หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทำไมเราถึงต้องเรียนคณิตศาสตร์ เพื่อเรียนวิทยาศาสตร์?


เขียนโดย KhaoJee

ทำไมเราถึงต้องเรียนคณิตศาสตร์ เพื่อเรียนวิทยาศาสตร์?

เชื่อว่าเราทุกคนคงจะรู้จักเพื่อนๆ หรือหลานๆ สักคน ที่บอกว่าชอบเรียนวิทยาศาสตร์มาก แต่ไม่ชอบเลขเอาเสียเลย บางคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเราจะเรียนคณิตศาสตร์ไปทำไม มีประโยชน์อะไร

วันนี้จะมาลองอธิบายดูจากตัวอย่างที่ "ผิด" ให้ฟัง ว่าหากเราไม่ใช้คณิตศาสตร์ จะเกิดผลร้ายได้เพียงใด

วันนี้เราจะมาพูดถึง "ทฤษฎีโลกแบน" (ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ผิด เพราะความจริงแล้วโลกเป็นทรงกลม) และเราจะมาดูกันว่าเพราะเหตุใดทฤษฎีเหล่านี้จึงผิด และคณิตศาสตร์จะสามารถช่วยเราได้อย่างไร

แน่นอนว่า มนุษย์ยุคปัจจุบันแทบไม่มีใครไม่รู้แล้ว ว่าจริงๆ แล้วโลกเป็นทรงกลม แต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้าที่ยังมีมนุษย์เป็นจำนวนไม่น้อย ที่พยายามปฏิเสธเรื่องที่แม้กระทั่งชาวกรีกโบราณก็รู้กันเป็นอย่างดีตั้งแต่ยุคกรีกโบราณตั้งแต่เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว

ส่วนตัวแล้ว บางทีผมก็ติดตาม "ทฤษฎีโลกแบน" อยู่บ้าง ผมว่ามันเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ และมันบอกอะไรให้เราได้หลายอย่าง

โลกแบนเขาเชื่อว่าโลกแบนเป็นจานกลม โดยมีขั้วโลกเหนืออยู่ตรงกลาง แต่หากดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปอยู่ใต้จานในเวลากลางคืน เราจะไม่สามารถอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดประเทศสหรัฐกับไทยจึงมีเวลาไม่ตรงกัน พวกโลกแบนก็เลยอธิบายว่าดวงอาทิตย์ลอยอยู่เหนือจานนี้ เคลื่อนที่เป็นวงกลมรอบๆ ขั้วโลก เหนือบริเวณที่เราเรียกว่า "เส้นศูนย์สูตร" ดังภาพ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงมี time zone ที่แตกต่างกัน

ปัญหาต่อมาก็คือ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วดวงอาทิตย์จะลับขอบฟ้าได้อย่างไร โลกแบนจึงอธิบายว่า มันเป็นผลจาก perspective เหมือนกับที่เครื่องบินดูเหมือนเคลื่อนที่ใกล้ขอบฟ้าลงเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่มันบินอยู่ความสูงเท่าเดิม

นอกจากนี้ ชาวโลกแบนยังมีคำอธิบายพิศดารกันไปอีกต่างๆ นานา เช่น ซีกโลกใต้ไม่มีจริง ขั้วโลกใต้เป็นเพียงเรื่องหลอกลวง และชาวออสเตรเลียทุกคนเป็นเพียงนักแสดงที่เอาไว้ตบตาผู้คน และทุกๆ ครั้งที่มีคนไปเที่ยว "ออสเตรเลีย" นักบินก็รู้เห็นเป็นใจด้วย และแกล้งบินอ้อมไปจอดที่อื่น ที่จัดฉากว่าเป็นทวีปออสเตรเลีย ฯลฯ

แต่ในที่นี้...เอาเป็นว่าเราจะไม่พูดถึงย่อหน้าสุดท้ายละกัน วันนี้เราจะมาพูดถึงกันแค่ทฤษฎีที่ว่า โลกแบน และดวงอาทิตย์โคจรเป็นวงกลมเหนือแผ่นโลก

หากเราสังเกตดูดีๆ จะพบว่าแนวทางของทฤษฎีโลกแบนเหล่านี้ มีข้อบกพร่องสำคัญอยู่สองอย่าง นั่นก็คือ

1. ปฏิเสธหลักฐานทุกอย่างที่ขัดแย้งกับความเชื่อ
2. ไม่มีความพยายามที่จะอธิบายเชิงคณิตศาสตร์

ซึ่งในทางวิทยาศาตร์แล้วนั้น เมื่อไรก็ตามที่เราพบหลักฐานที่ขัดแย้งกับความเชื่อเดิมของเรา สิ่งที่ต้องผิดไปทันที ก็คือความเชื่อเดิมของเรา (ไม่ใช่หลักฐาน) นักวิทยาศาสตร์ "พร้อมที่จะผิด" ทันทีที่เราค้นพบปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกับทฤษฎีของเรา และด้วยหลักการนี้นั่นเอง ที่นำไปสู่การค้นพบอันยิ่งใหญ่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ เช่น การปล่อยลูกเหล็กของกาลิเลโอที่ทำให้เราเข้าใจความเร่งโน้มถ่วง การทดลองของ Louise Pasteur ที่ค้นพบว่าสิ่งมีชีวิตไม่สามารถเกิดขึ้นได้เองได้ ซึ่งนำไปสู่การฆ่าเชื้อในทางการแพทย์ในที่สุด และลดอัตราการตายในรพ. ได้อย่างมาก

แต่อีกข้อที่สำคัญไม่แพ้กันเลย ก็คือ ในวิทยาศาสตร์นั้น เราพยายามอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่บันทึกเอาไว้ด้วยภาษาของ "คณิตศาสตร์"

นั่นคือ เราไม่ได้ต้องการจะทราบแค่ว่าวัตถุตกลงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ แต่เราต้องการจะทราบว่า "ด้วยอัตราเร่งเท่าใด" "ด้วยเวลาที่เท่ากันหรือไม่" และเราต้องการจะสร้างแบบจำลองหรือสมการทางคณิตศาสตร์ เพื่อที่เราจะสามารถ "ทำนาย" ได้ว่า ถ้าหากทฤษฎีของเราเป็นจริง เราจะต้องพบว่าค่าที่วัดได้มีปริมาณเท่าใด ซึ่งหากค่าที่วัดได้ต่างออกไปจากคำทำนาย ก็เท่ากับว่าทฤษฎีของเราจำเป็นต้องล้มเลิกไป เช่น เมื่อใดก็ตามที่วัตถุชนกัน ผลคูณของมวลกับความเร็วจะคงที่ เมื่อมีมวลสูญหายไป พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจะเท่ากับ E=mc^2 มวลสองมวลจะมีแรงกระทำเท่ากับ F=GMm/R^2 สิ่งเหล่านี้เรียกว่า testable prediction (คำทำนายที่สามารถตรวจสอบได้)

นักปราชญ์ชาวกรีก Eratosthenes เมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว ได้ทราบมาว่า ณ เมือง Syene ในวันครีษมายันของทุกปีเวลาเที่ยงวันดวงอาทิตย์จะอยู่เหนือศีรษะพอดี และสามารถสังเกตเห็นเงาสะท้อนของดวงอาทิตย์ในบ่อน้ำได้ เขาจึงได้ทำการทดลองเดียวกันที่เมือง Alexandria และพบว่าดวงอาทิตย์เที่ยงวันที่เมือง Alexandria นั้นไม่ได้อยู่เหนือศีรษะและเยื้องไปเล็กน้อย แต่หากผู้สังเกตจากทั้งสองตำแหน่งสังเกตดวงอาทิตย์ดวงเดียวกัน นั่นหมายความว่าจะต้องเป็นพื้นโลกใต้พวกเขาต่างหาก ที่ทำมุมไม่เท่ากัน เช่นเดียวกับพื้นผิวของทรงกลม

แต่ Eratosthenes ไม่เพียงแต่บอกว่ามุมไม่เท่ากันเท่านั้น เขายังทำการวัดและพบว่ามุมของดวงอาทิตย์เที่ยงวันในวันครีษมายัน ณ เมือง Alexandria นั้นเบี่ยงออกไป 1/50 ของวงกลม นั่นทำให้เขาสามารถทำนายได้ว่า หากใครสักคนเดินทางไปในทิศทางเดียวกัน เป็นระยะทาง 50 เท่าของระยะทางระหว่าง Syene กับ Alexandria เขาจะต้องกลับมายังจุดเดิม นี่คือ testable prediction ที่ทุกวันนี้เราพบแล้วว่าเป็นไปตามที่ Eratosthenes ทำนายเอาไว้

แต่หากเราไปถามชาวโลกแบนว่า ในแบบจำลองของพวกเขานั้น ดวงอาทิตย์จะมีขนาดใหญ่แค่ไหน อยู่สูงจากแผ่นโลกแค่ไหน และเคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเท่าใด เราจะไม่พบชาวโลกแบนคนใดที่พร้อมที่จะให้คำตอบได้ เพราะหากเราทราบจำนวนทั้งสามแล้วนั้น เราจะสามารถสร้างคำทำนายและตรวจสอบได้จากการวัดอัตราการเคลื่อนที่และขนาดปรากฏของดวงอาทิตย์จริง และสามารถพบได้ทันทีว่าแบบจำลองนั้นผิดหรือไม่

ซึ่งหากเราย้อนกลับไปดูคำอธิบายที่บอกว่าการตกของดวงอาทิตย์นั้นเป็นผลมาจาก perspective แล้ว เราควรจะทำนายได้ว่าดวงอาทิตย์ควรจะมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ และเคลื่อนที่ด้วยอัตราช้าลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าใกล้ขอบฟ้า (เช่นเดียวกับเครื่องบิน) แน่นอนว่าในความเป็นจริงแล้วนั้นดวงอาทิตย์มีขนาดปรากฏคงที่ตลอดทั้งวัน และก็มีอัตราในการเคลื่อนที่ 15 องศาทุกๆ หนึ่งชม. คงที่ตลอด ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ขอบฟ้าเพียงใด ซึ่งเท่ากับว่าแบบจำลอง perspective นี้ไม่สามารถอธิบายได้ แต่แบบจำลองที่โลกเป็นทรงกลมหมุนด้วยอัตราเร็วหนึ่งรอบ ทุกๆ 23 ชั่วโมง 56 นาที และโคจรรอบดวงอาทิตย์ปีละ 365 วันนั้น สอดคล้องทุกประการกับอัตราการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ที่สังเกตได้

จะสังเกตได้ว่า การอธิบายเชิงปริมาณนั้นเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพเพียงใดในการทดสอบทฤษฎีของเรา และการมองข้ามรายละเอียดทางคณิตศาสตร์ บางครั้งก็อาจทำให้ทฤษฎีที่ควรจะชัดเจนว่าผิด กลับกลายเป็นทฤษฎีที่ฟังดูไม่ได้ถูกไม่ได้ผิดขึ้นมา เพราะเราไม่สามารถตรวจสอบได

เพราะในวิทยาศาสตร์นั้น เราไม่ได้สนใจเพียงแต่คำถามว่า "อธิบายได้อย่างไร" แต่ทฤษฎีของเราจะต้องสามารถมี testable prediction ที่ทำนายได้ว่า "เท่าไหร่" และเมื่อใดก็ตามที่เราพบว่าการสังเกตนั้นขัดแย้งกับสิ่งที่ทฤษฎีทำนายเอาไว้ ทฤษฎีของเราก็จะเป็นอันต้องถูกล้มล้างไป และเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องคิดค้นทฤษฎีและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ใหม่ขึ้นมาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่เราสังเกตเห็น

โพสท์โดย: Pukpuy
แหล่งที่มา: https://www.facebook.com/matiponblog
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
KhaoJee's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 398 ครั้ง
เขียนโดย KhaoJee
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
10 VOTES (5/5 จาก 2 คน)
VOTED: K K, แสร์
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
โรงเรียนเอกชนที่มีนักเรียนมากที่สุดในประเทศไทย10 จังหวัดที่มักถูกมองว่าเป็นแหล่งผลิตเด็กสอบติดมหาวิทยาลัยดังประเทศเดียวเท่านั้นบนโลก ที่ไม่มีเมืองหลวงเหมือนประเทศอื่นๆสะพานมอญน้ำลด เห็นวัดจมน้ำโผล่ ช่วงนี้เกิดจากอะไร7 ผลไม้ป่า ที่หายากที่สุดในประเทศไทย5 ประเทศที่คนกินเผ็ดมากที่สุดในโลก (คนไทยอันดับ3)ประเทศที่มีโรงแรมสัญชาติไทย ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากที่สุดในโลกดาวฤกษ์ขนาดใหญ่ยักษ์ 3 ดวง ที่ถูกตั้งชื่อดาวให้เป็นชื่อภาษาไทยสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่เหลือเพียง 2 ตัวในโลกสถาบันการศึกษาที่มีชื่อยาวที่สุดในประเทศไทยจังหวัดหนึ่งเดียวในภาคอีสาน ที่มีอำเภอน้อยที่สุดเพียง 6 อำเภอปิดเทอมอยากหาเงินเอง งานแบบไหนเหมาะกับนักเรียนและนักศึกษา
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
กระทรวงชั้นนำของประเทศไทย ที่ได้งบประมาณประจำปีมากที่สุดบิลไหม้แน่! รัฐจ่อเก็บค่าไฟหน่วยละ 5 บาท เช็กด่วนบ้านคุณกลุ่มไหน? คาดเริ่มใช้จริงนี้5 ประเทศและเขตเศรษฐกิจเอเชียที่ HDI สูงสุด ทำไมญี่ปุ่นไม่ใช่อันดับ 1
กระทู้อื่นๆในบอร์ด นิยาย เรื่องเล่า
สัมผัสลี้ลับ ชวนขนลุกสยองที่ "วัดพุทไธสวรรค์"คืนหลอนที่ห้องเก็บศพโรงพยาบาลเมื่อถึงเวลา (ต่อ) 2แนะนำซีรีส์เกาหลีน้ำดี จบแล้ว
ตั้งกระทู้ใหม่