หลักเคมีเผยเหตุผลที่ทำให้ “กาแฟสกัดเย็น” มีรสชาติเด็ดกว่า “กาแฟร้อน” ทั่วไป
‘นุ่มนวล’ กับ ‘เข้มบาดคอ’ อาจจะเป็นการจำแนกความแตกต่างของรสชาติกาแฟเย็นและร้อนสำหรับผู้ที่เสพติดความกลมกล่อมของกาแฟสกัดเย็นซึ่งเป็นรูปแบบความอร่อยแนวใหม่ในการชงกาแฟ แล้วทำไมการชงกาแฟแบบสกัดเย็นถึงให้รสชาติที่อร่อยกว่าการชงกาแฟร้อนโดยทั่วไป? คำตอบคือเป็นเพราะปฏิกิริยาทางเคมี
สำหรับคอกาแฟแล้วการจำแนกกาแฟจากส่วนประกอบที่ใช้คงไม่ใช่เรื่องยาก กาแฟสดนั้นมีคุณภาพและรสชาติหลากหลายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่รู้ไหมว่าจริงๆ แล้วสิ่ิงสำคัญที่ทำให้รสชาติและความเข้มข้นของกาแฟออกมาแตกต่างกันนั้นอยู่ที่กรรมวิธีการชงต่างหาก
ทีมวิทยาศาสตร์ Tech Insider ได้ทำการทดสอบรสชาติของกาแฟร้อนและกาแฟเย็นด้วยกาแฟชนิดเดียวกัน แม้ว่ากลิ่นที่หอมหวนของกาแฟร้อนจะทำให้คนส่วนมากไม่สามารถละจมูกไปได้ แต่ต้องยอมรับอย่างยุติธรรมว่ากาแฟเย็นนั้นมีรสชาติที่ดีกว่า
ผงกาแฟคั่วบดนั้นประกอบไปด้วยน้ำมัน สารบางชนิด และกรด ส่วนประกอบเหล่านี้จัดเป็นสารที่สามารถละลายน้ำได้ ซึ่งทำให้กาแฟออกมามีรสชาติอย่างที่เราคุ้นเคย
วิธีการชงกาแฟสดในปัจจุบันมีอยู่ 2 รูปแบบ ซึ่งมีความแตกต่างในเรื่องของอุณหภูมิและเวลา จึงทำให้กาแฟมีรสชาติที่ออกมาแตกต่างกัน
1. เครื่องชงกาแฟแบบหยด
วิธีการนี้คือการชงกาแฟร้อนแบบที่เราคุ้นเคยกันดี ผงกาแฟที่ถูกบดจะถูกผสมน้ำและกลั่นออกมาเป็นหยดกาแฟเข้มข้นจากเครื่องที่มีอยู่หลากหลายรูปแบบ และกาแฟที่ได้นั้นจะถูกนำมาทำเป็นกาแฟร้อนอย่างรวดเร็วโดยบาริสต้าผู้เชี่ยวชาญโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที ซึ่งกรรมวิธีแบบนี้จะทำให้กาแฟที่ได้ออกมามีกรดและรสชาติที่เข้มข้น
2. ชงแบบเย็น
บาริสต้าจะจัดการชงกาแฟเย็นโดยแช่ผงกาแฟในน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำเย็น และปล่อยให้มันละลายจนรวมตัวกันเป็นปึกแผ่นเหมือนกับชาในถุง แล้วนำมาสกัดเทลงแก้วกรองแบบหยดอีกทีหนึ่งในอุณหภูมิเย็น ซึ่งกาแฟที่ได้จะมีกรดน้อยกว่าและรสชาติที่เจือจางกว่ากาแฟร้อนแบบหยด
คุณสมบัติทางเคมี
การผสมผงกาแฟเข้ากับน้ำอุณหภูมิแตกต่างกันจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่แตกต่างกันด้วย กาแฟสามารถละลายน้ำได้ดีในอุณหภูมิ 195-205 องศาฟาเรนไฮต์ ดังนั้นกาแฟที่ชงด้วยน้ำร้อนจึงสามารถละลายได้อย่างเข้มข้นครบถ้วน น้ำร้อนจะทำให้กาแฟละลายได้รวดเร็วและเกิดการระเหยได้ในทันที นั่นคือสาเหตุว่าทำไมกลิ่นของกาแฟร้อนถึงหอมหวนตลบอบอวลอยู่ในอากาศ
แต่การละลายอย่างรวดเร็วและหมดจดนั้นไม่ได้ส่งผลดีเสมอไป มันทำให้เกิดออกซิเจนในกระบวนการมากจนเกินไป ทำให้รสชาติออกมาเปรี้ยวและขม ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่ไม่ถูกกับรสชาติจัดจ้านแบบนี้จึงมักจะรู้สึกว่ากาแฟร้อนนั้นช่างขมขื่นบาดคอเสียจริงๆ
กระบวนการ oxidation และ degradation ซึ่งทำให้เกิดออกซิเจนในกาแฟนั้นยังคงเกิดขึ้นในกรรมวิธีการชงกาแฟเย็น แต่จะเกิดขึ้นน้อยและช้ากว่า จึงทำให้กาแฟสกัดเย็นนั้นมีรสขมและเปรี้ยวไม่มากนัก นอกจากนั้นกาแฟเย็นยังสามารถรักษารสชาติและคงความสดใหม่ได้นานกว่ากาแฟร้อน ซึ่งมีอายุกว่า 2-4 สัปดาห์ ในขณะที่กาแฟร้อนจะจืดชืดไม่อร่อยหลังจากทิ้งไว้เพียง 1 วัน
นอกจากนี้เนื่องจากกาแฟสกัดเย็นจะมีความเข้มข้นและรสชาติที่เจือจางมาก บาริสต้าส่วนใหญ่จึงมักเพิ่มส่วนผสมเป็น 2 เท่าในการชงกาแฟสกัดเย็นนี้ เพื่อไม่ให้รสชาติของกาแฟออกมาจืดจางเกินไปนัก
จากกรรมวิธีที่ใช้เวลานาน ยุ่งยาก และใช้ผงกาแฟมากกว่าแบบร้อน กาแฟชงแบบเย็นจึงมีราคาที่สูงกว่าพอสมควร แต่เพื่อรสชาติที่กลมกล่อมหวานมันไม่บาดคอเกินไปนัก หลายคนจึงยอมจ่ายเพื่อสัมผัสกับความสดชื่นที่มาพร้อมกับกาแฟเย็นแสนอร่อย
ที่มา: BusinessInsider
ขอขอบคุณ ที่มา : meekhao.com
ชุมชนคนไทยในเมืองนอก ที่มีขนาดใหญ่และมีคนไทยอยู่มากที่สุด
😁 ชวนเข้ามาดูเคล็ดลับในครัวง่าย ๆ ที่คนส่วนน้อยรู้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างเหลือเชื่อ 😉
7 ข้อผิดพลาดในการใช้แอร์ที่ทำให้ค่าไฟสูงกว่าที่ควร
10นามสกุลที่นำมาใช้จากชื่ออำเภอมากที่สุด
ชื่อจริงคนไทยซ้ำมากแค่ไหน สมชายยังนำอันดับ 1 เกือบ 5 แสนคน
ราคาทอง 30 เม.ย. 69 พุ่งแรง คนถือทองเช็กจังหวะก่อนขาย
ประเทศที่นอนน้อยที่สุด
ประเทศยอดฮิตอันดับ 1 ที่คนไทยนิยมไปมากที่สุดในโลก
รถคอกหมูรถที่กำลังสูญหายจากประเทศไทย
4 วิธีถูพื้นบ้านหอมทั่วอย่างยาวนาน
สายเชีย วงศ์วิโรจน์ ชี้แจงเอง ไม่ใช่เจ้าของหาดทรายขาว
ประเทศที่ "เงินเดือนวิศวกร" สูงที่สุดในโลก
ประเทศที่แบนราบที่สุด พื้นที่อยู่ต่ำติดน้ำทะลมากที่สุดในโลก
10นามสกุลที่นำมาใช้จากชื่ออำเภอมากที่สุด





