึ่ง เราเดินทางมาถึงหน่วยพิทักษ์ป่า ซึ่งเป็นที่พักในวันนี้ ทันทีที่ลงจากรถเราก็สัมผัสกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว บวกกับการนั่งรถที่กระเด็นกระดอนมาตลอดทาง ก็ทำเอาปวดหัวตึบๆ และนั่งจ๋อยไปพักใหญ่

        สำหรับวันนี้เราไม่ได้ทำอะไรมากนัก นอกจากเดินสำรวจรอบๆบริเวณหน่วยฯ จัดแจงเลือกที่พัก และลงมือทำอาหารเย็นที่พักสำหรับ 6 วันที่นี่เราเลือกเอาเรือนไม้ไผ่ สภาพไม่ดีนัก เหมือนจะไม่ได้ถูกใช้งานมาพักใหญ่ๆแล้ว บนเรือนไม่มีการกั้นห้อง ผนังมีเพียงสองฟาก นอกนั้นเปิดโล่ง ด้านหน้าและด้านข้างมีส่วนกะโหลกและเขาของควายป่าแขวนอยู่ ซึ่งเขาเหล่านี้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเก็บมาจากการเดินลาดตระเวน และนำมาไว้ที่เรือนเพื่อแสดงว่าที่แห่งนี้คือบ้านหลังหนึ่งของควายป่า สำหรับเรือนนี้พวกเราเรียกกันเองว่า เรือนมหิงสา สามทุ่มกว่าๆ เราได้ยินเสียงสัตว์เดินลุยน้ำ และกระทุ่มน้ำอยู่ในลำห้วย ซึ่งอยู่ถัดลงไปจากเรือนที่เราพักไม่ไกล นั่นคือเสียงของเหล่าควายป่า ที่ออกมานอนแช่ปลักอยู่เป็นประจำในบริเวณนี้ เสียงนั้นดังอยู่พักใหญ่ๆ ระคนไปกับเสียงร้องของนกตบยุง เสียงคำรามของเสือที่แว่วมาเป็นระยะ และนานๆครั้งก็มีเสียงช้างป่าร้องกึกก้องออกมาจากราวป่าคืนนั้นเป็นคืนที่เรานอนหลับอย่างมีความสุขท่ามกลางเสียงจากพงไพร

เผชิญหน้าควายป่า

        ช่วงเช้ามืดอากาศที่นี่ค่อนข้างเย็น เบื้องหน้าเป็นลำขาแข้งคดเคี้ยวไปมา ต่อด้วยผืนป่าไกลสุดลูกหูลูกตาจรดภูเขาทะมึน ช่วงหน้าแล้งเช่นนี้ ปริมาณน้ำในลำขาแข้งมีไม่มาก ทำให้เห็นหาดทรายและหญ้าอยู่ริมตลิ่งเช้านี้สายหมอกปกคลุมอยู่เหนือบริเวณลำขาแข้ง มองจากบริเวณหน่วยฯลงไปเราสังเกตเห็นก้อนสีดำๆ อยู่บนผืนทราย นกยูงเดินไปเดินมาอยู่ริมหาด เมื่อนกยูงเดินเข้าไปใกล้วัตถุดำก้อนหนึ่ง มันกลับขยับได้ และเห็นเด่นชัด ว่าเจ้าสิ่งนั้นคือ ควายป่า เมื่อมันค่อยๆทยอยกันลุกขึ้นเดินเล็มหญ้าตามริมหาด

        ก่อนหน้านี้เรารู้เรื่องราวของควายป่าจากหนังสือ ชีวิตไพรห้วยขาแข้ง และหนังสือ 50 ปี เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ซึ่งช่างภาพสัตว์ป่าต้องใช้เวลาอยู่หลายวัน ในการซุ่มดูและติดตามรอย กว่าจะได้ภาพและเรื่องราวของเจ้ามหิงสาหรือควายป่า มาเขียนให้บรรดานักอ่านได้รับรู้และเห็นความเป็นไป แต่เช้านี้คือการตื่นขึ้นมาแล้วได้เจอกับควายป่าเลย! ไม่ต้องเดินไปไหน ไม่ต้องนั่งซุ้มบังไพร และไม่ต้องนั่งลุ้นว่าจะได้เจอวันไหน นั่นสะท้อนให้เห็นว่าการพบเจอสัตว์ป่าในปัจจุบันนี้มันไม่ได้ยากเย็นดังในอดีตแล้ว ในกรณีของควายป่าเอง แม้จะเหลืออยู่เพียง 4 ฝูงสุดท้ายของโลก และหนึ่งใน 4 ฝูงนั้น อยู่ที่ประเทศไทยเพียง 60 กว่าตัว แต่ด้วยการทำงานของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าอย่างเป็นระบบที่เข้มข้น ทำให้วันนี้เรายังรักษาผืนป่าอันเป็นบ้านของสัตว์ป่าเอาไว้ได้ สัตว์ป่าถูกล่าจากมนุษย์น้อยลง และสำหรับที่นี่ ดูเหมือนว่าเจ้าควายป่าเหล่านั้นจะไว้วางใจมนุษย์ในระดับหนึ่ง จึงสามารถออกมาเดิน และเล็มหญ้ากินอย่างชิลๆได้เช่นนี้

 

 

        สำหรับประเทศไทย ควายป่าจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหนึ่งใน 15 ชนิด ซึ่งเจ้า “ควายป่า”หรือ “มหิงสา” (Wild Water Buffalo) สามารถพบได้ที่ประเทศอินเดีย เนปาล ภูฏาน และไทย โดยมีจำนวนทั้งหมดประมาณ 4,000 ตัวเท่านั้น

        ปัจจุบันประเทศไทยมีควายป่าเพียงฝูงเดียวและเป็นสุดท้ายทั้งสิ้น 69 ตัว ซึ่งอาศัยอยู่ภายในผืนป่าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในเขตพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี โดยพื้นที่ที่พบเจอนั้นก็เป็นพื้นที่อันจำกัด คือสามารถพบได้บริเวณป่าที่ราบริมลำห้วยขาแข้งตอนล่างเท่านั้น

        หากจะกล่าวว่า ควายป่า ทำให้ ผืนป่าห้วยขาแข้งแห่งนี้ มีสถานภาพเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ก็คงไม่ผิดนัก เพราะจากบันทึกตอนหนึ่งในหนังสือ ชีวิตไพรห้วยขาแข้ง ได้บันทึกไว้ว่า…..

ในสมัยที่นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล ยังมีชีวิตอยู่ท่าก็คิดว่าควายป่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่ต่อมา ในปี พ.ศ. 2507 ข่าวการบุกรุกทำลายป่าและล่าสัตว์ในป่าห้วยขาแข้งก็เริ่มขึ้น และเมื่อเป็นที่รับรู้โดยแพร่หลาย ทางกรมป่าไม้จึงได้สั่งการให้ฝ่ายจัดการสัตว์ป่าแห่งชาติดำเนินการร่วมสำรวจป่าห้วยขาแข้ง

ภาพความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและสัตว์ป่าจำนวนมากได้ถูกถ่ายทำและออกอากาศเผยแพร่สู่สายตาประชาชนในปี พ.ศ. 2508

หลายคนตื่นตากับภาพที่ได้เห็นและสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในการสำรวจครั้งนั้นคือ การพบควายป่า สัตว์ที่ได้ชื่อว่าสูญพันธุ์ไปจากเมืองไทยแล้ว แม้ว่าจะเป็นเพียงซากควายป่าที่ถูกพรานฆ่าตายแล้วก็ตาม

เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจการสำรวจ ได้มีการเขียนรายงานถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า รวมทั้งสัตว์ป่าจำนวนมาก ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นเป็นสัตว์ป่าหายากหลายชนิด เช่น ช้าง กระทิง วัวแดง สมเสร็จ นกยูง โดยเฉพาะควายป่า
ด้วยหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนทำให้ทุกคนเชื่อได้ว่า ผืนป่าลำขาแข้งแห่งนี้คือถิ่นอาศัยของควายป่าที่เหลืออยู่ในประเทศไทย และตั้งแต่นั้นมา กรมป่าไม้จึงได้ดำเนินการจัดตั้งป่าห้วยขาแข้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2515 นับเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแห่งที่ 5 ของประเทศไทย

ลัดเลาะไปบนหาดทราย

        มีโอกาสมาเยือนบ้านของควายป่าทั้งที ก็ขอนั่งดูให้เต็มตาสักครั้ง….

        สายๆวันนี้พวกเราเตรียมตัวออกไปนั่งบังไพร เพื่อหวังว่าจะได้มีโอกาสเห็นควายป่าออกมานอนแช่น้ำเล่น หรือเดินเล่นเป็นฝูงตามริมหาด ดั่งภาพสารคดีที่ติดตามาจนถึงทุกวันนี้

        หลังจบจากกาแฟและอาหารมื้อเช้า พวกเราแพ็คเสบียงลงกระเป๋า เตรียมน้ำ ขนม และกล้องถ่ายภาพ เดินลัดเลาะไปตามพื้นทราย ซึ่งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีสภาพเป็นลำห้วย แต่ด้วยการหมุนผ่านของฤดูกาล ทำให้ตอนนี้เหลือเพียงสายน้ำตื้นๆ ไหลมาตามหาดทราย บางแห่งน้ำสูงหน่อย ก็สูงไม่เกินเข่า

        ระยะทาง 500 เมตรจากหน่วยพิทักษ์ป่า ไปยังซุ้มบังไพร ไม่ใช่ระยะที่ไกลนัก แต่เมื่อเดินบนหาดทราย และข้ามลำห้วยไปตลอดเส้นทาง ก็ไม่ใช่การเดินที่สะดวกนัก บวกกับแสงแดดที่จ้า และอากาศที่อบอ้าวด้วยแล้ว ทำให้รู้สึกราวกับว่าระยะทางมันช่างไกลเหลือเกิน

        ระหว่างที่เดินไปสังเกตบนหหาดทราย มีรอยเท้าสัตว์ป่ามากมายย่ำทิ้งไว้เกลื่อนเต็มหาด ยิ่งหากตลิ่งข้างทางเป็นด่านสัตว์ด้วยแล้ว รอยเท้าสัตว์ป่าจำนวนมากย่ำซ้ำรอยกันไว้ดูสับสนไปหมด

        ก่อนถึงจุดหมายของเรา ระหว่างข้ามน้ำตื้นๆสานหนึ่ง งูจงอางตัวเขื่อง กำลังเลื้อยจากหาดทรายลงมาในน้ำ และทำท่าว่าทิศทางของมันจะมาทางพวกเรา พวกเราจึงหยุดเดินและรอให้จงอางตัวนั้นจากไปให้ไกลก่อน จึงเริ่มเดินทางกันต่อ

        เมื่อถึงที่หมาย เลือกได้ที่เหมาะๆริมตลิ่งสูง ด้านซ้ายมือ เราจัดการกางบังไพรที่เตรียมมา ขึงกับต้นไม้ จัดเก้าอี้สนามให้ได้มุมเหมาะๆ แล้ว 3 ชีวิตก็พากันเข้าไปนั่งในบังไพรแคบๆ

        การพูดคุยกันเป็นไปอย่างเบาที่สุด เพื่อไม่ได้เกิดเสียงซึ่งสัตว์อาจได้ยิน จนไม่กล้าเข้ามา ส่วนเรื่องกลิ่นอาจไม่ใช่ปัญหานัก เพราะจุดที่ตั้งบังไพรอยู่สูงขึ้นมาเหนือหาด

        การเฝ้าดูสัตว์ป่าจากบังไพรเช่นนี้ เป็นการหลบซ่อนเร้นให้พ้นจากสายตาของสัตว์ป่า การที่ไม่ทำให้สัตว์ป่าหวาดระแวง หรือกระทำการอันรบกวนต่อสัตว์ป่า เราก็จะมีโอกาสได้พบเจอกับสัตว์ป่าเหล่านั้นได้มากขึ้น

        ก็เหมือนกับการไปเยี่ยมเยือนบ้านคนอื่น หากเราเคารพ และให้เกียรติเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านก็ย่อมให้การต้อนรับเรา

โลกในบังไพร

        หลายชั่วโมงผ่านไปในบังไพรแคบๆ อากาศร้อนอบอ้าว สมกับเป็นหน้าร้อนประเทศไทยการนั่งบังไพรครั้งแรกกับสภาพอากาศเช่นนี้ไม่ง่ายนักสำหรับมือใหม่

        เมื่อมองออกไปด้านนอก หาดทรายทั้งหาดมีเพียงความว่างเปล่า แสงแดดยามเที่ยงร้อนแรง ลมนิ่งสนิท ดูเหมือนจะมีเพียงสายน้ำเท่านั้นที่มีความเคลื่อนไหวช่วงบ่ายแก่ๆนกยูงสองสามตัวเดินออกมาหากินริมหาดทราย นกกระแตหาดแผดเสียงจ๊อกแจ๊กอยู่จ้าละหวั่น เม่นตัวอวบอ้วนเดินอุ้ยอ้ายออกมาจากพุ่มไม้ มุ่งหน้ามายังหาดทรายด้านหน้าที่พวกเราเฝ้าดูอยู่ หลังจากนั้นก็เดินลัดเลาะริมหาดไปเรื่อยๆ จนลับหายเข้าชายป่าไป ไม่กี่นาทีต่อมา เสือดำตัวมะเมื่อมเดินออกมาจากพุ่มไม้เดียวกับที่เม่นเดินออกมาในตอนแรก มุ่งตรงมายังชายหาดด้านหน้าพวกเรา แล้วก็เดินวนไปเวียนมาอยู่อย่างนั้น

        ภายหลังสังเกตเห็นว่าเจ้าเสือดำตัวนี้มีบางสิ่งอยู่ที่ปาก เมื่อดูชัดๆจึงเห็นว่าสิ่งนั้นคือ ‘ขนเม่น’ขนเม่นที่ปักอยู่ที่ปาก ทำให้เสือดำหุบปากไม่ได้ มันจึงต้องแสยะปากอยู่อย่างนั้น จนกว่าจะหาทางจัดการกับเจ้าขนเม่นนั้นได้ไม่นานนักเสือดำก็เดินลับหายเข้าพุ่มไม้ไป เกือบครึ่งชั่วโมงต่อมาก็เดินออกมามาใหม่ วนไปเวียนมาอยู่อย่างนั้น สุดท้ายก็เดินไปที่ด่าน แล้วลับหายเข้าป่าไปเสียงช้างป่า ยังคงดังแว่วมาจากราวป่าเบื้องหน้า มีเสียงคำรามของเสือ ซึ่งไม่แน่ว่าอาจเป็นเจ้าเสือดำตัวนั้นเสียงไก่ป่า ดังสลับไปมา ระหว่างฝั่งที่พวกเรานั่ง กับฝั่งตรงข้าม ที่คั่นด้วยลำห้วยขาแข้ง

        สักพักมีเสียงลุยน้ำดังขึ้นไกลๆด้านซ้ายมือ หมูป่า 5-6 ตัว วิ่งตั้งแถวลุยน้ำข้ามฝั่งไปอย่างเป็นระเบียบด้านขวามือฝูงหมูป่าตัวน้อย 4 ตัว ทำท่าจดๆจ้องๆ ไม่กล้าข้ามน้ำ เดินวนไปวนมา แล้วก็ลัดเลาะสายน้ำขึ้นไป เพื่อที่จะหาช่วงตื้นๆที่พอจะข้ามได้ เมื่อได้ที่เหมาะก็ตั้งขบวนลุยน้ำข้ามไปแดดยามบ่าย กระทบกับสายน้ำที่ไหลผ่านไปเป็นริ้วๆ ดูสวยงาม บวกกับภาพที่เจ้าลูกหมูป่าทั้ง 4 ตัว วิ่งลุยน้ำ และมีน้ำกระเด็นต้องแสงแดดเป็นประกาย นั้นดูเป็นภาพที่สะกดตาสะกดใจ อย่างกับภาพจากความฝันที่แสนมหัศจรรย์

สี่วันกับการเฝ้าดูสัตว์ป่า

        ตลอดทั้งสี่วันที่พวกเราอยู่ในบังไพร ความตั้งใจที่จะได้เห็นควายป่า นั้นดูจะไม่เป็นผล เพราะทุกวันที่เราได้เจอควายป่า คือช่วงเช้าตรู่ บริเวณหาดทรายหน้าหน่วยพิทักษ์ป่า พอสายหมอกเริ่มจางหายไป ควายป่าเหล่านั้นก็เคลื่อนฝูงหายไปด้วย

        ส่วนตอนหัวค่ำในแต่ละวันก็จะมีเสียงเล่นน้ำมาจากลำห้วยด้านล่างของที่พัก บางคืนถึงขั้นเดินขึ้นมาในบริเวณหน่วย เพื่อมาเล็มหญ้ากินตอนดึกๆดื่นๆ แม้จะไม่เห็นตัวชัดๆ แต่แสงจันทร์อ่อนๆก็ทำให้พวกเราเห็นเงาตะคุ่มๆของเจ้าควายป่า ในระยะไม่กี่เมตรได้เหมือนกัน

        ในด้านผลประกอบจากการนั่งบังไพรนั้นก็ถือว่าคุ้มค่า เพราะในทุกๆวันเราได้เห็นสัตว์ป่าผลัดเปลี่ยนแวะเวียนกันออกมา ให้มนุษย์ทั้งสามชีวิตในบังไพรได้หัวใจพองโต สุดท้ายต้องขอบคุณพี่ๆเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ที่คอยบอกเล่าเรื่องราวดีๆ และคอยปกป้องดูแลรักษาผืนป่า และสัตว์ป่าด้วยหัวใจ

 

 


เรื่อง / ภาพ เกศรินทร์ เจริญรักษ์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
เรียบเรียงโดย: TRUMPED
แหล่งที่มา:มูลนิธิสืบนาคะเสถียร

ทนไม่ไหวแล้วโว๊ย สงกรานต์ ซัดกลับชาวเน็ตหลังคอมเมนท์ด่า แมท

7 ภาพสะท้อนความเป็นจริงอันโหดร้ายของชีวิตสมัยใหม่
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: TRUMPED
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
 
ฤดูร้อน แห่งผืนป่าห้วยขาแข้ง
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ

จากจัณฑาลสู่เศรษฐีนี

มีจริงๆ หรือนี่ !!! 5 ซุปเปอร์ฮีโร่พลังห่วยสุดเฟลแห่งอเมริกา

รู้ไหม? ผลไม้กระป๋อง ห้ามเอาแช่ตู้เย็นนะ!

สื่อต่างประเทศตีข่าวไทย เลี้ยงหอยทากสร้างรายได้ มูลค่าสูงกว่าทองคำ

ซัดกันคนละหมัด!‘วัน’ฉะธนกร ‘ไอ้เด็กเมื่อวานซืน’อย่าทะลึ่ง มวยไม่มีราคา เจอกันครั้งหน้าไม่ต้องมาสวัสดี

มหาเธร์ แนะลดความคลั่งชาติลงบ้างนะ เรียนรู้ภาษาอังกฤษบ้าง ประเทศจะได้ก้าวหน้า

สาวประกาศตามหา “สัตว์เลี้ยง” หนีออกจากบ้าน วอนอย่าตี น้องไม่ดุ ไม่กัด

กานต์​ ร่ายยาว ถึงเสี่ยโป้​ บรรยายชีวิตในคุกวันแรกแดน 1 นอนติดส้วม​ 7 วันจะได้เจอของจริง

มีคนซื้อแล้ว เศรษฐีดัง 2 ราย ขอซื้อที่ดินแพรวา หวังช่วยญาติ 9 ศพ แต่ต้องเบรกกะทันหัน หลัง DSI ขอตรวจสอบก่อน

สลดใจ ครอบครัวโน๊ต นักเรียนทุนป.เอก 1 ใน 9 เหยื่อ ได้รับจดหมายจาก M.I.T. รอกลับไปเรียน

อยากให้ลูกได้อ่าน เหตุผลที่เราทุกคน ควรรักพ่อแม่มากกว่าแฟน

อย่าตัดสินคนเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอก ชายน้ำใจงามขายมะนาวช่วยแมวจรจัด
เลือกตั้ง 62 ไม่มีนโยบายสิ่งแวดล้อมในพรรคการเมืองจริงไหม?ชีวิตในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นอย่างไร หลังคดีเสือดำผ่านมา 1 ปีไทยนำร่องใช้ ‘ปลอกคอ’ แก้ไขปัญหา ‘ช้างป่า’ ส่งสัญญาณดาวเทียมจับตำแหน่ง-พฤติกรรมรายงานการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ปี พ.ศ. 2561
ตั้งกระทู้ใหม่