บทเรียนจาก"เต้าหู้ไข่"...กับความรู้ ทัศนคติ สิทธิมนุษยชน และระบบสุขภาพ โดย ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
"การแพ้"ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ถึงแก่ชีวิตได้หากแพ้รุนแรง ดังนั้นไม่ว่าจะแพ้ หรือสงสัยว่าแพ้อะไร ทางที่ดีควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าแพ้จริง และการพิสูจน์นั้นควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ และอยู่ในสถานที่ที่พร้อมดูแลหากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
ฉาก:
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในประเทศ xyz มีข่าวสังคมกระจายกันว่า เด็กกินอาหารโรงเรียนแล้วผื่นขึ้น ไปหาหมอ หมอคาดว่าอาจแพ้เต้าหู้ไข่ เด็กเลยแจ้งครู ครูไม่เชื่อพร้อมบอกว่าตนเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ บังคับให้กินให้ดู ผื่นไม่ขึ้นเลยตราหน้าว่าโกหก ทำโทษให้กราบหน้าเสาธง ข่าวแพร่สะพัดถึงความไม่เหมาะสม แต่ยังบอกว่าตนเองทำถูกต้อง
ความรู้พื้นฐาน:
อเมริกาเค้ามีตัวเลขละเอียด คาดประมาณปีที่แล้วว่าผู้ใหญ่ร้อยละ 30 และเด็กร้อยละ 40 เป็นโรคภูมิแพ้ ไม่ว่าจะแพ้อะไรก็ตาม เช่น อากาศ ฝุ่นไร อาหาร แมลง ยา ฯลฯ นับเป็นโรคเรื้อรังลำดับต้นๆ ของประชาชนโดยรวมของเค้าเลยทีเดียว
เอาแค่อาการคัดจมูกจากโรคภูมิแพ้นั้น เค้าบอกว่าปีหนึ่งๆ ทำให้คนมาหาหมอถึง 16 ล้านครั้ง หยุดงานและหยุดเรียนรวม 6 ล้านวัน และเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษาราว 17,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในขณะที่แพ้อาหารนั้นทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาถึง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ...สูงกว่าคัดจมูก
โดยตามสถิติแล้ว ถั่ว นม อาหารทะเล เป็น 3 สาเหตุยอดนิยม อย่างไรก็ตามคาดว่า 1 ใน 3 ของเด็กที่มีอาการแพ้อาหารจะแพ้อาหารหลายชนิด
เมื่อเจ็บป่วยย่อมมีการสูญเสีย ลองมาดูกันว่าแพ้แล้วตายจากอะไรบ้าง
สาเหตุการเสียชีวิตจากอาการแพ้นั้น ยามาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยอาหาร และแมลง
ยาส่วนใหญ่ที่แพ้คือ เพนนิซิลลิน คาดประมาณว่ามีคนแพ้ราวร้อยละ 10
ตัวเลขเมืองเราค่อนข้างกระจัดกระจาย ยังไม่ได้รับการรวบรวมแบบเป็นระบบเท่าของเขา จึงขอไม่กล่าวถึง
ทัศนคติเชิงวิชาชีพ:
ในวงการหมอและบุคลากรทางการแพทย์เรามีหลักจริยธรรมวิชาชีพ อันประกอบด้วยหลักการกระทำใดๆ ที่ต้องก่อให้เกิดคุณประโยชน์ ไม่ก่อให้เกิดโทษ เคารพสิทธิและการตัดสินใจของผู้ป่วย รวมถึงไม่เลือกที่รักมักที่ชัง
สำหรับแวดวงครู ก็มีจรรยาบรรณวิชาชีพครูเช่นกัน กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศไว้ว่ามีหลักการอยู่ 5 ข้อดังนี้
1.จรรยาบรรณต่อตนเอง ครูต้องมีวินัยในตัวเอง ต้องพัฒนาวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ
2.จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ครูต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจริต รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร
3.จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ครูต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กำลังใจ โดยไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญของศิษย์และผู้รับบริการ หรือเรียกรับ ยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ
4.จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ครูพึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์
5.จรรยาบรรณต่อสังคม ครูพึงปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน:
ตามหลักสากล เด็กๆ มีสิทธิในการมีชีวิตรอด มีสิทธิที่จะได้รับการพัฒนา มีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองสวัสดิภาพทั้งทางกายและใจ และมีสิทธิในการแสดงออกซึ่งการมีส่วนร่วมคิดร่วมทำในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเค้า
บทเรียนจาก "เต้าหู้ไข่":
"การแพ้"ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ถึงแก่ชีวิตได้หากแพ้รุนแรง ดังนั้นไม่ว่าจะแพ้ หรือสงสัยว่าแพ้อะไร ทางที่ดีควรระมัดระวังหรือหลีกเลี่ยงไว้ก่อน จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าแพ้จริง และการพิสูจน์นั้นควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญ และอยู่ในสถานที่ที่พร้อมดูแลหากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์
การดื้อดึงพิสูจน์ให้เห็นจริงในทุกเรื่องนั้นอาจก่อให้เกิดอันตราย หากไม่รู้อย่างเชี่ยวชาญลึกซึ้งว่าจะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง และความเสี่ยงยิ่งเท่าทวีคูณหากตนเองไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะจัดการภาวะไม่พึงประสงค์ได้ กระบวนการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่ดีนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะสถาปนาตนเป็นนักวิทยาศาสตร์ก็คงไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
การดื้อดึงโดยยึด "ตัวกูของกู" เป็นที่ตั้ง กระทำในสิ่งที่อันตราย แถมยังเป็นอันตรายที่เกิดแก่ผู้อื่น (ไม่ใช่ตนเอง) ยังเป็นการละเมิดและลิดรอนสิทธิ และอาจขัดต่อจริยธรรมวิชาชีพ รวมถึงขัดต่อหลักกฎหมายบ้านเมือง
ท้ายที่สุดแล้ว เหตุการณ์ข้างต้นเกิดขึ้นจากทั้งเรื่อง "ความไม่รู้ในเรื่องการแพ้", "ความไม่รู้ตัวว่าตนเองไม่รู้อะไร", "การไม่คำนึงถึงหลักจริยธรรมวิชาชีพ", "การไม่ตระหนักถึงสิทธิของผู้อื่นและขื่อแปในบ้านเมือง" และ "การยึดติดกับทิฐิของตน"
สิ่งที่ทำไปนั้นก่อให้เกิดผลกระทบทั้งต่อตัวเด็ก และสังคมวงกว้าง ตอกย้ำประเด็นการมีอยู่ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่นำไปสู่การกระทำที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม แม้จะมีแหล่งข้อมูลและความรู้เรื่องต่างๆ พร้อมที่จะให้เข้าถึง ปรึกษา หรือนำไปใช้
แต่สุดท้ายก็แพ้ "ทิฐิแห่งตน"
นัยยะต่อการพัฒนาระบบสุขภาพ:
วันก่อนนั่งอ่านหนังสือวิชาการในการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมและความยากจน ชื่อ Inequality: What can be done? โดย Prof.Anthony B. Atkinson แล้วทำให้ฉุกคิดและสงสัยเป็นอย่างยิ่ง
"...ในการพัฒนาประเทศบนพื้นฐานเศรษฐกิจปัจจุบัน ข้อมูลเชิงประจักษ์บ่งชี้ชัดเจนว่า ไม่มีทางลดทอนปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ หากประเทศไม่ลงทุนทรัพยากรให้เพียงพอ..."
"...มีหลักฐานจากหลายประเทศบ่งบอกชัดเจนว่า หากรัฐดำเนินมาตรการทุกวิถีทางเพื่อลดค่าใช้จ่ายสำหรับเรื่องบริการสาธารณะต่างๆ จะก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมเพิ่มขึ้นตามมาอย่างแน่นอน และปัญหานั้นจะไปโฟกัสที่เรื่องการไม่สามารถดูแลคนที่จำเป็นต้องได้รับบริการต่างๆ เหล่านั้น..."
แปลง่ายๆ คือ ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐยิ้มกริ่มกับผลสัมฤทธิ์ในการลดรายจ่ายจากนโยบายที่ใช้กับประชาชนนั้น ประชาชนตาดำๆ จะน้ำตานอง
ในขณะที่ประเทศหนึ่งกำลังยิ้มแยกเขี้ยวเพราะใช้อำนาจเพื่อลดรายจ่ายด้านสุขภาพทุกวิถีทาง ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าควรลงทุนเพิ่ม พร้อมตีตราลงทะเบียนคนจน เพื่อง่ายต่อการตั้งเกณฑ์ให้บริการสาธารณะ และการตั้งเกณฑ์ให้ร่วมจ่ายหลากหลายวิธี...
นี่อาจเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงการก้าวย่างสู่หลุมดำ ที่ต่างประเทศเคยประสบปัญหา และถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อเตือนไว้แล้วล่วงหน้า
แต่เหตุใดเหล่าวงอำนาจจึงกระทำการเช่นนี้อยู่?
หรือมั่นใจ...ว่าประเทศเราเจ๋งกว่าเขา?
หรือพอใจ...ที่จะเห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมเพราะแสดงถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจ?
หรือเพราะเหตุผลอื่น...โปรดช่วยกันชี้แจงให้ทราบที!!!
แต่เหนืออื่นใด...ย่างก้าวดังกล่าวดูละม้ายคล้ายคลึงกับบทเรียนจาก "เต้าหู้ไข่" ที่ขับเคลื่อนจากมูลเหตุของ "ทิฐิแห่งตน" ใช่ไหม?
ผู้เขียน: ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ห้างสรรพสินค้าไทยที่หรูหรามาก จนหลายคนไม่กล้าเข้าไปเพื่อใช้บริการ
พริกน้ำปลาให้อร่อย ต้องใส่อะไรบ้าง สูตรถ้วยเล็กที่ช่วยชูรสอาหารไทย
อาหารไทยที่กำลังสูญหาย
ช้างนาฬาคีรี วันที่ความโกรธถูกปล่อยกลางเมือง และพระพุทธเจ้าทรงหยุดมันด้วยความเมตตา
รีวิวหนังดัง LEGION สงครามเทวาล้างนรก
4 เมืองร้างในไทย จากยุคเหมืองแร่ถึงเมืองบาดาลใต้เขื่อน
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
สิ้นเดือนนี้กินอะไรดี? 10 เมนูสุดครีเอทีฟสำหรับคนรอเงินเดือนออก
นักฟุตบอลสัญชาติไทย ที่ทำสถิติค่าตัวแพงที่สุดตลอดกาล
ทำไม น้ำมูกถึงไหล เกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่?
ถ้าไม่กินผักเลย จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย?
ฮัวกาชีนา โอเอซิสกลางทะเลทรายเปรู ที่สวยเหมือนหลุดจากภาพวาด
จังหวัดที่ชาวต่างชาติชอบที่สุด สำหรับการมาใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ
ยางพารา “หน้าตาย” ภัยเงียบที่เกษตรกรไม่อยากเจอ ทำไมต้นยางถึงหมดน้ำยาง?
ซื้อของแก้เครียดบ่อยๆ ระวัง! สัญญาณของ “Stress Spending” ที่คุณอาจมองข้าม
ทำไมคนเก่งหลายคนกลับไม่เชื่อมั่นในตัวเอง? รู้จัก “Imposter Syndrome” ก่อนที่มันจะฉุดคุณไว้
ความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่การวิ่งตามไม้บรรทัดของคนอื่น