วันนี้มีบทความเรื่องประวัติของแฟลชไดร์ฟมาฝากกันครับ
สวัสดีครับเพื่อนๆชาวโพสจัง 
วันนี้ผมจะมาเล่าถึงประวัติของแฟลชไดร์ฟกันครับ โดยปกติแล้วผมเป็นคนชอบเล่น gadget พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นกล้องถ่ายรูป, iPhone, แท็บเล็ต ต่างๆนาๆ และที่สำคัญคือคอมพิวเตอร์ครับ ผมเองชอบเล่น PC นะครับ ไม่ชอบเล่น notebook สาเหตุก็มาจากที่ว่า notebook เสป็คเครื่องมันไม่แรงนั่นเอง ส่วนใหญ่เอาไว้ดูหนัง เล่นเกม ครับ และผมมักจะใช้การโหลดบิทเพื่อให้ได้ไฟล์มาซะส่วนใหญ่ แต่ด้วยความที่ว่าเน็ตที่บ้านไม่แรงในที่ทำงานครับ อิอิ แอบโหลดในที่ทำงานซะงั้น ผมจะใช้เวลา 20-30 นาทีหลังเลิกงานนั่งโหลดหนังสักเรื่องหนึ่งเพื่อเอามาดูที่้บ้าน หลังจากนั้นผมมักจะคิดอยู่เสมอว่าเราจะเอาไฟล์ที่โหลดมาได้ เอากลับอย่างไร
นี่คือประเด็นหลักเลยครับ ซึ่งผมก็ไปมอง external HDD แต่ส่วนตัวผมก็ว่า External HDD นั้นคงไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการ backup ไฟล์ขนาดใหญ่มากกว่าที่จะมาเซฟหนังนะครับ มันมีขนาดใหญ่หน่อย แล้วก็หนักด้วยครับ ถ้าเมื่อเทียบกับแฟลชไดร์ฟแล้ว น้ำหนักต่างกันมากเลยทีเดียว ผมจึงได้เลือกแฟลชไดร์ฟขนาดความจุที่ 16 GB มาใช้งานแทน
เกริ่นมายาวมากแล้ว ขอเข้าเรื่องเลยละกันนะครับแฟลชไดร์ฟเป็นแฟลชเมมโมรี่ที่เป็นหน่วยความจำรอง ถ้าเปรียบเสมือน HDD ในสมัยปัจจุบันมันก็คือ HDD แบบ SSD นั่นเอง หมายความว่ามันไม่จำเป็นต้องใช้ไฟเข้ามาเลี้ยง และข้อมูลจะไม่หายไป ซึ่งต้นกำเนิดมันมาจากแนวคิดที่ว่า จะทำอย่างไรให้เราสามารถบันทึกไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ๆได้ ภายใต้ concept ที่ว่า plug and play, quick and easy นั่นเอง ซึ่งเมื่อได้ไอเดียแล้ว แฟลชไดร์ฟในรุ่นแรกที่ออกมามีลักษณะหน้าตาเหมือนปัจจุบันเลยครับ แต่จะแตกต่างกันที่ technology ของการถ่ายโอนข้อมูล เช่น ความเร็ว เป็นต้น ซึ่งจะมีความจุเพียง 56 MB - 256 MB เท่านั้น เวลาเราใช้งานเราก็เพียงแค่เสียบแฟลชไดร์ฟเข้าไปที่ USB port ของคอมพิวเตอร์ ซึ่งหมายความว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะมี USB port อยู่แล้ว แต่ในสมัยก่อนๆ เวอร์ชั่นของ USB อาจจะไม่เท่าของปัจจุบัน (USB 3.0) ในสมัยก่อนความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลจะช้ามาก และมีราคาแพงสุดๆ ราคาตกอันละ 1-2 พันบาทเลยทีเดียว นับว่าแพงมากพอสมควรนะครับ กับความจุที่ได้เพียงแค่ 256 MB ซึ่งมันสามารถจุเพลง MP3 ได้เฉลี่ย 61-65 เพลงเท่านั้นเอง แต่ถ้าเมื่อเราเปรียบเทียบกับ HDD นอก แล้ว ราคา 2000 บาท สามารถที่จะซื้อ HDD ที่มีความจุมากถึง 80 GB เลยทีเดียว !!
ต่อมาได้มีการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยการพัฒนาจาก USB 1.0 มาเป็น USB 2.0 ณ ปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้ความเร็วในการถ่ายโอนข้อมูลนั้นค่อนข้างสูงและมีเสถียรภาพมากกว่า ไวกว่ามาก แต่ราคาก็จะสูงตามขึ้นไป เมื่อพูดถึงปัจจุบัน แฟลชไดร์ฟ USB 2.0 มีราคาถูกมากครับ เพียงแค่ 300 บาท เราก็จะสามารถซื้อได้ถึง 16GB เลยทีเดียวครับ แต่ถ้าเมื่อ 300 บาทในสมัยก่อนย้อนกลับไป 5 ปีที่แล้ว ได้เพียงแค่ 56MB เองมั้งครับ ฮ่าๆ 
เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับความรู้เรื่องของแฟลชไดร์ฟและการใช้งาน ผมเองก็อยากจะมาแนะนำ ถ้าหากคุณผู้ใช้ต้องการที่จะซื้อที่สำรองข้อมูลสักอัน แต่ไม่รู้ว่าควรจะซื้อแบบไหน ถ้าหากซื้อมาเซฟหนัง เซฟเพลง แฟลชไดร์ฟ 16 GB ก็สามารถตอบโจทย์ได้แล้วครับ แถมมีน้ำหนักเบามากด้วย แต่ถ้าหากคุณต้องการซื้อมาเพื่อ backup ข้อมูลขนาดใหญ่ 20 GB ขึ้นไป ผมก็คงจะแนะนำให้เพื่อนๆไปซื้อ External HDD มาใช้กันจะดีกว่านะครับคุ้มค่ากว่าครับ พื้นที่เหลือเฟือเลย แต่เราก็จะต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นนะครับ 
สุดท้าย ผมก็อยากจะกล่าวเพียงเท่านี้ครับ ยินดีกับเพื่อนๆที่ได้แฟลชไดร์ฟมาใหม่กันทุกคนนะครับ ขอให้สนุกสนานเด้อ 
โพสท์โดย: benzzaIT
จังหวัดเดียวในประเทศไทย ที่ไม่มีอำเภอเมืองเหมือนจังหวัดอื่น
ทึ่งทั่วโลก : "The Boneyard" หรือสุสานเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
รู้จัก QF-16 เครื่องบินรบผีสิงไร้นักบิน ดัดแปลงจาก F-16
ข้าวผัดอเมริกัน: เมนูชื่ออินเตอร์แต่สัญชาติไทยแท้ กับที่มาสุดสร้างสรรค์ในยุคสงคราม
ประเทศที่มีแหล่งน้ำมันดิบ ปริมาณมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก
สรรพคุณสุดทึ่ง: เมื่อ "ซอสมะเขือเทศ" เคยถูกวางขายในฐานะยาสารพัดนึก
นกเพียง 4 ชนิด ที่มีชื่อเป็นสัตว์ป่าสงวนของประเทศไทย
ผู้ใช้งานกว่า 90% ไม่ทราบว่าร่องเล็กๆบนเขียงไม้ มีไว้เพื่ออะไร?
โซฟาตัวนี้ สร้างความงุนงงให้กับนักวิทยาศาสตร์ มานานกว่า 60 ปีแล้ว!!
เรื่องจริงที่ชวนสับสน: เมื่อ "ไฟแช็ก" คือพี่ใหญ่ที่เกิดก่อน "ไม้ขีดไฟ" ถึง 3 ปี
จาก "ขยะทะเล" สู่ "ราชาบนโต๊ะอาหาร": เมื่อล็อบสเตอร์เคยเป็นบทลงโทษสำหรับนักโทษในคุก
รสชาติจากความขัดแย้ง: "แฟนต้า" เครื่องดื่มที่ถือกำเนิดในยุคนาซีเยอรมันเพราะวิกฤตสงคราม
สินค้าของป่านำเข้าของไทย ที่มีมูลค่ามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง