รวมคำสนทนาคำสอน จากซีรี่พระพุทธเจ้า
-
- ความแข็งแกร่งของคนเราเป็นไปได้ด้วยการทำสมาธิ เมือ่เรานั่งสมาธิเป็นครั้งแรกเราจะถูกรายล้อมด้วยอดีตและปัจจุบัน และอนาคต ก้อนเมฆนั้นเหมือนกับความคิดมันขยับและเปลี่ยนรูปร่างแต่ท้องฟ้าก็ยังแตะต้องไม่ได้ เมื่อใดที่เจ้าอยากตั้งใจนั่งสมาธิเจ้าควรเป็นเหมือนท้องฟ้า ความคิดจะบังเกิด ความคิดเหล่านั้นจะรายล้อมเจ้าไว้ แต่จิตของเจ้าควรจะตั้งมั่นกับการกำหนดลมหายใจแล้วเจ้าจะเจอแต่ความว่างเปล่า เมื่อนั้นความเจ็บปวด จะหายไปเหมือนกับก้อนเมฆ แล้วจากนั้นจะพบความสงบเหมือนกับท้องฟ้าสีคราม การหลงเข้าไปสู่ขอบเขตของสมาธิไม่แตกต่างระหว่างเจ้ากับก้อนหิน นกแร้งควรคิดว่าเจ้าเป็นก้อนหินและร่อนอยู่ข้างเจ้า -อาฬารดาบส
- อุทกกะดาบสอุตระ: อะไรนำพาเจ้ามา?พระพุทธเจ้า: พลังของชีวิต ความคิดเหมือนกระแสน้ำ มหาสมุทรไม่หวั่นไหวต่อกระแสน้ำพระพุทธเจ้า: อะไรคือชีวิต?อุทกกะดาบสอุตระ: คือความลี้ลับ เป็นสิ่งที่ทอดตัวในจักรวาล และตัวเจ้า เป็นสิ่งที่เวลาไม่อาจเปลี่ยนหรือลบมันไปได้พระพุทธเจ้า: ทำไมถึงมีทุกข์อุทกกะดาบสอุตระ: ความไม่แน่นอนของชีวิต ก้าวพ้นความไม่แน่นอน โดยการสัมผัสความจริงที่ไม่เคลื่อนไหวเป็นอมตะชั่วนิรันดร์-พระพุทธเจ้า+อุทกกะดาบสอุตระ- อะไรความจริงอันสูงสุดอยู่?ในศูนย์กลางของทุกวงกลม เหมือนกับตะปูและสลัก มันทำให้สลักเคลื่อนที่ได้ แต่ว่ามันไม่เคลื่อนไปไหน มันหยุดนิ่ง แต่หากไม่มีวงกลมก็ไม่มีศูนย์กลาง มีวงกลมหมุนเวียนอยู่รอบตัวเจ้า มีจุดศูนย์กลางนับไม่ถ้วนซ่อนตัวจากธรรมชาติ เราจะเรียกว่าจิตก็ได้ เล็กกว่าเมล็ดพันธ์ และกว้างกว่าท้องฟ้า ปกคลุมทุกสรรพสิ่งเหมือนผ้าปูเตียง แต่ฝ่ามือเจ้ากลับกำได้ คำตอบอยู่ในฝ่ามือ ดอกไม้รู้ได้ยังไงว่าเมื่อไหร่มันต้องบาน อละที่สำคัญคือควาทคิดทอดสู่ประตูแห่งความรู้ ใจที่กวัดแกว่งอยู่นั้นจงสงบมัน หาที่ว่างของความคิด ของความหวังที่อยากอิสระ คำถามทั้งมวล สูดหายใจให้ทั่วร่างหยุดและดูว่าเกิดอะไรขึ้น ปล่อยลมหายใจออกทั้งร่างกางฝ่ามือออก เต็มใจรับทุกสรรพสิ่งที่จะเข้ามา กำหนดลมหายใจลึกๆ จมลงไป การร่ายรำของความยั่งยืนคือการร่ายรำของความไม่แน่นอน จงตั้งใจกับจุดที่สิ่งที่เจ้าเห็น และกำลังเกิดขึ้น นั้นไม่ใช่สองแต่รวมเป็นหนึ่งเดียว -อุททกะดาบส- ทุกอย่างคือภาพมายา เราประเมินสิ่งที่เราเห็นด้วยปัญญาของเรา -อุททกะดาบส- ทุกสิ่งทุกอย่าง พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว ล้วนอยู่ในใบไม้นี้ ขาดพระอาทิตย์ใบไม้นี้ก็ไม่ปรากฎ ไร้หมู่เมฆก็ไม่มีฝน และเมื่อไร้ฝนก็จะไม่มีใบไม้ จักรวาลโลก เวลา จิตใจ ทุกอย่างรวมอยู่ในนี้ เหมือนกับใบไม้นี้ไม่มีผอด เราเองก็ไม่ได้เกิดมา เราแค่ปรากฎตัวเท่านั้น ดังนั้นเราจึงไม่ได้ตาย เราแค่หายตัวไป ทั้งจักรวาลเชื่อมต่อกันหมด และไม่มีความแตกต่าง ทุกอย่างเหมือนกันหมด เป็นรูปแบบของธรรมชาติ ใบไม้นี้ก็คือข้า คือเราทุกคน -พระพุทธเจ้า
-ใครจะเชื่อเจ้า?โลกนั้นก็คือพยานของข้า วันนี้โลกจะได้รู้ว่าสิทธัตธะปราบพยามารได้อย่างไร โลกคือสัญลักษณ์ที่เราสามารถสมดุลกับสองความคิดที่แตกต่างกัน จากภายในและจากภายนอก ความสุขและความทุกข์ คือสองด้านของเหรียญ เมื่อความปราถนาจะมีความสุขลดลง ความกลัวว่าจะมีความทุกข์ก็หมดลง ความหมายของชีวิตคือ ทุกสิ่งที่มีชีวิตควรออกเดินทางเพื่อปลุกจิตสำนึก และท่องไปในทางช้างเผือก แต่ทว่าคนทำตัวติดดินเสมอ ข้าได้ค้นพบความสุข ความทุกข์ ทิวา ราตรี ความดีและความเลว กฎของจิตและความเพ้อฝัน แต่ว่ามันมีแก่นกลางของมัน และนั้นคือที่มาของชีวิต และมันอยู่ในจิตสำนึกของมนุษย์ ไม่ได้อยู่ที่ภายนอก- ตอนข้าตื่นธรรมชาติทั้งหมดเปลี่ยนไป วันนี้ทุกสิ่งดูช่างเงียบสงบ เหมือนกับความคิดทั้งหมดที่อยู่ในใจข้าได้จางหายไป ข้าเป็นอิสระเหมือนเจ้า เป็นอิสระจากพันธนาการทั้งปวง ความมืดที่ข้าต้องเผชิญมาหลายปี บัดนี้ได้หายไป ข้าหลับเร็วมากแต่ข้าตื่นแล้ว หากข้าตื่นมนุษย์ก็ย่อมรู้ตื่นได้ ถ้าทุกคนรู้ตื่นบทใหม่ของความสงบและความสุขจะครอบครองโลกใบนี้ -พระพุทธเจ้า- ตอนที่เรากินส้มเราไม่ได้กินมันอย่างมีสติเต็มเปี่ยม สำหรับเราส้มคือความไม่จริงหากส้มคือความไม่จรอง คนที่กินคือความไม่จริงด้วย เรากินมันตอนไร้จิตสำนึก ถ้าเรากินอย่างมีสติก็หมายความว่าด้วยการมีสติที่ครบถ้วนเราได้สร้างสัมพันธ์กับส้มผลนี้แล้ว นั้นเป็นเพราะเราไม่ได้จดจ่อกับการกินส้ม การกินของเราวิ่งอยู่หลังความคิดในจิตใจมา กมาย พะวงเรื่องอนาคต เสียใจเรื่องอดีต ถ้าทุกอย่างเกิดขึ้นในตอนนี้ งั้นส้มผลนี้ก็คุ้มค่า พวกเจ้าก็เช่นกัน พวกเจ้าจะเป็นความจริง ถ้าคนๆนึงตื่นแล้ว เขาจะเห็นทุกอย่างในส้มผลนี้ที่คนที่ยังไม่ตื่นไม่มีทางเห็น คนที่ตื่นแล้วจะเห็นต้นไม้ตอนที่มันเติบโตในฤดูใบไม้ผลิ เขาจะเห็นดอกไม้บานบนต้น เขาจะเห็นแสงแดดช่วยให้ต้นไม้โตเขาจะเห็นสายฝนช่วยหล่อเลี้ยงมัน ธรรมชาติทั้งหมด มารวมอยู่ด้วยกัน มันเป็นเรื่องง่ายทำไมเราไม่เข้าใจมัน ไม่จำเป็นต้องเข้าใจหรอก แต่จงมองจากใจของตัวเอง มีความเหมือนกันระหว่างส้มกับชีวิตเรา ส้มผลนี้มีกี่กลีบมันก็เหมือนกับ1วันมี24ชม. จงอยู่กับทั้ง24ชม.อย่างมีสติ เหมือนกับการคั้นน้ำออกจากส้มทีละกลีบๆ จงอยู่กับทุกขณะของชีวิตอย่างมีสติ จงอย่าอยู่กับอดีต อย่าเพ้อฝัน ถึงอนาคตที่ ยังมาไม่ถึง จงอยู่กับปัจจุบัน หากใช้ชีวิตแบบนี้ได้เจ้าจะพัฒนาความรู้เรื่องของตัวเองและคนอื่นๆ ที่เราถือว่าแตกต่างจากเรา หากเราได้รับความรู้ ความเมตตา ความรัก มันจะเป็นประสบการณ์ของเรา และด้วยความรักความเมตตา เราจะยอมรับซึ่งกันและกัน และเราจะรู้ว่าไม่มีความแตกต่างระหว่าวเรากับอีกหลายคน พลังงานมีแค่หนึ่งเดียว แหล่งเดียว -พระพุทธเจ้า
- หากเรียบง่ายขนาดนั้นทำไมมุนีของเราต้องนั่งสมาธิทั้งชีวิตด้วยล่ะ? -พรามณ์อื่น คนแรกที่พบพระพุทธเจ้าหลังตรัสรู้
- ผู้รู้หลายคนมาหยุดที่ชุมทางสุดท้าย หลายคนก็ไปทางผิด ถ้าหากท่านอยากก้าวกระโดดจากจุดนั้น ท่านต้องละทิ้งความเป็นอัตตา เหมือนกับการผลอยหลับไปและพอลืมตาขึ้นมาเราก็จะเห็นว่าเรานั่นตื่นแล้ว แต่เราจะเข้าใจเรื่องเรียบง่ายโดยไร้มายา ไร้ความอวดดี ไร้แท่นบูชา ไร้การทรมานตน ไร้การบูชายัญ หรือไร้พระเจ้าได้ไหม -พระพุทธเจ้าพูดกับโกนทัญญะ- ความไม่รู้ทำให้ยิ่งทุกข์ ยิ่งเข้าใจผิด ยิ่งกังวล ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความสับสน ความอิจฉา ความกลัว เป็นส่วนหนึ่งของความไม่รู้ มายาล่อหลอกในทิศตรงข้าม มันมีสองหน้า จงอยู่ตรงกลาง เหมือนกับเช่นดาวเหนือ อย่าให้รางกายอดอยาก หรืออย่าสนองกิเลสของมัน จงแน่วแน่อยู่ตรงกลาง เมื่อเราตระหนักของความชั่วร้ายจากมายา ความกังวลทั้งหมดก็จะหายไป เราจะสัมผัสความรักและการยอมรับ ความรู้สึกทั้งสองอย่างนั้นเหมือนกัน เมื่อมีความรู้สึกนี้เราจะไม่รู้สึกเกลียดใครอีกเลยแม้แต่คนที่โหดร้ายกับเรา เราก็จะไม่รู้สึกเกลียดเขา แต่ในทางตรงกันข้ามเราจะพยายามวิเคราะห์คนๆนั้นในแง่ของทางโลก ที่ยังมีสิ่งให้ยึดติด เมื่อประตูแห่งความรู้เปิดขึ้นความกรุณาเท่านั้นที่จะอยู่กับเรา ความคิดสร้างภาพลวงตาในสมาธิ ปัญญาแยกความจริงระหว่างเป้าหมายและสิ่งอื่นๆ มันอยู่ในตัวข้าและตัวท่าน มันทำให้เกิดความเข้าใจผิดในชีวิต มนุษย์มีเรื่องราวต่างๆเพราะอารมณ์ ความโลภ การยึดติด และความปรารถนาจับเราไว้ วงจรของการเกิดการแก่ การเจ็บและการตาย ทำให้ความคิดฝังอยู่ใน ใจของเรา ฝังแน่นไม่ไปไหน จงสลัดภาพลวงตาทิ้งไปซะ เมื่อเราออกจากภาพลวงตาได้ ชีวิตของเราจะเป็นอิสระ และไม่ถูกคุมขังด้วยการมีศีล สมาธิ และปัญญาอริยสัจ4 คือความจริง1.เมื่อมีการเกิด ความทุกข์จะเป็นเงาติดตามตัวของมนุษย์2.เหตุผลของความทุกข์ คือ การยึดติดกับบ บางสิ่งไม่ปล่อยวาง บางสิ่งซึ่งจะเลือนหายไปและหนทางคืออะไร3.ที่สำคัญเราต้องเข้าถึงการไถ่บาป ตั้งตนอยู่ยนทางสายกลาง สิ่งใดที่มันเข้ามาหาเรา ไม่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือร้าย จงวางตนอยู่ระหว่างเรื่องทั้งสอง4.ความทุกข์ทั้งหมดจะแตกหักบนหนทางนี้ และท่านจะเห็นความจริงอันสูงสุด คือ มรรคมีองค์ 8 ผ่านหนทางนี้ คือ ปัญญาเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ ประพฤติชอบ ประกอบสำมาอาชีพชอบ มานะชอบ มีสติชอบ มีสมาธิชอบ -พระพุทธเจ้าสอนพระสงฆ์ 7องค์- เหมือนแมงมุมที่ปล่อยใยบางๆ เพื่อทักทอเป็นใยแมงมุมที่สวยงาม เหมือนกับธรรมชาติ ที่สร้างโลกอันงดงามนี้ด้วยการราดรดสติปัญญา -พระพุทธเจ้า
- เมื่อความปรารถนาได้ตื่นขึ้น เราจะรู้สึกพอใจเมื่อตอบสนองมันได้ และเมื่อสนองความต้องการแล้ว หัวใจเราก็จะรู้สึกโดดเดี่ยวอีกครั้ง เพราะเมื่อเจ้าปรารถนาบางสิ่ง มันคือความฝัน เมื่อสมปรารถนามันจะเข้าใจว่ามันคือความฝัน เจ้าเก็บมันไว้ไม่ได้ และมันจะหลุดลอยไป สิ่งที่ยั่งยืนของชีวิต จงไม่พอใจกับความต้องการความสุขจากโลกภายนอก ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเจ้าวิ่งหนีไป ถ้าเจ้ากลัวชีวิตและปฏิเสทตัวตนของมัน เจ้าจะไม่ได้อะไรเลย เจ้าต้องเรียกสติกลับคืนมา
- ข้าอยู่กับเจ้ามาตลอด แต่เจ้าไม่เห็นเอง ดวงตาเจ้าน่ะมืดบอดและต้องการเห็นแต่ความทุกข์ แต่มนุษย์เรานั้นสามารถเห็นโลกได้ตามที่ใจตนต้องการ -พระพุทธเจ้าสอนยส(ยด-สะ)
- เราเป็นเหตุผลของบาปของตน และเจ้าเท่านั้นคือประตูสู่การไถ่บาปของตน -พระพุทธเจ้าสอนบิดามารดายส- เจ้ากำลังแบกภาระจากอดีต และพยายามจะเปลี่ยนอนาคตที่ไม่อาจคาดเดาได้ เจ้ากำลังสูญเสียปัจจุบันไป หากเราอยู่กับปัจจุบัน เราจะค้นพบตัวเอง เจ้าจะเข้าใจว่าสิ่งที่ทำให้เจ้าเจ็บปวดนั้น คืออะไร เมื่อค้นพบตัวเองได้แล้วจะเป็นยังไง ข้าเป่าขลุ่ยมานานหลายปีจนข้าช่ำชองมากกว่าแต่ก่อน ข้าได้ค้นพบความเป็นตัวเอง ถ้าเจ้าอยากเป่าขลุ่ยให้ไพเราะ จงอย่าได้เพ่งสมาธิไปที่ขลุ่ย แต่จงเพ่งสมาธิ มาที่ตัวเอง และเจ้าจะเป่าขลุ่ยได้น่าฟังยิ่งนัก -พระพุทธเจ้าสอนนักดนตรี3คน- ท่านเชื่อว่าความทุกข์นั้นคือความจริงไหมท่านเชื่อว่ามีเหตุผลเบื้องหลังของความทุกข์ไหมถ้ามีเหตุแห่งทุกข์ ความทุกข์จะยังคงอยู่แต่ถ้าเหตุแห่งทุกข์หมดไปละก็ความทุกข์ก็จะหมดไปด้วยเหมือนกับความมืดที่หายไปพร้อมแสงแดด ทั้งศาสนา ทั้งขนบธรรมเนียม และทั้งการบูชา มันไร้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ มันก็เหมือนกับถ้าเขาควบคุมภาพมายาและความเขลาด้วยการใช้สติปัญญา เขาจะไม่พบความจริงสูงสุดและจะไม่พบการไถ่บาปอย่างนั้นหรือ -พระพุทธเจ้า- มีอะไรต่างกันระหว่างข้ากับท่าน อะไรคือความต่างระหว่างโลกกับสวรรค์?โลกคือรากฐานของท่าน สวรรค์คือชื่อเสียงที่เลื่องลือของท่าน สติปัญญาของท่านคือสิ่งที่แบ่งท่านเป็นสองส่วน ท่านยึดมั่นในศาสนา หรือจรรยา จรรยานั้นล่อใจท่านเรื่องสวรรค์ มันทำให้ท่านกลัว มันแบ่งแยกท่าน แต่ศาสนาไม่ทำแบบนั้น -พระพุทธเจ้าสอนพระเจ้าพิมพิสาร- ศาสนาคืออะไร ความจริงสูงสุดคืออะไร?เป็นแค่ประสบการณ์รู้จักตัวเอง ค้นพบตัวเอง ไม่คิดไม่ปรารถนา ไม่คิดไม่รู้สึก เดินทางสายกลางไม่เอาด้านไหน อยู่เหนือความขัดแย้ง เมื่อท่านสัมผัสสิ่งเหล่านี้ ท่านจะไม่คิดแบ่งแยกอะไรอีกเลย เหมือนฤดูใบไม้ร่วงที่ใบไม้ร่วงหล่นจากต้นไม้ คนเรานั้นเปี่ยมด้วยพลังงานที่อยู่ในพระอาทิ ตย์ พระจันทร์ ดวงดาว และทางช้างเผือก ทุกคนล้วนแล้วแต่มีความจริงอันสูงสุด -พระพุทธเจ้า
- ถ้าข้าเดินบนหนทางแห่งกรรมดีได้ ทุกคนก็ควรจะเดินบนหนทางนั้นได้ด้วยเช่นกัน ในตอนท้ายคือช่วงที่ยากที่สุด ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความต้องการ ทุกอย่างปรากฎต่อหน้าข้าหลายรูปแบบ แต่ข้าไม่สั่นไหว ข้ายังคงนิ่ง ข้าตัดสินใจแล้วว่าจะยอมตายหรือเข้าถึงความจริงอันสูงสุด ในท้ายที่สุดข้าก็ได้รับความจริงสูงสุด ธรรมชาติทั้งหมดถูกมัดด้วยด้ายที่มองไม่เห็นของกาลเวลาและมีมันผลกระทบ ถ้าท่านนั้นมีกรรมดีละก็ เวลาจะช่วยหนุนส่งท่านในชีวิตทุกๆชาติไป ไม่ว่าจะชาติไหน มันจะส่งให้ท่านถึงขั้นพุธธะ ในทางกลับกันหากท่านทำแต่กรรมชั่วมันก็จะผูกมัดท่านไปอีกหลายชาติหลายภพ มันจะลากท่านไปเรื่อยๆ หากท่านสงบนิ่งเหมือนที่เป็นอยู่ในตอนนี้ หากสงบนิ่งท่านจะพบจุดศูนย์กลางของตัวท่านเอง ไม่รู้สึกว่าทุกข์ หรือสุข มันจะทำลายบ่วงกรรมทั้งหมดที่ท่านมีมา และเชื่อมท่านสู่ความจริงอันสูงสุด -พระพุทธเจ้าสอนพระเจ้าพิมพิสาร - เราจะไปที่อื่นก็ได้แต่สิ่งที่ทำให้เจ้ากระส่ำกระส่ายที่นี้ มันจะทำให้เจ้ากระส่ำกระส่ายที่อื่นด้วย พวกเขาหัวเราะ ล้อเลียนเรา เจ้าก็เลยโกรธงั้นสิ เจ้าคงจะดีใจหากเขาต้อนรับเจ้าด้วยดอกไม้ ถ้ามันเป็นเช่นนั้น นั่นแปลว่าเจ้ามอบความสงบในใจของเจ้าให้กับผู้อื่นด้วยแล้ว สิ่งภายนอกทำให้เจ้าสั่นคลอนได้ และก็ทำให้เจ้าพอใจได้ด้วย หากความทุกข์และความโกรธอยู่ในใจเรา เพราะสิ่งเร้าภายนอก นั้นเป็นเพราะเราไม่ได้รับสารท่านด้วยใจ หากเจ้ามีความรู้สึกว่าอยากล้างแค้น จงคิดว่าเจ้ากำลังออกห่างจากความจริงอันสูงสุด จงจำไว้อย่างหนึ่งว่า ไม่มีใครยอมรับสิ่งใหม่อย่างง่ายดายหรอก เจ้าพยายามทำลายความเชื่อที่มีมานาน พวกเขาจึงไม่รักเจ้า ในตอนแรกพวกเขาจะ ล้อเลียนเจ้า พวดเขาจะใช้ความรุนแรง และพวกเขาจะเลี่ยงเจ้า และพวกเขาจะยอมรับเจ้า เจ้าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะงั้นจงอย่าเสียความอดกลั้น และอดทน -พระพุทธเจ้าสอนสาวกเมื่อไม่ได้รับทาน- การก้มหัวเพราะถูกบังคับนั้น ไม่ดีเลย เจ้าจะไม่เชื่ออะไรทั้งนั้นเมื่อได้ทดสอบ ถ้ามีแสงแดดเจ้าจะวัดความร้อนได้ยังไง ของทุกสิ่งทุกอย่างตามธรรมชาตินั้นจะรับเอาความร้อนเท่าที่มันต้องการ ต้นตาลมันมีพลังมหาศาลมันมีแต่สูงขึ้นเรื่อยๆ นั้นแปลว่ากฎของธรรมชาติ คือ การเติบโต -พระพุทธเจ้าพูดคุยกับอาชาติศัตรู- พระจันทร์เผยความจริงนี้ทุกค่ำคืนบนท้องฟ้า มันผุดขึ้นและสว่างไสว ในจันทร์เต็มดวง มันจะกลมมน สวยงามในคืนข้างแรมมันก็จะหายไป แต่มันไม่ไก้หายไปไหนเลย มันแค่ซ่อนตัวเท่านั้น ลูกเจ้ายังมีชีวิตอยู่ในหัวใจของเจ้า เพราะเจ้าสงบแล้วเจ้าถึงได้เข้าใจ นี้คือความจริงอันสูงสุด ทุกครั้งที่มีการเกิด ย่อมมีความทุกข์อยู่กับมนุษย์เป็นเงาตามตัว เหตุผลของความทุกข์คือการยึดติดกับวัตถุต่างๆ ทั้งที่เจ้ารู้ดีว่ามันไม่จีรัง เราจะเป็นอิสระจากมันได้ยังไง เราต้องปลุกสติขึ้นมาเราถึงจะได้รับอิสระภาพ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเจ้าไม่ว่าจะเป็นความทุกข์หรือความสุข จงตั้งมั่นอยู่บนทางสายกลาง บนเส้นทางนี้ความทุกข์จะมลายหายไปและเจ้าจะพบความจริงอันสูงสุดและเมื่อสติของเจ้าได้ตื่นแล้ว เจ้าก็จะรู้ว่า การเกิดและการตาย การอยู่ร่วมกัน และพรัดพรากเป็นสิ่งเดียวกัน -พระพุทธเจ้าสอนหญิงที่เสียลูกไปในวัยทารก
- ความจริงอันนิรันดร์มีอยู่ในทุกชีวิตเพราะอย่างนั้นเราถึงได้พนมมือและกราบไหว้ มันไม่ใช่ขนบนิยมโดยทั่วไป มันแสดงความจริงอันนิรันดร์ในตัวข้า มันตระหนักถึงความจริงอันนิรันดร์ในตัวเจ้า ไม่ว่าเจ้าจะรู้หรือไม่ก็ตาม -คำสอนของพระพุทธเจ้า มีสาวกเป็นผู้เผยแผ่- ท่านได้อะไรจากการทำสมาธิ?ไม่ได้อะไรเลย ข้าเสียความโกรธ ความทุกข์ ความกังวล ความไม่มั่นคง คาวกลัวความชรา และ ข้าได้ชัยชนะเหนือความตาย ตอนนี้ข้าปฏิบัติตนอย่างดีที่สุด หากตอนนี้มีไฟไหม้ป่า มันจะเผาผลาญพืชพันธ์ ต้นไม้ที่ขวางทางอยู่เพื่อลุกลามต่อไป ยิ่งเผาผลาญเชื่อเพลิงเท่าไหร่เปลวไฟยิ่งร้อนแรงเท่านั้น เฉกเช่นการประพฤติที่ไม่ดี มันจะร้อนแรง มันจะยิ่งเติมเชื้อฟืน ความโกรธ ความกังวล ความโลภ ความกลัว มันจะยิ่งร้อนแรงมากขึ้น หากเรายิ่งโหมกระพือใส่มัน ไฟแห่งความเกลียดชังจะอยู่ ไฟแห่งความละโมภจะอยู่ หากเรายังคงยึดติดกับเรื่องทางโลก หากคนเราต่างจดจ่อแต่กับการได้มาซึ่งวัตถุ ยิ่งได้มามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น เขาจะไม่มีวันพอ เขาจะอยู่ด้วยความหวาดกลัว หากเราตัดความมั่งมีออกซะล่ะ หากเราตัดสิ่งกีดขวางออกไปได้ล่ะ เราก็จะไม่ต้องกลัวอนาคต หรือจมปลักอยู่กับอดีต เราจะเป็นคนที่มั่นคง เราจะอยู่ในแต่ละช่วงของชีวิต เราจะตั้งตนอยู่ที่จุดศูนย์กลาง ไม่เอนไปซ้ายขวา เราจะมีความสุข เราจะไม่อยากได้อยากมี แต่เราจะได้รับความสุขจากโลกใบนี้ -พระพุทธเจ้าตอบคำถาม-โดยส่วนตัวข้าไม่เชื่อในหลักการใดทั้งสิ้นท่านเชื่อว่าท่านน่ะ เป็นผู้ไม่เชื่ออย่างนั้นหรือ มันคือกลของจิตใจท่าน เมื่อไรก็ตามที่คนเรายึดมั่นกับหลักการในชีวิตของเขา และเมื่อนั้นแล้วเขาก็จะสูญเสียอิสระภาพ เขาจะกลายเป็นคนที่ยึดติด เขาจะคิดว่าหลักการของเขานั้นถูกต้องทุกอย่าง และความเชื่อของตัวเองนั้นถูก ส่วนที่เหลือไม่ใช่เรื่องจริง และเมื่อเราเสียอิสระทางความคิด เราจะยึดติดกับความคิดเดียว มนุษย์เราก็จะยิ่งทุรนทุราย เป็นจุดเริ่มต้นของความดิ้นรนและความขัดแย้ง ความเชื่อในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถึงจะเชื่อว่าไม่เชื่อ ก็ทำให้คนยึดติด ความคิดมีพลังมหาศาล และมันจับเราไว้อย่างแน่หนา การยึดติดกับความคิดคืออุปสรรคอันยิ่งใหญ่สุดของการเติบโตจิตวิณญาณ หากเราติดอยู่ในนั้น ประตูแห่งความรู้อันนิรันดร์ก็จะไม่เปิดออก และคนที่ทำตามคำสอนของท่านพวกเขาจะไท่ติดกับงั้นหรือ ข้าพูดถึงประสบการณ์ของตัวเอง หนทางของข้าไม่ใช่หลักการ และก็ไม่ใช่ปรัชญา มันคือประสบการณ์แห้งความจริงนิรันดร์แต่ถ้ามีคนถือว่าหนทางของท่านคือหลักการล่ะ?หนทางของข้าคือการเรียนรู้ มันไม่สามารถยึดติด หรือ ยึดเหนี่ยวได้เลย ความรู้ของข้าก็เปรียบเสมือนเรือลำหนึ่ง มีไว้ใช้ข้ามแม่น้ำเพียงครั้งเดียว แต่หลังจากข้ามแล้วเราก็ไม่ต้องแบกเรือเอาไว้บนหัวอีกต่อไปใช่หรือไม่- เมื่อฟังแล้วข้ายังมีอารมณ์ที่รั้งข้าไว้ อารมณ์มี 3 รูปแบบ สุข ทุกข์ และ วางเฉย ทั้งสามอย่างรวมกันอยู่ในกายของเรา และในจิตของเรา อารมณ์ก็เป็นเหมือนดั่งคลื่น ไม่นานก็จางหายไป เราต้องเห็นความลึกของอารมณ์เหล่านี้เสียก่อน ต้องเข้าใจมัน รู้จักมัน ต้องรู้ว่ามันเกิดจากที่ไหน ไม่ว่าท่านจะสุขหรือว่าท่านจะเศร้า จงดูจากที่มาของมัน เมื่อค้นพบที่มาของมันแล้ว แท้จริงแล้วมันว่างเปล่าเหมือนกับท้องฟ้า มันว่างเปล่าแต่ได้ห่อหุ้มทุกอย่างเอาไว้ข้างใน เหมือนกับผ้าชิ้นหนึ่ง ท่านต้องฝึกฝน เมื่อท่านฝึกฝนแล้ว ท่านจะค่อยๆพบว่า คลื่นนั้นมันจะหยุดซัดสูงขึ้น ความสงบอันนิรันดร์ในตัวเรา ก็คือความจีรัง ท่านจะลงลึกลงไปและพบว่า ท่านเดินทางผิด สิ่งที่เน่าเปื่อยท่านจะคิดว่ามันทำลายไม่ได้ ความเขลาคือรากเหง้าของความชั่วร้าย ตอนนี้ข้าแค่พูดถึงการทำสมาธิ สามธิทำให้ความเขลาหมดไป ความเขลาไม่ได้หมดไปโดยความเลื่อมใส โดยการอดอาหาร โดยของถวาย หรืออย่างอื่น ท่านหลับมานานแล้ว จงตื่น จงระลึกถึงตัวเอง -พระพุทธเจ้าตอบคำถามเจ้าของสำนักอันเป็นอาจารย์ของสารีบุตรโมคคัลลานะ
- ต่อไปเขาจะไม่บูชาความถูกต้อง แต่จะบูชาบุคคล ความถูกต้องถูกทำลายลงแล้ว ผู้คนจะบูชาแต่ปฏิหารย์ ดังนั้น หากมีพระรูปใดก็ตามแสดงปฏิหารย์ใดๆอีก ถือว่าไม่ใช่สาวกของเรา พวกเขาจะว่าร้ายข้า แต่ข้าไม่รู้สึกโกรธ ทำไมเจ้าต้องโกรธด้วย เราต้องนำพวกเขาสู่ความจริงอันนิรันดร์ แต่ถ้าเหล่าภิกษุเอาแต่แสดงปฏิหารย์กันเช่นนี้ พวกเขาก็จะออกนอกเส้นทาง -พระพุทธเจ้าสอนพระสงฆ์ผู้ที่แสดงอิทธิฤทธิ์ไปแล้ว- ถ้าเจ้าให้ของขวัญแก่เพื่อนบ้าน แต่เพื่อนบ้านไม่รับ แล้วใครจะได้ของขวัญชิ้นนั้นเหล่า มันก็เหมือนสิ่งที่เจ้าบอกข้า ข้ามิได้รับของขวัญนั้น เพราะงั้นมันจึงกลับไปหาเจ้า การด่าทอเป็นสิ่งไม่ดี มันไม่มีการโต้ตอบ มีแต่เสียงสะท้อน มันจะดังก้องอยู่ในใจของเจ้าเท่านั้น เปรียบเสมือนเงาที่ไม่ทิ้งไปจากตัวคน สิ่งไม่ดีก็ไม่ทิ้งไปจากตัวคนเช่นกัน มันจะย้อนกลับมาทำให้เจ้านั้นเป็นทุกข์ ข้าแค่บอกให้ตื่น และลองมองดูตัวเอง ความคิดไม่ดี การกระทำไม่ดี มันจะค่อยๆเสื่อมลงไป -พระพุทธเจ้าสอนชาวบ้านที่ด่าทอพระพุทธเจ้า- ชีวิตที่สุขสบาย ความงาม และชื่อเสียงที่สะสมมา มันมีความหมายหรือไม่ จะเกิดอะไรขึ้นหากวันนึงมันหายไป ความงามย่อมถดถอย ไม่มีอะไรยั่งยืนในชีวิต มันมีแต่จะเพิ่มความโศกเศร้าในใจของเรามากยิ่งขึ้น วัตถุอาจจไม่มีคุณค่า แต่การยึดติดความงามนั้น มันจะเป็นสิ่งที่เกาะกุมเราไว้ มันจะเพิ่มอัตตาของเจ้า หล่อเลีี้ยงอัตตา แต่มันไม่ยั่งยืน เมื่อมำสมาธิเจ้าจะพบว่าเจ้ายึดติดกับสิ่งที่เสื่อมสลายได้แล้วความทุกข์ของเจ้าจะค่อยๆหายไปทีละน้อย และเจ้าจะสัมผัสความสุขที่ไม่อาจพรากด้วยความตาย หรือไม่อาจพรากด้วยอายุ -พระพุทธเจ้าสอนอัมมราปาลี- ความงาม ความน่าเกลียด ใจของเราสร้างสองสิ่งนี้ขึ้นมาเอง สิ่งนี้เกิดจากธาตุ4 และขันธ์ ทั้ง5 เหมือนกับที่จักรวาลนี้ถูกสร้างขึ้น ถ้าเรามองด้วยสายตาของศิลปินแล้ว ทุกสิ่งอาจดูสวย หรือทุกสิ่งอาจดูน่าเกลียดก็ได้ ด้อนเมฆ สายลม หรือ แสงแดด ไม้งาม ในฤดูใบไม้ร่วง และป่าไผ่ที่น่าหลงใหล ทุกอย่างล้วนสวยงาม แต่ว่าไม่มีความงามใดที่ชนะใจคนได้ เหมือนความงามของสตรี หากชายใดหลงใหลในความงามนั้น เขาย่อมจะต้องออกนอกลู่นอกทาง หากเจ้าลงลึกในจิตสำนึกของตัวเองแล้ว สิ่งที่เจ้าได้เก็นจากภายนอกว่าสวยงามแล้ว มันจะไท่สามารถดึงดูดเจ้าได้อีก มันจะไม่สามารถ ทำอะไรเจ้าได้อีก -พระพุทธเจ้าสอนเสนาบดีกรุงกบิลพัตร
- ความงามคืออะไร?ความงามคือนิรันดร์ มันจะไม่เป็นเหตุของความทุกข์ หัวใจที่เปี่ยมด้วยเมตตาไม่เคยจะผูกมัดกับสิ่งใด หัวใจที่มีความสงบและมีความสุขคือความจริงอันนิรันดร์ แค่ฝึกฝน ประตูบานนี้เปิดสำหรับทุกคน ขอแค่เจ้าย่างเท้าออกมา -พระพุทธเจ้าตอบคำถามพระโมคคัลลานะ- จิตสำนึกมีในตัวเราทุกคน ประตูแห่งความรู้อยู่ในตัวเราทุกคน -พระพุทธเจ้า- เมื่อใดก็ตามที่เจ้าเกิดความรู้สึกว่าตัวเจ้านั้นได้ทำบาปลงไป เมื่อนั้นเจ้าก็ได้ย่างเข้าสู่หนทางแห่งการไถ่บาปแล้ว -พระพุทธเจ้าสอนทหาร
- บนเส้นทางแห่งความจริงอันสูงสุด ไม่มีการแบ่งแยก การแบ่งแยกเป็นเรื่องของทางโลก ไม่เกี่ยวกันเลย -พระพุทธเจ้า- การขอทานสำหรับสงฆ์ มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ การขอทานคือการฝึกจิตวิญญาณ มันสอนให้เราถ่อมตนและใจเย็น พระสงฆ์ ย่อมไม่แบ่งแยกความรวยหรือจน ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะจนหรือว่ารวย เพราะว่าทุกคนล้วนมีความสามรถในการเข้าถึงความจริงสูงสุด เมื่อได้รับความรู้และหนทางการไถ่บาป เราไม่ได้ลดค่าตัวเองด้วยการขอทาน แต่ว่าคนที่ให้ทาน ความสามารถของเขา และจิตวิญญาณของเขาจะสูงขึ้น นี้เป็นแค่การฝึกขั้นกลางเท่านั้น ไม่เพียงแต่ข้าที่จะเชื่อเช่นนั้นได้ แต่ทุกคนก็ทำได้เช่นกัน-ท่านกับพวกขอทานแตกต่างกันอย่างไร? มีความแตกต่างมหาศาล คนที่เป็นขอทานพยายามหลีกหนีจากหน้าที่ของตัว การขอทานของสงฆ์ได้ทำลายอัตตาที่ยึดมั่นถือมั่นไว้ และอีกเช่นกัน สำหรับผู้ให้ การให้ทานมันคือทางที่จะหยุดการกระทำบาป -พระพุทธเจ้าพูดถึงการขอทาน
- ผู้หญิงนั้นสามารถไถ่บาปได้แม้ยังมีพันธะ แต่เจ้าต้องรู้ความลับในใจของชายและหญิงด้วย เจ้ารู้ไหม ฝนจะไม่ตกจนกว่าน้ำจะระเหยเพราะแสงอาทิตย์ ข้าต้องละตัวเองจากทางโลก ข้าต้องเผชิญความทุกข์ยาก ข้าจะต้องดับเสียงที่อยู่ในกายของข้า และข้าต้องสู่กับสิ่งเล่านี้ ด้วยสัมมาสติเพียงลำพัง การเอาชนะมันคือปัญหาสำคัญในชีวิตข้า และหลังจากเป็นอิสระจากสิ่งเหล่านี้ ข้าถึงขจัดความโลภหลงได้ ความรู้อันสูงสุดไม่ใช่แค่ของข้าคนเดียวแล้ว มันเป็นของทุกคน -พระพุทธเจ้าพูดกับพระนางยโสธารา- โปรดอย่าทำแทนคนอื่น แต่จงเลือกทางของตนเอง จนกว่าสัมมาสติของเจ้าจะยอมรับในสิ่งนั้น -พระพุทธเจ้าพูดกับนางยโสธารา- เส้นทางนี้นั้นผิดพลาดได้แค่ 2 ข้อ1 คือ ไม่เดินไปจนสุดทาง2 คือ ไม่เริ่มเดินตั้งแต่ต้นเส้นทางของข้านั้นไม่ใช่เรื่องของหลักการ เส้นทางของข้า คือความตระหนักรู้ ท่านต้องสัมผัสด้วยตัวท่านเอง ข้าตื่นแล้ว ข้าใช้ชีวิตของข้าอย่างมีสติ ข้าได้เห็นความอัศจรรย์ของชีวิต ข้าได้ละทิ้งถึงกิเลศ คือไม่เหลือความกลัวหรือกังวลในสิ่งใดอีก -พระพุทธเจ้าพูดกับบิดาหลังจากบวชหลานของท่าน(ราหุล)-วิถีของท่านจะทำให้เราได้ล่วงรู้วิถีของการเมืองการปกครองได้ยังไง? ด้วยการไม่ปกครองเมือง ขั้นแรกคือ ท่านต้องเอาชนะอารมณ์ต่างๆ อารมณ์ของการเป็นผู้ปกครอง จากนั้นให้ปลุกมิตรภาพขึ้นมา ปลุกความเป็นพ่อลูก ความเป็นพี่น้องขึ้นในใจ เพราะกรรมของท่าน ท่านถึงได้เป็นกษัตริย์ ที่ท่านได้เป็นกษัตริย์นั้น ก็เพื่อเช็ดน้ำตาของประชาทั้งเมือง ในการขจัดความทุกข์เหล่านั้น ท่านต้องทำทุกอย่างเหมือนเดิมที่บ้านทุกวันในฐานะของพ่อแล้วทำไมต้องพัฒนาความรู้สึกใดๆตอนเป็นเจ้าเมืองด้วยเล่า?เพราะท่านคิดว่าตัวท่านเองแปลกแยกจากชาวประชา เพราะงั้นท่านถึงได้ถามว่าการเป็นเจ้าเมืองต้องทำยังไง ท่านจะไม่ถามแบบนี้ตอนที่ท่าน เป็นพ่อ ว่าท่านจะเป็นพ่อยังไง เพราะว่าความรู้สึกของท่านคือเครือญาติ เพราะงั้นจงขยายความรู้สึกนี้ออกไป ทุกคนคือคนของท่าน ความทุกข์ของทุกคนคือของท่าน ท่านได้รับความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ นั้นคือ ทำให้ทุกคนมีความสุขโดยถ้วนหน้ากัน จงอย่าปล่อยให้เสียเปล่า ประชาชนทุกคนเหมือนพี่น้องของท่าน ทุกคนทรมานจากความเจ็บป่วยทางกาย และความทุกข์ แต่ว่าท่านนั้นให้ความยุติธรรมกับทุกคนได้ และก็ทำให้เขามีความสุขได้เช่นกัน -พระพุทธเจ้าตอบคำถามมหาดเล็กในท้องพระโรงกรุงกบิลพัตร- เจ้ามาขอทานทำไมเมื่อยังมีกำลัง?ข้าเองก็เป็นชาวนาเหมือนกับเจ้านี่แหละ ข้าหว่านและไถ และกินผลจากการหว่านนั้น ชีวิตของข้าก็คือนา ข้าหล่อเลี้ยงมันด้วยสมาธิและบำเพ็ญตบะ และข้าได้รับความจริงอันสูงสุด นี่แหละคือที่นาของข้า และผลผลิตที่ข้าได้จากนานี่ ข้าแจกจ่ายแก่มนุษย์ทุกคน คนที่รับไปนั้นจะเป็นอิสระจากความทุกข์ เขาจะได้รับความจริงแท้ เขาจะบรรลุนิพพาน -พระพุทธเจ้าตอบคำถามชาวนา- กิเลส ความริษยา ความโกรธ ความหลง และความโลภทั้งหลายนั้น ข้าพาคนออกมาจากพวกมันได้ สิ่งเหล่านั้นคือเปลวไฟที่เผาชีวิตเจ้า มีหลายต่อหลายคนที่ตายในเปลวไฟนี้ วิธีที่ข้าเรียกโคบันออกมา ข้าใช้เรียกทุกคน ประตูในใจของพวกเข้าทุกปิดเพราะไฟล้อมรอบ แต่ทว่าหน้าต่างเล็กๆแห่งสัมมาสติยังคงอยู่ เหมือนกับโคบัน ใครก็ตามที่ฟังข้า ใครก็ตาม ที่เขาเดินมาหาข้า ข้าจะพาเขาออกมาอย่างปลอดภัย ข้าจะให้เขาเห็นสู่ทางละบาป -พระพุทธเจ้าตรัสหลังจากช่วยลูกชาวนา(โคบัน)ที่กำลังเล่นอยู่ในบ้านอันถูกโหมด้วยเปลวเพลิง- คนที่แย่งชิงความเป็นมนุษย์ด้วยกัน คนนั้นต่างหากที่จอมปลอม แต่แม้แต่เขาคนนี้ก็มีชีวิตเหมือนกับเรา การกดขี่เขา พูดจาเหยียดหยามเขา คือการกระทำของคนจอมปลอม เขาเองก็เกิดมาจากดิยเหมือนกับมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้ การแบ่งแยกคนสองคนเท่ากับกล่าวร้ายพระผู้สร้าง ถึงแม้เราจะโยนสิ่งสกปรกขึ้นฟ้า แต่ฟ้าก็ไม่ต่ำลงมา แต่สิ่งสกปรกนั้นจะย้อนกลับมาหาเราเอง ฟ้านั้นมิได้แบ่งแยก มันคุ้มหัวเราเหมือนเป็นบิดาของเราคนหนึ่ง แผ่นดินผลิตธัญญาหาร มันไม่แบ่งแยกเราเช่นกัน สายลมพัดความเย็นให้เราเท่ากัน ส่วนน้ำแก้กระหายให้กับเราทุกคน ก็แล้วในเมื่อธรรมชาติไม่แบ่งแยกใคร แล้วมนุษย์เราจะแบ่งแยกทำไม -พระพุทธเจ้าสอนพราหมณ์และผู้นับถือพราหมณ์- ถ้าเราหมกหมุ่นเกี่ยวกับการใช้ชีวิต เราจะไม่เคยพึงพอใจ แต่หากใช้ชีวิตเรียบง่ายเจ้าจะได้ความพึงพอใจ -พระสุทโทธนะ- คนที่ไม่รู้เวลา สถานที่ สถานการณ์ คงไม่เหมาะที่จะหยิบยื่นอนาคตของคนนับล้านให้อยู่ในมือเขา -พระพุทธเจ้า
- ชีวิตไม่มีวันสิ้นสุด มันยังจะดำเนินต่อไป ท่านจะยังคงอยู่ในตัวข้าต่อไป พลังชีวิตของท่านจะยังคงอยู่ในตัวเครือญาติทุกๆคน -พระพุทธเจ้า
- ชีวิตและความตาย เกิดขึ้นกับชีวิตของทุกคน ถ้าเรามีสติและไตร่ตรองถึงเรื่องนี้ทุกวัน เราสามารถเป็นอิสระจากกิเลสได้ เราสามารถอยู่อย่างสงบ และมีความพึงพอใจได้เสมอ นี้คือความหมายของทุกศาสนา นี้คือความจริงของทุกชีวิต มันไม่เคยเกิดหรือแตกดับ ไม่มีการสร้างหรือการทำลายไม่มีอะไรสั้นลง ไม่มีอะไรยาวขึ้น จะมีก็แต่ความสงบทุกหนแห่ง -พระพุทธเจ้า- ไม่มีไฟใดอันตรายเท่าความโกรธ ไม่มีสัตว์ใดอันตรายเท่าความเกลียดชัง ไม่มีตาข่ายใดใหญ่กว่าการผิดศีลธรรม ไม่มีอุปสรรคใดใหญ่กว่าความโลภ -คำสอนพระพุทธเจ้าจากมหานามะ
- ลิ้นคนเราก็เหมือนคมดาบมันฆ่าคนได้โดยไม่ทิ้งบาดแผลเอาไว้ พวกท่านใจเย็นลงก่อนเถอะ พฤติกรรมของพวกท่านรบกวนความสงบของที่นี้ ขอให้ทุกคนกลับไปทำหน้าที่ต่อได้ ถ้าท่านเข้าใจเส้นทางการฝึกตน และยอมรับมันทั้งหัวใจ ท่านก็จะสามารถเอาชนะอัตตา ความอิจฉา ความโกรธ ความเกลียด และคำดูหมิ่นได้ -พระพุทธเจ้าสอนเหล่าสาวกที่เกิดการขัดแย้งกันขึ้น- พุธธะพูดเสมอว่า ศึกษาความคิดดีๆให้มากที่สุด นึกเก็บเอาไว้เพื่อเอามาใช้ในชีวิตจริง ไม่งั้นสิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีประโยชน์
- ในภายภาคหน้านั้นจะเกิดวิกฤตใหญ่หลวง เราสามารถมองเห็นอนาคตได้ รากเหง้าของปัญหาก็คือ ความตระหนักรู้นั้นอยู่ร่วมกับมนุษย์คนอื่นได้ แต่เขาจะยังมีความรักโดยไม่แบ่งแยกคนสองคนได้ยังไง และเราจะทำตัวอย่างให้ทุกคนได้เห็นกันที่นี่ จงจำไว้ว่า ความเคลือบแคลงนั้นคือโรคร้าย มันแบ่งแยกผู้คน มันคือพิษร้ายที่ทำลายมิตรภาพ มันคือหนามแหลมที่คอยทิ่มแทง และจงอย่าลืมว่า ตัวเราจะเป็นไปตามสิ่งที่คิดในใจ -พระพุทธเจ้าสอนเหล่าสาวก- มนุษย์นั้นโหดร้ายเพราะความไม่รู้ ความเกลียดชัง ความริษยา ความยึดติด และความรัก ทั้งหมดเกิดจากความไม่รู้ แต่ความรัก ความเมตตา ความดี ความเข้าใจ และความอ่อนน้อม มีอยู่ในตัวของมนุษย์ ถ้ามีคนโหดร้ายอำมหิตอยู่บนโลกใบนี้ ก็ต้องมีคนดีเช่นกัน แค่เจ้าเปิดตามองเจ้าก็จะเห็นเอง -พระพุทธเจ้าสอนองคุลีย์มาร
- เราจะเป็นไปตามความคิดในใจเรา ถ้าคิดดีเราก็จะทำดี ถ้าคิดชั่วคนเราก็ทำชั่ว ศัตรูที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์คือใจตนเอง จิตใจที่ทำให้เราทำผิดได้ทุกที่ทุกเวลา -คำสอนพระพุทธเจ้าจากพระองคุลีย์มาร
- หลาย 100 ปีมาแล้วที่ผู้ชายข่มเหงผู้หญิงด้วยความใคร่ หลายร้อยปีที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความมืดบอด และโหคร้ายของผู้ชาย นี่คือเหตุผลข้อแรกเลย ที่เรานั้นรู้สึกลังเลที่จะบวชผู้หญิง -พระพุทธเจ้าพูดกับภิกษุณีที่เพิ่งถูกข่มเหงมา
- เสียงคำรามของความจริงอันสูงสุด ที่เขย่าความคิดและจิตใจที่ไม่บริษุทธิ์ออกไป ความขาดวินัย ต้องการพึ่งพา และความทุรนทุรายจะส่งเสียงก้องอยู่ในตัวของคนที่ไม่มีความเชื่อ และจะปลุกให้พวกเขาตื่นขึ้นมา พวกเขาจะตั้งคำถามว่า ทำไมเขาถึงอยู่ในความมืดมาหลายปี รับความผิดปกติมาเป็นปกติ จากหนึ่งคนกลายเป็นกลุ่ม และคิดว่าคนอื่นแปลกแยกจากโลก ตัดสินใจว่าเรื่องเท็จคือเรื่องจริง ถึงเวลาแล้วที่จะต้องช่วยกันทำลายความไม่รู้นี้ให้หมดสิ้นไป -พระพุทธเจ้าสอนเหล่าสาวก-พราหมณ์ที่แท้จริงนั้นมีคุณสมบัติเช่นใด?ความงาม ความเชี่ยวชาญในเรื่องมนตรา การทำพิธีบูชา มีเลือดบริสุทธิ์เจ็ดชั่วอายุ มีปัญญา และมีกรรมดี สองข้อสุดท้ายสำคัญที่สุด และเกื้อกูลกันเอง กรรมดีทำให้คนเกิดสติปัญญา และทุกสิ่งที่ทำด้วยปัญญาย่อมที่จะน่าเลื่อมใส -พราหมณ์-แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะพัฒนากรรมดีและสติปัญญาไปจนถึงสูงสุด? อิสระของจิตมีอยู่สามประการ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา หากเราอยู่ในศีล การฝึกสมาธิของเราจะเพิ่มขึ้น และสมาธินั้นจะทำให้เกิดปัญญา ถ้าหากทุกคนประพฤติปฏิบัติดีได้ล่ะก็ ก็จะสามารถเอาชนะความโลภ โกรธหลง การยึดติด และกระหายได้ เราจะมีอิสระ มีความสงบ และความพอใจหาใดเปรียบได้ -พระพุทธเจ้าถกปัญหาด้านจิตวิญญาณ
- การตอบกลับความเกลียดด้วยความเกลียดไม่มีวันประสบความสำเร็จ ความรักถึงชนะความเกลียดได้ และนั้นคือกฏขั้นสูงสุด มีสามสิ่งที่ซ้อนในความมืดไม่ได้ พระอาทิตย์ พระจันทร์ และความจริง -พระพุทธเจ้าบอกแก่อานนท์- ถ้าเรื่องที่ไม่ดีมีเท่ากับสิบมือ เรื่องดีก็มีเท่ากับร้อยมือ -พระพุทธเจ้าพูดเมื่อนางอัมมราปาลีถวายของช่วยเหลือ-คนเรานั้นจะเปลี่ยนเมื่อจิตของเรานั้นตื่นขึ้น -พระพุทธเจ้า- เราแตกต่างจากธรรมชาติตรงไหนกัน เราก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หากบรรพบุรุษของเราทำบาป หรือทำไม่ดีไว้เมื่อตอนยังมีชีวิต พวกเขานั้นจะต้องจมน้ำเหมือนกับก้อนกรวดนี้ และหากพวกเขาทำแต่กรรมดีพวกเขาก็จะลอยน้ำไปเหมือนกับน้ำมันเนยนี้ ไม่ใช่แค่ตอนมีชีวิตอยู่ในร่างเท่านั้น แต่รวมถึงตอนที่ชีวิตของเราออกนอกร่างด้วย ไม่ว่าท่านจะหว่านอะไรท่านก็จะได้แบบนั้น มีแต่กรรมดีจึงเปิดเประตูสู่การหลุดพ้น -พระพุทธเจ้าสอนพระเจ้าประเสนชิค- สำนัก คือสำนึกของเรา เป็นใบรับรองการเดินทางของเรา ไม่มีทางเป็นเหตุผลให้เราเจ็บปวด เรามีเหตุผลเดียวที่วิจารณ์เทวทัต ต่อหน้าภิษุกทุกรูปนั่นคือเราต้องการที่จะประกาศว่า เราไม่ได้มอบหมายหน้าที่ดูแลสำนักนี้ให้แก่เทวทัต แม้มันจะเป็นเหตุให้เทวทัตทำเรื่องไม่ปกติก็ตาม แต่เขาจะต้องรับผิดชอบมัน -พระพุทธเจ้า- เมื่อความเห็นแก่ตัวแพร่กระจายในสังคม เยาวชนก็จะเป็นเป้าหมายแรกเสมอ หนุ่มสาวผู้ไร้สมอง ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ -พระอานนท์- เคล็ดลับของชีวิต คือเป็นอิสระจากความกลัว ไม่มีใครหน้าไหนรู้อนาคตได้ ไม่ว่าจะเป็นเรา หรือเจ้า เจ้าอย่าได้พึ่งพาคนอื่นเลย เมื่อใดที่เจ้าเป็นอิสระจากความกลัว เจ้าจะเข้าสู่หนทางการหลุดพ้น -พระพุทธเจ้า
- ความสุขนั้นไม่มีเส้นทาง ความสุขคือเส้นทางอยู่แล้ว -พระพุทธเจ้าพูดกับอานนท์- สายพิณนั้นไม่ควรถูกขึงหย่อนเกินไป หรือตึงเกินไป จงมั่นคง จงสงบ ทำตัวเหมือนกับสายพิณ ค้นหาสายพิณในตัวของท่าน แล้วเสียงดนตรีจะดังออกมา หากท่านทุกข์เพราะรู้สึกผิด งั้นก็จงหารากของควาทุกข์นั้น เมื่อท่านลืมตาขึ้น มันคือเช้าของวันใหม่ จงจำไว้ว่าราชาปกครองด้วยใจหาใช่อำนาจที่อยู่ในมือไม่ -พระพุทธเจ้าสอนอาชาตศัตรู- หากจะหาคนทั่วทั่งจักรวาลนี้ที่เขานั้นรักความรักของท่านไม่ใช่ตัวท่าน ท่านจะพบแค่คนเดียวในจักรวาลนั้คือตนเอง ท่านผู้เดียวเท่านั้นที่คู่ควรกับความรัก และการให้อภัยของท่าน -พระพุทธเจ้าสอนอาชาติศัตรู- จงอย่าเชื่อในทุกสิ่งที่ถูกเขียนเอาไว้ ทุกสิ่งที่ถูกสอนมา หรือถูกกล่าวย้ำมานาน จงตั้งข้อสงสัย จงเป็นตะเกียงให้กับตัวเอง -พระพุทธเจ้า- การโกรธก็เหมือนเราถือไฟอยู่ในกำมือของเรา เราอยากจะปามันใส่คนอื่น แต่ทำแบบนั้นเราก็จะเจ็บเองด้วย -พระพุทธเจ้าสอนเทวทัต
- พระธรรม และพระสงฆ์ อยู่ในใจของทุกคน การปลุกให้คนอื่นตื่นรู้ คือ พุธธะ หลังตื่นแล้ว เส้นทางที่เราเดินคือ พระธรรม ความตั้งใจจริงของเรา การตั้งสติของเรา การรวบรวมสมาธิคือ พระสงฆ์ สามสิ่งนี้รวมอยู่ในใจของเรา
- หนี้ที่เรามีต่อพ่อแม่เหมือนกับท้องฟ้า ไม่ว่าวันหรือคืน พวกเราที่เกิดเป็นมนุษย์นั้นควรจดจำไว้ การกตัญญูในบุญคุณของพ่อแม่ คือการใช้ชีวิตอย่างสงบและดีงาม สร้างบุญกุศลและอุทิศบุญกุศลนั้นให้แก่พ่อแม่ของเจ้าเทอญ เจ้าใช้ชีวิตในอุดมคติคือ รับใช้ธรรม รับส่งธรรม และรักสงบ ในวันมหาปราระวนา เจ้ากับภิกษุรูปอื่นๆ จะสวดมนต์ให้แม่ของเจ้า และจะนั่งทำสมาธิ การทำสมาธิ และสวดมนต์คือเครื่องมือที่ทรงพลัง ทรงพลังมาก มันจะเกิดอานิสงให้แม่ของเจ้า และชี้ทางที่ดีงามให้กับนาง -พระพุทธเจ้าพูดแก่โมคคัลลานะ
- ความสุขกระจายผ่านการแบ่งปัน- พุธธะบอกให้ควบคุมกาย และลมหายใจ พยายามทำความเข้าใจอารมณ์อันมากมายที่พยายามทำร้ายใจของเรา เอาชนะความเศร้าและความโกรธ อยู่อย่างเข้มแข็งและมุ่งมั่น ผ่านช่วงที่ทุกข์และสุขของชีวิต พุธธะไม่ได้บอกให้หันหลังกับชีวิต เขาสอนให้เราอยู่อย่างมีสติ -อาชาตศัตรูอธิบาบแก่พราหมณ์
- ข้าไม่ใช่แค่ตาคู่นี้ ข้าไม่ใช่แค่หูคู่นี้ ข้าไม่ใช่แค่ลิ้นๆนี้ ข้าไม่ใช่แค่ร่างกายนี้ ข้าไม่ใช่แค่สตินี้ ข้าไม่ใช่อย่างที่ข้าเห็น ข้าไม่ใช่อย่างที่ข้าได้ยิน ข้าไม่ใช่อย่างที่ข้าได้กลิ่น ข้าไม่ใช่รสสัมผัส ไม่ใช่ความคิด และสิ่งกระตุ้นเร้า ข้าไม่ใช่ภาพนี้ ไม่ใช่เสียงนี้ ข้าไม่ใช่กลิ่นนี้ ข้าไม่ใช่ความคิดนี้ ข้าไม่ใช่รสนี้ ข้าไม่ใช่สตินี้ ข้าไม่ใช่ทาสของโลกนี้ ข้าไม่ใช่ท้องฟ้า ข้าไม่ใช่อากาศ ข้าไมใช่น้ำ ข้าไม่ใช่สติของข้าเช่นกัน ไม่มีทาสใดรั้งข้าไว้ได้ ชีวิตและความตายจับข้าไม่ได้ ที่ข้ายิ้มนั้นเพราะข้าไม่ได้กลืน และข้าไม่ได้ตาย ชีวิตไม่ได้ให้กำเนิดข้า และความตายก็พรากชีวิตนี้ไปไม่ได้ ตัวตนของข้าไม่พึ่งพาชีวิต และความตาย ไม่มีทางเป็นไปได้ -พระพุทธเจ้าปลอบโยนเศรษฐีที่กำลังจะตาย
- การรับใช้แม่เป็นโอกาสพิเศษในชีวิต หากเจ้าทำไปด้วยใจบริสุทธิ์ เจ้าก็สามารถทำสมาธิได้ วิธีที่ทำให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรงนั้น คือการหยุดที่จะโหยหาถึงอดีต และวิตกเรื่องของอนาคต จงอยู่กับปัจจุบัน กับคนที่อยู่ตรงหน้า อยู่กับปัจจุบันขณะอย่างมีสติและความเข้าใจ แบบนั้นจิตใจจะเข้มแข็ง -พระพุทธเจ้าบอกกับสารีบุตร- ถ้าหากว่าท่านนั้นรักตัวเองจริงๆแล้วละก็ ท่านจะไม่เห็นความเศร้าของคนอื่นเลย
- ไม่ว่าจะอ่านตำรามามากแค่ไหน หรือว่าจะจำสิ่งต่างๆได้มากแค่ไหน หากมันไม่สำคัญสำหรับชีวิตแล้ว มันก็เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
- ถ้าหากว่าท่านมีศรัทธาอยากที่จะรักษารอยร้าวนี้1.ให้ทุกฝ่ายมานั่งเผชิญหน้ากัน และพูดปัญหาที่คั่งค้างออกมาให้หมด2.จำจุดเริ่มต้นของรอยร้าวไว้ และทั้งสองฝ่ายควรจะนึกถึงเหตุผล ที่จะสมานรอยร้าวนั้น และพูดจากันอย่างสงบ3.ใช้ใจของท่าน หาหนทางแก้ปัญหา4.หากท่านทำพลาด จงยอมรับในความผิดนั้น และให้อภัยตัวเอง การยอมรับความผิดนั้นมันคือก้าวแรกของการที่จะเข้าใจผู้อื่น5.ทุกคนควรจะเห็นด้วยกับการตัดสินใจทุกอย่าง ต้องอ่านออกมาสามหนต่อหน้าทุกคน หากไม่มีใครยกมือคัดค้าน ก็ให้ถือว่าการตัดสินนั้นเป็นการตัดสินขั้นเด็ดขาด6.ทั้งสองฝ่ายควรจะยอมรับข้อตกลงที่เห็นชอบแล้ว และหลังจากนั้นก็เป็นมิตรกัน7.สมัยที่พวกชาวนามีปัญหากันเอง ในกรุงกบิลพัตนั้น ชาวนาที่แก่ที่สุดที่ทุกคนนับถือบอกว่าจงหยุดมัน ฝังปัญหานั้นไปซะ เลิกคิดถึงมัน ทิ้งมันไว้ข้างหลัง นี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดนะ มันจะทำให้ไฟนั้นสงบลง และมันจะเป็นหนทางสร้างหนทางแห่งความสงบ นี่คือตัวอย่างของการหันหน้าเข้าหากัน -พระพุทเจ้าสอนอาชาตศัตรู- เรื่องเล่าในการที่ไม่ต้องการจะใช้ความรุนแรงแต่จำเป็นต้องป้องกันตัวมีงูพิษตัวนึงในหมู่บ้านหนึ่ง และเจ้างูตัวนั้นกัดชาวบ้านหลายคนจนล้มตายไป ชาวบ้านต่างพากันหวาดกลัว เด็กๆไม่กล้าออกไปเล่นนอกบ้านใกล้ต้นไม้ที่มีงูขดอยู่ แต่ต่อมานั้น มีภิกษุรูปนึงเดินผ่านมานั่งพักใต้ร่มเงาไม้ของต้นไม้ต้นนั้น งูจึงออกมาฉกเขา พอเห็นภิกษุไม่ทุรนทุรายอะไร งูจึงประหลาดใจ ภิษุกบอกงูว่า ตอยที่เจ้ากัดคน ตอนที่เจ้าทำร้ายคนเหล่านั้ น พวกเขาต้องเจ็บปวดมาก บางคนถึงกับต้องเสียชีวิต งูซึ่งบำเพ็ญตบะมาตลอด มันจึงตัดสินใจที่จะไม่ทำร้ายใคร และไม่กัดใครอีก เมื่อเห็นงูเช่นนั้นชาวบ้านจึงค่อยๆลดความกลัว พวกเขาหยอกเย้ามัย เด็กๆเล่นกับมัน เหยียบหางมันบ้าง แต่ว่ามันไม่เคยทำร้ายใคร มันหิว อ่อนแอลง เพราะความเจ็บป่วย ตอนกลางคืนมันต้องกิน ก้อนกรวด ตอนกลางวันมันต้องโดนผู้คนทำร้าย งูตัวนั้นมีบาดแผลบาดเจ็บมากมาย เพราะชาวบ้านทำกับมันเหมือนมันเป็นเชือก วันหนึ่งภิกษุรูปเดิม ้ดินทางผ่านมาอีก พอเห็นสภาพของงูตัวนั้นแล้ว เขาก็เสียใจมาก ระหว่างที่รักษางูเขาก็ถามมันว่า ทำไมเจ้าถึงได้เป็นแบบนี้ งูตอบเขาว่า เพราะข้าได้ตระหนักรู้ และข้าหยุดฉกกัดผู้ คน ภิษุกหัวเราะและพูดว่า ข้าห้ามเจ้ากัดคนก็จริง แต่ทำไมเจ้าต้องเปลี่ยนธรรมชาติของตัวเองด้วย ทำไมเจ้าหยุดขู่ฟ่อๆ อะไรที่มากไปถึงไม่ใช่ความรุนแรง มันก็กลายเป็นความรุนแรงได้ คนเลวควรจะกลัวท่าน ควรถูกลงโทษจากความผิดที่ก่อ แต่จำไว้ว่า ศาลไม่ควรลงโทษ ด้วยความคิดเกลียดชังส่วนตัว และคนผิด ควรที่จะถูกลงโทษ เพราะความผิดที่เขาก่อไว้เท่านั้น เอาชนะความชั่วด้วยความดี หากความชั่วอยู่เหนือความดีเมื่อไหร่ มนุษยชาติจะต้องสิ้นสูญ หากท่านต้องทำสงครามเพื่อที่จะต้องกำจัดความชั่ว ถ้างั้นก็จงทำเถิด แต่อย่าทำสงครามเพียงเพราะตัวท่านเอง หากว่าท่านต้องทำ ให้ทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น -พระพุทธเจ้าสอนอาชาตศัตรู- เราจะต้องมีเมตตาต่อลูกหลานของเรา ว่าเรานั้นจะมีเมตตาต่อผู้อาวุโสของเรา ว่าเรานั้นจะเห็นใจคนที่พยายามจะมีชีวิตอยู่และคนที่อ่อนแอ ไม่ว่าพวกเขาจะแย่แค่ไหน เราจะต้องมีเมตตาต่อพวกเขา จำไว้ว่าชีวิตของเรานั้นต้องผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาแล้วเช่นกัน หากเจ้านั้นรู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำและเจ้ายังอยู่อย่างถ่อมตัว เจ้าจะแก้ไขตัวเองได้โดยปริยาย จงจำไว้ว่า คิดแบบไหนก็จะเป็นแบบนั้น หากความคิกเราแย่ การกระทำก็แย่ด้วย ความทุกข์จะตามติดเราเหมือนเงา เหมือนรถเข็นที่ถูกลากไป ในทิศทางเดียวกับโคกระบือ และถ้าหากว่าเรานั้นคิดดีแล้ว การกระทำของเราก็จะดีด้วย และเมื่อนั้นความสุขก็จะติดตามไปเสมอ ท้ายที่สุดแล้วมีแค่ 3 สิ่งเท่านั้นที่สำคัญ1.เรารักทุกสิ่งด้วยหัวใจไหม2.เรามีชีวิตอย่างสมบูรณ์ไหม3.เราจะละทิ้งทุกสิ่งไปได้ไหมเป้าหมายของเราคือการ หาเป้าหมายของชีวิต และเมื่อหาพบแล้ว จงเสียสละทั้งหัวใจและวิญญาณของเราเพื่อบรรลุมัน -พระพุทธเจ้า- ความตายติดตามการเกิดเหมือนกับเงา คนที่เราพบเจอจะต้องจากกันวันหนึ่ง ทุกศาสนาล้วนต้องตาย อย่ายึดติดกับมัน ชีวิต ความตาย การเกิด และการดับ เจ้าต้องอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้
- ความพ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญที่สุดคือการหนีจากความสามารถของตน เจ้าไม่รู้หรอกว่า เจ้าทำอะไรได้บ้าง
- เจ้าเดินบนเส้นทางธรรมไม่ได้ หากเจ้าไม่เป็นเส้นทางเสียเอง -พระพุทธเจ้าตรัสกับอานนท์
- มีกรรมดีอยู่สามประการ ทีทุกคนควรยึดถือปฏิบัติ คือ กรรมดีทางใจ กรรมดีทางวาจา และกรรมดีทางการประพฤติกาย สามข้อนี้คือมนตราที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าโลกมนุษย์ไปตลอดกาล จงให้ความเมตตากับทุกคน ไม่ว่าจนหรือว่ารวย ทุกคนล้วนมีควสมเจ็บปวด เพียงแต่จะมากหรือน้อยต่างกัน
- ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย สิ่งที่เราได้สอนแก่พวกท่านนั้น จงตั้งใจศึกษาจากมัน เรียนรู้จากมัน จงร่ำเรียนอย่างต่อเนื่อง จงทดสอบกับตัวเองก่อน จากนั้นค่อยแจกจ่ายให้เพื่อนมนุษย์ วันนี้พวกท่านทุกคนมีความรับผิดชอบอันสูงสุดที่จะต้องเผยแผ่ความรู้ เผยแผ่ความจริงอันสูงสุดให้แก่ทุกคนจงอย่าเชื่อสิ่งใดง่ายๆ แม้แต่คำพูดของเราเอง จนกว่าจะได้พิสูจน์แล้ว ด้วยปัญญาและเหตุผลของตัวเอง ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย ศาสนาคือการแตกดับ มันเกิขึ้นมาและหายไปหลังความตาย จงมานะเพื่อไปถึงการหลุดพ้น -พระพุทธเจ้าเทศนา- ท่านเชื่อเรื่องเกิดใหม่ แต่ไม่เชื่อว่าวิญญาณมีอยู่จริง ถ้าไม่มีวิญญาณแล้วจะกลับมาเกิดใหม่ได้อย่างไร?ไม่มีวิญญาณก็สามารถเกิดใหม่ได้ ท่านเคยเห็นต้นมะม่วงไหม หากเราเอาเม็ดของมัน มาฝังดินรดน้ำมันจะเติบโตเป็นมะม่วงอีก มีผลมะม่วงออกมากมาย มันคือการเกิดใหม่ของมะม่วงใช่ไหม -พระพุทธเจ้าตอบคำถาม- ในโลกอันกว้างใหญ่ มือทั้งสองอุ้มบาตรเอาไว้ และมีสติอยู่ทุกชั่วขณะจิต มันก็ไม่ต่างจากการเดินบนคมดาบ มนุษย์ที่ยังไม่ตื่นนั้นมีความเป็นไปได้ว่า เขาจะทำให้ครอบครัวสูงส่งขึ้น แต่ว่าก็มีโอกาสสร้างความสูญเสียเช่นกัน เช่นเดียวกับภิกษุที่ถือว่าโลกทั้งใบคือครอบครัว ภิกษุที่ตื่นแล้วนั้น จะยกโลกใบนี้ให้สูงขึ้น
- ไม่ใช้ความรุนแรงคือการเปลี่ยนแปลง ความรุนแรงไม่อาจหยุดความรุนแรงได้ ความรุนแรงนั้นหยุดได้ด้วยความเมตตา นี้คือกฎของธรรมชาติที่เปลี่ยนไม่ได้ มนุษย์ทุกคนล้วนกลัวความตาย หากพวเราเห็นความรู้สึกนี้ในใจของทุกคน เราจะหยุดความรุนแรงได่โดยปริยายในที่สุด
-(บุษบาสูตร) หากความอัศจรรย์ของดอกไม้บานสามารถเห็นด้วยดวงตาของจิตในสมาธิ จากนั้นชีวิตของเจ้าจะเปลี่ยนแปลงไป ดอกบัวดอกนั้นเริ่มการเดินทางของมันตั้งแต่ตอนอยู่ใต้น้ำ มันแบ่งบานและโตมากขึ้นจนมันโผล่พ้นจากน้ำเพื่อเป็นปัจเจค เช่นเดียวกับที่เราพ้นจากโลกใบนี้ เพื่อบรรลุความจริงอันสูงสุด
- คนที่ใช้ชีวิตอย่างฉลาดนั้น เขาย่อมที่จะไม่กลัวความตาย สังขารมันเน่าเปื่อยได้ แต่เสียงของเรานั้นจะดังก้องอยู่ในใจของท่านและคอยชี้ทางให้
- ชีวิตมีเคล็ดลับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือขจัดความกลัวให้ได้ อย่าไปกังวลเรื่องอนาคต หรืออย่าโศกเศร้ากับเรื่องอดีต หรืออย่ายึดติดกับคนที่กลัวอดีตของเรา หากว่าเรานั้นยึดติดกับคน หรือสิ่งของแล้วล่ะก็ เราต้องเสียมันไปแน่นอน เมื่อไหร่ที่เราหยุดยื่นมือเพื่อขอความช่วยเหลือ เมื่อนั้นเราจะเป็นอิสระจากทุกอย่าง
- ชีวิตแต่งงานนั้น สำคัญคือต้องมีคุณภาพ ถ้าสามี ภรรยานั้น มีสัมพันธ์ที่งดงาม ครอบครัวจะเจริญก้าวหน้า และความเจริญจะกระจายออกไปไกล ทำให้ทุกคนรอบข้างมีความสุข สามีและภรรยา ต้องยืนหยัดไปด้วยกัน ต้องอยู่เหนือความสัมพันธ์ทางกาย และความหวงแหนในทรัพย์สินเงินทอง ภรรยาถือเป็นส่วนหนึ่งของสามี ส่วนสามีควรที่จะเคารพภรรยาเสมอ และต้องให้เกียรตินาง สามีนั้นไม่ควรจะทำให้ภรรยาของตนนั้น ต้องอับอายต่อหน้าคนอื่น ส่วนภรรยานั้นต้องปฏิบัติตามหน้าที่ สามีก็ต้องปฏิบัติหน้าที่เช่นกัน เขาควรอยู่ห่างจากสิ่งไม่ดี เขาต้องคิดถึงภรรยาก่อนที่จะตัดสินใจการใหญ่ทุกครั้ง หน้าที่ของภรรยาคือรักสามีของนางเสมอ รักครอบครัวของสามี มาเป็นดุจดังครอบครัวของตัวเอง ต้องดูแลเอาใจใส่คนในครอบครัวของสาทีเสมอ และให้ความเคารพแขกเรื่อของสามี หากเจ้าสองคนเชื่อใจกัน เมื่อนั้นแล้วเจ้าสองคนก็จะเข้าถึงการหลุดพ้นพร้อมๆกันจงคบหาคนดีๆ คนที่ไม่ตั้งใจใช้ชีวิต พวกเจ้าไม่ควรเข้าใกล้ พวกเขาจะพาเสียควาทตั้งใจไปด้วย จงสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี รอบๆตัวของเจ้า ที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณ เมื่อสำนึกของเจ้าสะอาดแล้ว ทุกๆการกระทำของเจ้าจะดีงาม ไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ว่าจะการงาน หรือทำกิจวัตรอะไร จงเข้าใจมันเสียก่อน และพยายามทำมันให้ดีที่สุด หากเจ้าทำอาห าร อย่าทำเหมือนเป็นงาน แต่จงคิดว่ามันคือโอกาสที่ได้ดูแลตัวเอง ดูแลพ่อแม่ของสามี ดูแลลูกๆ และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเจ้าด้วยจิตใจที่ดี อย่าเห็นแก่ตัว และอย่าอยู่กับตัวเองท่านั้น แบ่งปันความสุข ความร่ำรวย และมั่งมีของเจ้าให้กับทุกๆคนด้วย จงอยู่ห่างจากการพนันและของมึนเมา จงทำตัวให้สุภาพอ่อนโยนและเรียบง่าย เมื่อไหร่ที่มีเวลาจงเฝ้าดูภิกษุ และฝึกทำสมาธิไปด้วย มันจะช่วยคลายความกังวลของเจ้าได้ และเจ้าจะรู้สึกถึงความสงบในจิตใจ จำไว้ว่าทุกเช้าตอนที่เจ้าลืมตา มันคือเช้าวันใหม่อีกวัน สิ่งสำคัญคือ เร่ต้องรู้ว่าเราทำอะไรอยู่ คนเรานั้นลืมที่จะรู้สึกขอบคุณสิ่งต่างๆ คนเราควรจำไว้ว่าสิ่งที่เรามีอยู่นั้น ต้นไม้ ดอกไม้ อากาศ น้ำ และท้องฟ้า เราไม่ได้เป็น เจ้าของมัน เพราะงั้นเราควรที่จะขอบคุณสิ่งเหล่านี้ รู้สึกขอบคุณสิ่งรอบตัวและใช้ชีวิตของตัวเอง และคิดว่าเราเรียนรู้บาอย่างไม่ใช่ไม่รู้เลย หากไม่เรียนรู้เลย เราจะรู้สึกหงุดหงิดไหม หากเรารู้สึกหงุดหงิดแล้วล่ะก็ เราน่ะจะตายลงไหม หากเรารู้สึกขอบคุณสิ่งต่างๆรอบตัว เราก็จะแบ่งบานเหมือนดอกไม้บานในโลกนี้ -พระพุทธเจ้าสอนคู่สามีภรรยาที่ถวายอาหารมื้อสุดท้าย- ความรู้สึกดีงามคือตถาคต หมายความว่าทุกสิ่งเป็นอย่างที่เป็น นี่คือกฎพื้นฐานที่ทำให้ดอกบัวงอกงาม ตถาคตนั้นให้กำเนิดอนุรุททะ และให้กำเนิดทุกคน ให้กำเนิดอานนท์ ให้กำเนิดจักรวาลทั้งหมดสิ่งที่เกิดขึ้นจากตถาคตและสิ่งที่ตถาคตกระจายอยู่ภายในเราเรียกมันว่าตถาคต ศาสนาไม่ได้เกิดจากสิ่งใด และไม่ได้หายไปไหน ศาสนายังอยู่เสมอ และอยู่ตลอดไป- หากเราปวดหัว และยอมรับว่าการปวดหัว เป็นส่วหนึ่งของตถาคต ความปวดนั้นก็จะหายไป เหตุผลคือ พลังครึ่งหนึ่งของเราต่อสู้อยู่กับความเจ็บปวด และอีกครึ่งกำลังรักษาความเจ็บปวดอยู่ พลังทั้งสองส่วนนั้นทำร้ายใจของเรามากกว่าอาการปวดหัว หากเรานั้นได้ยอมรับความเจ็บปวดนั้น รอยแยกก็จะถูกเติมเต็ม และพลังทั้งหมดก็จะได้ช่วยรักษาให้ความปวดนี้หายไป -พระพุทธเจ้าสอนเหล่าสาวก
- หากพวกท่านทั้งหลายนั้นต้องการแสดงความเคารพและให้เกียรติเรา พวกท่านจงทำแต่กรรมดี และมีสมาธิทุกขณะจิต -พระพุทธเจ้า
- ทุกศาสานาเท่าเทียมกัน ทุกชีวิตนั้นคือหนทางสู่ความตาย ความสามัคคีเตือนเรื่องควมแตกแยก กระแสน้ำที่สูงขึ้นย่อมลดต่ำลงได้เช่นกัน หากไม่มีการตายแล้วจะมีการเกิดได้อย่างไร
- จงหมั่นเพียร แล้วเจ้าจะอยู่เหนือสายใยแห่งชีวิต และความตาย เจ้าจะเข้าถึงการหลุดพ้นได้ พัฒนามันขึ้นจากความเจ็บปวด เราจะยินดีกับความพยายามของเจ้า
- อานนท์มีคุณสมบัติ 4 ข้อ เขาพูดจานุ่มนวล เขายินดีกับสิ่งที่พึ่งได้เสมอ อานนท์มีความสุภาพต่อคนทุกคน และความเงียบของอานนท์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครชอบ
- จำไว้ว่าเส้นทางของเราไม่ได้ทำให้พวกท่านทั้งหลายจะละทิ้งโลกนี้ไป เราไม่เชื่อในโชคชะตาที่ไม่พึ่งพากัน เราเชื่อในโชคชะตาที่มนุษย์นั้นเป็นผู้สร้างขึ้นมาและเขาต้องรับผลการกระทำของตน พวกเราทำให้โลกที่เคารพเต็มไปด้วยความทุกข์ ทั้งโลกทรมานกับความเศร้าและเจ็บปวด แต่ว่าโลกนี้ไม่ใช่ที่สำหรับความเจ็บปวดทรมาน ที่นี่สามารถเป็นที่พักของสาวกพุธธะ แต่การจะทำแบบนั้นเราต้องปลุกความรู้ให้กับทุกคน และนั่นก็คือหน้าที่ของพวกท่านทั้งหลายความไม่รู้สร้างความเจ็บปวด <อกุศลมูล 3> โศกเศร้าและมายา ความโกรธ ความโลภ ความอวดดี ความถือดี ความริษยา คือผลพวงของความไม่รู้ มายาแสดงแต่เรื่องไม่ดี ล่อหลอกเรา แต่ชีวิตและความตายนั้นไม่ต่างกันเป็นสิ่งเดียวกัน เราต้องล้างภาพมายาออก เมื่อใดก็ตามที่ภาพมายาหายไป พวกเราจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปัจเจคโดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งใด<ไตรสิกขา>ศีล สมาธิ และปัญญา การใช้หนทางการดับทุกข์หรือ มรรค8 ช่วยให้กำจัดภาพมายาไปได้เราขอย้ำกับพวกท่านว่า <มรรค8>ด้วยการรู้ชอบ ด้วยการคิดชอบ ด้วยการเจรจาชอบ ด้วยการปฏิบัติชอบ ด้วยการเลี้ยงชีพชอบ ด้วยการเพียรชอบ ด้วยการมีสติชอบ และด้วยการมีสมาธิชอบ- คนที่นอนไม่หลับนั้น สำหรับเขากลางคืนย่อมยาวนาน คนที่เหนื่อยสำหรับเขาจุดหมายย่อมอยู่ไกล คนที่ใช้ชีวิตอย่างมืดบอดและไม่เข้าใจความดีงามชีวิตของเขาจะมีแต่ความทุกข์
- ความรู้ใดก็ตามไม่ว่าจะได้อ่านจากตำราหรือถูกผู้มีปัญญาพร่ำสอนก็ตาม หรืแม้แต่สิ่งที่เราพูดให้ฟังก็ตาม จงอย่าเชื่ออะไรโดยง่าย จนกว่าจะทดสอบด้วยควมรู้ของตัวเอง และปัญญาของตัวเองเสียก่อน -พระพุทธเจ้าสอนสาวกในนิมิตฌาน
- จงใช้ชีวิตของตนอย่างเป็นอิสระ อย่าได้ยึดติดกับผู้ใด- เห็นความคงอยู่ในสิ่งที่พินาศได้ เห็นความสุขในความทุกข์ได้ เห็นมนุษย์ในอมนุษย์ได้ เห็นความงามในความเกลียดชังได้ ความไม่รู้ทำลายมนุษย์จนแตกละเอียดเป็นผุยผงได้ แต่เมื่อเราตระหนักได้ว่ามายาเหล่านั้นจอมปลอมมันก็จะหยุดความกังวลและความทุกข์ได้ จากนั้นความรัก และการยอมรับในตัวเองก็จะตื่นขึ้น มันเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากว่าเจ้าไม่ใช่พุธธะ เจ้าจะไม่พบความน่าสนใจของศาสนาพุทธ และหากเจ้าสนใจในศาสนาพุทธ เจ้าก็คือพุธธะเช่นกัน- ความสามารถในการรู้ตื่นคือพุธธะ จงปลุกพุธธะในสำนึกของเจ้า เส้นทางที่ผู้รู้ตื่นเดินตามไปนั้นคือพระธรรม ความตั้งใจจริงของเจ้า การตั้งสติของเจ้า การรวบรวมสมาธิคือพระสงฆ์- สิ่งทั้งหลายที่เกิดมาในโลกนี้ย่อมมีความเสื่อมสลายเป็นธรรมดา พวกเจ้าทั้งหลายนั้น จงทำหน้าที่อันเป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่น ให้สำเร็จบริบูรณ์ ด้วยความไม่ประมาทเทอญ -โอวาทครั้งสุดท้ายของพระพุทธเจ้า
- พุธธะบอกว่าปฏิหารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการเดินบนโลก ปฏิหารย์เกิดขึ้นรอบตัวเราทุกวัน แต่ว่าเรามองข้ามไป -อานนท์ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า
- จงเป็นตะเกียงของตัวเอง จงตื่นอยู่เสมอ และจงเดินไปตามทางของหลักธรรมที่เรียนรู้ จงตั้งสัมมาสติให้มั่น จงอยู่กับตัวเอง จงอย่าเดินตามผู้อื่น ทุกคนนั้นมีความไม่มั่นคง จงมั่นคงท่ามกลางผู้อื่น จงขยันและหมั่นเพียรศึกษา อย่ายอมรับความล้มเหลว จงเป็นตะเกียงของตัวเอง
- ถ้าเจ้าโยนหินลงน้ำ ทำให้น้ำกระเพื่อม ทำให้เกิดกระแสน้ำขึ้นมากมายทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เพราะหินมันดันน้ำทำให้เกิดกระแสน้ำ ข้าสร้างกระแสน้ำในตัวเจ้า และพวกเจ้าต้องสร้างกระแสน้ำในใจคนอื่นต่อไป
ปล. อาจจะลายตาไปหน่อย หากใครต้องการจะดัดแปลง แก้ไข จัดหน้า ฯลฯ สามารถคัดลอกได้ ก๊อปได้ ไม่ว่ากันค่ะอาจมีข้อผิดพลาดบ้าง เพราะตอนรวบรวมพิมพ์ในมือถือ หากมีคำพูด หรือคำสอนไม่ครบก็ขออภัยมา ณ ที่นี้เพราะในการคัดเลือกคำพูดจากซีรี่ย์เราใช้ตัวเองเป็นเกณฑ์วัดว่าอะไรคือคำสอนตอนที่เราดูจบเรารู้สึกซึ้งมาก และเข้าใจในพระธรรมมากขึ้น แต่ไม่ทั้งหมดส่วนตัวเชื่อว่าหากเพียงแค่อ่านคงไม่เข้าใจและซาบซึ้งเท่ากับการดู การดูก็คงไม่ลึกซึ้งเท่ากับศึกษาด้วยตนเองอยากให้ทุกคนได้สนใจและไม่ประมาทในการเข้าใจความจริงของชีวิต และการใช้ชีวิตของตนส่วนตัวมั่นใจว่าหากใครเข้าใจได้ลึกซึ้ง คนๆนั้นคงจะสามารถใช้ชีวิตได้มีความสุขขึ้น และมีสติรู้ตัวมากขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยสุดท้ายอยากจะฝากเพื่อนๆทุกคน หากต้องการที่จะเข้าใจในพระธรรมมากขึ้นเราขอแนะนำเป็นการส่วนตัวก็คือให้ศึกษา พุทธวจน ของวัดนาป่าพงทุกคนไม่จำเป็นจะต้องเชื่อ แต่ขอให้พิสูจน์ด้วยตัวเอง และพินิจพิเคราะห์เฉพาะตนขอให้ทุกคนได้สร้างแรงกระเพื่อม/กระแสน้ำในใจคนอื่นต่อไป
ทำไมคุณไม่ควรใส่เกลือ เมื่อเริ่มเคี่ยวกระดูก?
ยกเลิกข้อความไม่ได้ไม่ใช่เครื่องพัง แต่เพราะ “หมดเวลา” ไขข้อสงสัย LINE ปี 2569 ที่คนใช้ไลน์ทุกคนควรรู้
อำเภอที่อยู่ไกลจากตัวจังหวัดที่สุด
ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ทุกอำเภออยู่ติดฝั่งทะเลและชายแดน
AI พลิกโฉมวงการ "หนังสั้นของจีน"..ไม่รู้งานนี้มีคนตกงานหรือไม่ ?
5 ดินแดนที่สหรัฐอเมริกาเคยพยายามขอซื้อแต่ล้มเหลว
แรงงานพม่าประท้วงเรียกร้องโบนัส บริษัทดังนิคมอมตะซิตี้สั่งเลิกจ้างทันที เหลือพนักงานไทยเดินเครื่องต่อ
รู้หรือไม่ ? ทำไมขนมไทยต้องใส่ "กลิ่นนมแมว" รู้จักที่มาของกลิ่นหอมที่ไม่ได้มาจากแมวนะจ๊ะ
อำเภอไหนในอีสาน ที่พูดภาษากลางชัดเป๊ะที่สุด?
เหอเจียจิ้ง อดีตซูเปอร์สตาร์วัย 66 ปี ทำแฟนคลับตกใจหลังเผยคลิปเข้ารับการรักษา จนหน้าเปลี่ยนสี ก่อนออกมาไลฟ์ชี้แจง
บทพิสูจน์นักรบแห่งอเมซอน พิธีกรรมมดกระสุน ความเจ็บปวดที่โลกต้องจารึก
อำเภอไหนในอีสาน ที่พูดภาษากลางชัดเป๊ะที่สุด?
เปิดภาพ “เยาวเรศ นิสากร” นางเอกจักรๆ วงศ์ๆ รุ่นบุกเบิก เยือนบ้าน “ไพรัช สังวริบุตร”