"จิตนิพพาน"
วันหนึ่งท่านว่ายทวนน้ำเล่าเกี่ยวกับนิพพานให้ฟัง โดยท่านเอื้อมมือไปหยิบหมอนมาหนึ่งใบ แล้วชี้ไปที่หมอนใบนั้น
ว่ายทวนน้ำ : นี่คืออะไร?
โยม : หมอนครับ
ว่ายทวนน้ำ : เอาล่ะ ทีนี้โยมลองมองดูสิ่ง ๆ นี้อีกครั้งแล้วไม่ต้องคิดว่ามันเป็นหมอน ไม่ต้องคิดว่ามันเป็นอะไรดูสิ คือให้เห็นเฉย ๆ แล้วไม่คิดน่ะ เสร็จแล้วลองตอบฉันมาว่ามันคืออะไร?
พวกโยมจึงจ้องดูมันอีกครั้งแล้วทำตามที่ท่านว่ายทวนน้ำบอก เสร็จแล้วจึงตอบไปว่า
โยม : ไม่รู้จะบอกว่ามันคืออะไรครับ ไม่มีคำพูดใด ๆ จะสื่อออกมาได้
ว่ายทวนน้ำ : ถ้าโยมไม่คิดหมอนจะไม่มี แต่ถ้าโยมคิดหมอนจะมี ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ในจักรวาลนี้ก็เป็นเช่นหมอนใบนี้ ถ้าโยมไม่คิด ทุกสิ่งจะไม่มี บุคคลผู้เข้าถึงภาวะแห่งความ "ไม่คิด" หรือ "หยุดคิด" ตรงนี้ได้นั่นแหละคือนิพพาน
โยม : ยังไม่ค่อยเข้าใจครับ
ว่ายทวนน้ำ : คือไอ้สิ่ง ๆ เนี๊ยะ (นิ้วชี้ที่หมอน) ถ้าโยมไม่คิดว่ามันเป็นอะไร มันคืออะไร เห็นมันเฉย ๆ แต่ไม่ต้องปรุงแต่งว่ามันคืออะไรขึ้นมา มันก็ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น หลวงปู่เทสก์จะเรียกสิ่ง ๆ นี้ว่า "ธาตุ" ท่านเคยมาบอกเทคนิคการเข้าถึงธรรมในนิมิตเมื่อปี 39 ว่า "ทุกสิ่งเป็นแค่ธาตุ เราดำริ (คิด) ขึ้นมาเอง"
โยม : ทุกสิ่งเป็นแค่ธาตุ เราดำริขึ้นมาเอง?
ว่ายทวนน้ำ : จริง ๆ แล้วมันก็ไม่ใช่ธาตุ เพราะคำว่า "ธาตุ" ก็เกิดจากความคิดหรือความปรุงแต่งของเรา เพียงแต่เวลาเราใช้สื่อสารกันด้วยภาษาก็เลยเรียกมันว่า "ธาตุ" ซะก็แล้วกัน
จริง ๆ แล้วท่านพุทธทาสเรียกสิ่ง ๆ นี้ว่า "ตถตา" คือ ไอ้สิ่ง ๆ นี้มันก็เป็นของมันเช่นนั้นเอง การไม่เป็นอะไร ไม่ใช่อะไร จึงเรียกได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นตถตาหรือมันก็เป็นของมันอย่างนั้นเอง
สรุปว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นเพียงแค่ธาตุหรือเป็นเพียงตถตาเท่านั้น ทรัพย์สินเงินทอง พ่อ แม่ พี่ น้อง วงศาคณาญาติ ร่างกาย ทุกอย่างเป็นเพียงธาตุหรือตถตาทั้งหมด แต่การที่ธาตุต่าง ๆ มันกลายเป็นอะไรสักอย่างหนึ่งขึ้นมาก็เพราะคุณไปคิดไปนิยามว่ามันคืออะไร เป็นอะไร ถ้าคุณคิดว่าสิ่ง ๆ นี้เป็นหมอน มันก็เป็นหมอนขึ้นมา ถ้าคุณไปคิดว่าคน ๆ นี้เป็นญาติของคุณ มันก็เป็นญาติของคุณขึ้นมา พอเข้าใจไหม?
โยม : เริ่มจะเข้าใจแล้วครับ แล้วยังไงต่อ?
ว่ายทวนน้ำ : ที่ฉันบอกให้คุณมองดูหมอนแล้วไม่คิดว่ามันเป็นหมอนเมื่อกี๊ นั่นแหละคือสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนพาหิยะว่าให้ "สักแต่ว่า" กรณีนี้คือ "เห็นแล้วสักแต่ว่าเห็น" คือเห็นแล้วไม่ปรุงว่ามันคืออะไร แค่เห็นเฉย ๆ ตรงนี้ครูบาอาจารย์จะใช้คำพูดต่างกันไปแต่ความหมายเดียวกัน หลวงพ่อคำเขียนจะพูดว่า "รู้ซื่อ ๆ" ดังนั้น คำสอนที่สอนว่ารู้ซื่อ ๆ เพียงแค่รู้ รู้อยู่เฉย ๆ ก็คือคำเดียวกับคำว่า "สักแต่ว่า" แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใช้คำใดมาใช้ในการสื่อสารด้วยภาษา
โยม : ผลของการ "สักแต่ว่า" คืออะไรครับ?
ว่ายทวนน้ำ : พระพุทธองค์บอกพาหิยะว่า "เมื่อใดเธอสักแต่ว่ากับทุกสิ่ง เมื่อนั้นเธอก็ไม่มี ไม่มีอยู่ในโลกนี้หรือโลกไหนทั้งสิ้น" นั่นแหละคือสภาวะนิพพาน มันไม่รู้จะใช้คำพูดยังไงมันคือโบ๋เบ๋ องค์เหลาจื๊อก็ค้นพบตัวนี้แต่ก็ไม่รู้จะเรียกมันเป็นคำพูดว่ายังไงเลยเรียกสิ่งที่ค้นพบว่า "เต๋า" ซะก็แล้วกัน ถ้าพระพุทธเจ้าก็เรียกว่า "นิพพาน" ถ้าพวกสายเซ็นก็เรียกว่า "จิตเดิมแท้" "ความว่าง" แต่สำหรับฉันมันคือความโบ๋เบ๋จากสิ่งทั้งปวง
ผลของการที่โยมโบ๋เบ๋จากสิ่งใดได้ โยมจะไม่ทุกข์ ไม่วุ่นวายกับสิ่งนั้น จิตจะดำรงความเป็นปกติไม่เกิดการกระเพื่อมหวั่นไหวไปกับสิ่งนั้น เช่น เมื่อโยมเจ็บป่วย หากโยมไปจับความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น ไปปรุงว่าสิ่งที่เจ็บป่วยคือร่างกายของโยม โยมก็จะวิตกกังวล จิตจึงเสียความปกติ เมื่อจิตเสียความปกติวิมุติก็ถูกทำลาย แต่ถ้าโยมไม่ไปจับความเจ็บป่วย เจ็บก็รู้แต่เราไม่ปรุงว่าร่างกายนี้คือเรา ความเจ็บป่วยนั้นก็เป็นเพียงสภาวะหนึ่งที่เกิดขึ้นซึ่งไม่มีเราเข้าไปอยู่ในความเจ็บป่วยนั้น โยมจะไม่เป็นทุกข์ จิตใจไม่วุ่นวาย ทีนี้แม้ว่าจะเจ็บป่วยหนักแค่ไหน จะตายหรือไม่ก็ไม่มายด์แล้วเป็นเรื่องของวิบากกรรม ซึ่งไม่มีโยมเข้าไปเป็นผู้รับวิบากนั้น นี่คือ "การอยู่เหนือวิบากกรรม"
โยม : แล้วการที่ผมกราบไหว้พระพุทธรูป ร่วมสร้างพระพุทธรูปขึ้นมาล่ะครับ?
ว่ายทวนน้ำ : โยมเคยกราบไหว้ก้อนหินที่ตกอยู่ตามพื้นไหม?
โยม : ไม่เคยครับ
ว่ายทวนน้ำ : ที่โยมไม่กราบไหว้ก้อนหินที่ตกอยู่ที่พื้นเพราะโยมไม่ไปให้ค่าหินก้อนนั้น ไม่ไปคิดว่าหินก้อนนั้นคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือตัวแทนของใคร โยมเลยไม่บ้าไม่วุ่นวายกับมัน พระพุทธรูป รูปปั้น รูปเหมือน ก็คือการที่โยมเอาก้อนหินก้อนดินเหล่านั้นมาปั้นขึ้นมาให้ดูเป็นรูปคน แล้วใส่ความคิดของโยมลงไปในนั้นว่าคือพระพุทธรูป ว่าคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าคือตัวแทนของพระพุทธเจ้า จริง ๆ คือมันไม่ใช่อะไรเลย แต่มันกลายเป็นพระพุทธรูปขึ้นมาเพราะความคิดของโยม การที่โยมกราบไหว้นั้นโยมไม่ได้ไหว้พระพุทธเจ้าหรอก โยมไหว้ความคิดไหว้ทิฐิตัวเอง พระพุทธเจ้าที่แท้จริงคือความว่างในตัวโยมเองนั่นแหละแต่โยมกลับไปกราบไหว้สิ่งอื่น ท่านพุทธทาสจึงบอกว่า "พระพุทธรูปบังพระพุทธเจ้า" แปลว่า พระพุทธรูปบังนิพพานหรือความว่าง นี่แหละคือ "สมมติบังวิมุติ" ความคิดบังความความว่าง สมมติกับความคิดคือสิ่งเดียวกัน ถ้าไม่มีสมมติ (ไม่คิด) วิมุตติมันก็มีของมันอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเมื่อไหร่โยมมีสมมติ (มีความคิด) ขึ้นมา วิมุตติจะหายไป
การสร้างพระพุทธรูปจึงเป็นการทำให้คนเกิดความคิดต่อสิ่งที่สร้างขึ้นมา เมื่อคนเกิดความคิดต่อสิ่งเหล่านั้นจึงทำให้เกิดการกราบไหว้บูชาบนบานศาลกล่าวตามมา ยิ่งสร้างจึงยิ่งบดบังความว่าง เพราะยิ่งเป็นการทำให้คนเข้าสู่ความคิด ไม่ใช่เข้าสู่ความไม่ต้องคิดหรือหยุดคิด นี่คือส่วนหนึ่งที่ทำให้พุทธศาสนาที่แท้จริงถูกบดบัง
โยม : แล้วยังไงต่อครับ?
ว่ายทวนน้ำ : โยมเคยได้ยินคำว่า "อัตตา" และ "อนัตตา" ใช่ไหม?
โยม : เคยครับ
ว่ายทวนน้ำ : ขอให้เข้าใจว่า ธาตุนั้นคือ "อัตตา" ส่วนความคิดที่เกิดขึ้นคือ "อนัตตา" ภาวะของนิพพานนั้นจะอยู่เหนืออัตตาและอนัตตา ไม่ใช่อัตตาและอนัตตา พอหยุดคิดในเรื่องใดในสิ่งใด มันก็ว่างก็โบ๋เบ๋จากสิ่งนั้นจากเรื่องนั้น ที่พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสารีบุตรว่า "เธอมีวิหารธรรมใดเป็นเครื่องอยู่?" แล้วพระสารีบุตรตอบว่า "สุญญตาวิหาร" นี่แหละคือภาวะของสุญญตาวิหาร คือว่างจากสิ่งทั้งปวง เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ลิ้มรสก็สักแต่ว่าลิ้มรส สัมผัสก็สักแต่ว่าสัมผัส รู้สึกนึกคิดก็สักแต่ว่ามันเกิดขึ้น นั่นแหละคือสุญญตาวิหาร ก็คือสักแต่ว่า เพียงแค่รู้ รู้อยู่เฉยๆ รู้ซื่อ ๆ รู้แต่ไม่สนใจ ผลของสุญญาตาวิหารคือไม่ทุกข์ ไม่กระวนกระวาย ไม่วุ่นวายกับมัน เป็นจิตที่ปกติ
จิตที่ปกตินั้น เมื่อสะสมกำลังความปกติอย่างต่อเนื่องมันจะก่อให้เกิดปัญญาขึ้นมาในจิตเรื่อย ๆ ธรรมะมันจะเกิดขึ้นในจิตเอง ธรรมที่เกิดในจิตนั้นแหละคือธรรมะที่แท้จริงที่โยมจะสัมผัสได้ว่าอ๋อ ธรรมะจริง ๆ เป็นแบบนี้ ส่วนที่โยมศึกษาธรรมะจากตำราหรือฟังจากครูบาอาจารย์พูดมันจะเป็นกลายเพียงแค่ความจำของโยมเท่านั้น แต่ธรรมที่แท้จริงจากตัวโยมยังไม่เกิดขึ้น โยมจะเพียงรู้จำ ไม่ใช่รู้ธรรม เพียงแค่อ่านมาเยอะ ฟังมาเยอะ จดจำสิ่งที่อ่านที่ฟังมาได้ อย่าเข้าใจว่าตัวเองรู้ธรรม มันยังไม่มีธรรมอะไรเกิดขึ้นในจิตโยมเลย เพราะจิตโยมผิดปกติทั้งวัน ได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้ลิ้มรส ได้สัมผัส รู้สึกนึกคิดอะไรก็ไปจับไปเสพมันตลอดทั้งวัน
การมองโลกของพระอริยะกับปุถุชนนั้นจะต่างกัน คือ "พระอริยะจะเห็นทุกอย่างเป็นเพียงแค่ความคิด แต่ปุถุชนจะเห็นทุกอย่างเป็นของจริง" เช่น ถ้าแม่ตาย ปุถุชนจะมองเห็นว่าแม่ตายจริง ๆ แต่พระอริยะจะมองเห็นว่าแม่ตายเป็นแค่ความคิด ไม่ใช่ของจริง
(ผู้อ่านบทความนี้ลองหยิบหมอนหรือหยิบอย่างอื่นมาทำตามเนื้อเรื่องที่เขียนไปด้วยและลองอ่านหลาย ๆ รอบจะเข้าใจมากขึ้น)
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ทุกอำเภออยู่ติดฝั่งทะเลและชายแดน
ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
ธนาคารสัญชาติไทย ที่ทำกำไรได้มากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
อำเภอที่อยู่ไกลจากตัวจังหวัดที่สุด
สาวเข้า MRI โดยไม่บอกความจริง ว่ามีโลหะในร่างกาย เกือบคร่าชีวิต
เมืองโบราณลึกลับในตำนาน ที่อยู่ในเขตพื้นที่ของประเทศกัมพูชา
หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำ นักธรณีวิทยาก็ได้ค้นพบสาขาชีววิทยาใหม่โดยไม่ตั้งใจ
หนังผีสุดโด่งดังของประเทศไทย ที่ถูกนำไปผลิตซ้ำในต่างประเทศ
ยกเลิกข้อความไม่ได้ไม่ใช่เครื่องพัง แต่เพราะ “หมดเวลา” ไขข้อสงสัย LINE ปี 2569 ที่คนใช้ไลน์ทุกคนควรรู้
ดื่มน้ำอย่างไรถึงจะพอดี ช่วงเวลาดื่มน้ำ ที่ร่างกายต้องการ
ทรัมป์ประกาศเก็บภาษี 25% ต่อประเทศที่ค้าขายกับอิหร่าน
ปลาพันธุ์ที่มีขนาดเล็กที่สุด เท่าที่เคยถูกค้นพบบนพื้นผิวของโลก
สีผ้าปูที่นอนตามวันเกิด เรียกทรัพย์ ปี 2569 ผ้าปูที่นอนสีไหนช่วยเสริมดวงสุขภาพ หลับสบาย และ โชคดี สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ - วันพุธกลางวัน
เลขเด็ด "อ่างน้ำมนต์ฤาษีเณร" งวดวันที่ 17 มกราคม 69..อย่ารอช้า รีบมาส่องเลย!
สาวเข้า MRI โดยไม่บอกความจริง ว่ามีโลหะในร่างกาย เกือบคร่าชีวิต
สนามบินที่มีขนาดเล็กที่สุด ที่ยังคงเปิดให้บริการอยู่จริงบนโลก



