หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Team Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาลงข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

เอลฟ์ (มิดเดิลเอิร์ธ)

โพสท์โดย tomo

กำเนิดของเอลฟ์

ตามปกรณัมของ เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน การตื่นของเอลฟ์ เป็นจุดเริ่มต้นนับยุคที่หนึ่งของยุคแห่งพฤกษา

พวกเอลฟ์เล่าสืบต่อกันมาว่า พวกเขาตื่นขึ้นที่ริมทะเลสาบคุยวิเอเนน ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ตั้งอยู่ในดินแดนไกลโพ้นทางฟากตะวันออกของทวีปมิดเดิลเอิร์ธ กลุ่มที่ตื่นขึ้นเป็นกลุ่มแรกคือชาววันยาร์ กลุ่มที่สองคือ โนลดอร์ และกลุ่มที่สามคือชาวเทเลริ เวลานั้นโลกอาร์ดายังไม่มีดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ มีแต่เพียงแสงสว่างจากแสงดาว พวกเอลฟ์จึงมองเห็นแสงดาวเป็นสิ่งแรก และหลงรักในแสงดาวเหล่านั้น

เมลคอร์ เป็นคนแรกที่ล่วงรู้ถึงการตื่นของเหล่าเอลฟ์ จึงลอบมาทำร้ายและจับตัวพวกเอลฟ์ไปทรมาน บ้างเชื่อกันว่านี่เป็นที่มาของพวกออร์ค คือการที่เมลคอร์เอาตัวพวกเอลฟ์ไปทรมานจนวิกลวิการ เป็นการทำลายสิ่งประดิษฐ์แสนวิเศษของอิลูวาทาร์

เมื่อเทพโอโรเมเสด็จประพาสมิดเดิลเอิร์ธคราวหนึ่ง จึงมาพบพวกเอลฟ์เข้า เหล่าวาลาร์ จึงมีดำริให้ชักชวนพวกเอลฟ์ให้เดินทางไปอยู่ด้วยกันกับพวกพระองค์ที่วาลินอร์ เพื่อให้รอดพ้นจากการรังควานของเมลคอร์ เกิดเป็นการอพยพครั้งใหญ่ของเอลฟ์ ซึ่งเป็นจุดแบ่งกลุ่มตระกูลของเอลฟ์อีกมากมายในเวลาต่อมา

การแบ่งชาติพันธุ์ของเอลฟ

เอลฟ์แบ่งได้เป็นกลุ่มดังต่อไปนี้

 

ฟินเว Finwë ฟินเวเป็นจอมกษัตริย์แห่งโนลดอร์ พระองค์มีชายาองค์แรกนามว่า มีริเอล ทรงมีโอรสองค์หนึ่ง ชื่อว่า 'คูรูฟินเว' ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า 'เฟอานอร์' หลังจากเฟอานอร์ประสูติ มีริเอลก็สิ้นพระชนม์ ฟินเวจึงอภิเษกชายาอีกองค์หนึ่งนามว่า อินดิส ชาววันยาร์ มีโอรสธิดาสี่องค์คือ ฟิงโกลฟิน ฟินาร์ฟิน ฟินดิส และอิริเม

เมื่อเมลคอร์พ้นจากการจองจำ เขาคิดแก้แค้นเหล่าวาลาร์และทำลายพวกเอลฟ์ ยุแยงจนทำให้เฟอานอร์ต้องถูกเนรเทศออกจากทิริออน เมืองหลวงของพวกเอลฟ์ ไปอยู่ที่นครฟอร์เมนอสทางเหนือของอามัน ฟินเวซึ่งรักลูกชายคนโตมากที่สุด จึงตามไปอยู่กับเฟอานอร์ที่นั่นด้วย แต่แล้วพระองค์ก็ถูกเมลคอร์สังหารที่ฟอร์เมนอส หลังจากที่เขาทำลายทวิพฤกษาและมาขโมยซิลมาริลที่นี่ ส่วนเอลฟ์คนอื่นๆ ไปร่วมงานเลี้ยงที่ยอดเขาทานิเควทิลกันหมด

การสิ้นพระชนม์ของฟินเวครั้งนี้เป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้เฟอานอร์และชาวโนลดอร์จำนวนมากโกรธแค้นเมลคอร์ จนตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่า 'มอร์กอธ' แล้วยกทัพออกตามล่าเขากลับมายังมิดเดิ้ลเอิร์ธ

 

 

เฟอานอร์ (Fëanor) เฟอานอร์เป็นโอรสองค์ใหญ่ของฟินเว กษัตริย์แห่งโนลดอร์ กับชายาองค์แรกคือมีริเอล เขาถือกำเนิดในนครทิริออน นครหลวงของพวกเอลฟ์บนแผ่นดินอามัน มารดาของเฟอานอร์สิ้นพระชนม์เมื่อให้กำเนิดพระองค์ ชื่อ 'เฟอานอร์ (Fëanor)' เป็นชื่อมารดาตั้ง มีความหมายว่า "จิตวิญญาณแห่งอัคคี" ส่วนชื่อบิดาตั้งคือ คูรูฟินเว (Curufinwë) มีความหมายว่า 'บุตรแห่งฟินเวผู้เปี่ยมฝีมือ' หลังจากพระนางมีริเอลสิ้นพระชนม์ กษัตริย์ฟินเวอภิเษกชายาใหม่คืออินดิส เฟอานอร์จึงมีน้องชายต่างมารดาอีกสองคนคือ ฟิงโกลฟิน และ ฟินาร์ฟิน

เมื่อเฟอานอร์เจริญวัยได้แต่งงานกับแนร์ดาเนล บุตรสาวของมัคทันนายช่างใหญ่ มีโอรสเจ็ดองค์คือ มายดรอส มากลอร์ เคเลกอร์ม คารันเธียร์ คูรูฟิน อัมร็อด และอัมรัส

เฟอานอร์ได้สร้างความก้าวหน้าทางวิทยาการหลายประการให้แก่โลกอาร์ดา ตัวอย่างสิ่งประดิษฐ์ทรงคุณค่าของเขาได้แก่ อักขระเทงกวาร์ พาลันเทียร์ เฟอานอร์ยังได้คิดค้นวิธีการทำเหมือง การสกัดแร่ และการเจียระไนอัญมณี งานสร้างอัญมณีที่สำคัญของเขาคือการสร้างซิลมาริล อันเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ภายในซิลมาริลบรรจุแสงแห่งทวิพฤกษาไว้ด้วย

ต่อมาเมื่อเมลคอร์ พ้นจากการจองจำ และแก้แค้นเหล่าวาลาร์โดยการทำลายทวิพฤกษา เขาสังหารฟินเว ขโมยซิลมาริลแล้วหนีไปยังมิดเดิ้ลเอิร์ธ ทำให้เฟอานอร์โกรธแค้นถึงกับสาบานจะไล่ล่าล้างแค้นเมลคอร์ไปจนสิ้นโลก และตั้งสมญาให้เมลคอร์ใหม่ว่า มอร์กอธ คำสาบานของเฟอานอร์และโอรสทั้งเจ็ดมีชื่อเรียกว่า คำสาบานของเฟอานอร์ ซึ่งเป็นคำสาบานอันร้ายกาจที่นำมาซึ่งความพินาศของชาวโนลดอร์ทั้งปวง ตลอดจนผู้คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับซิลมาริล เฟอานอร์นำบุตรชายทั้งเจ็ดและชาวโนลดอร์จำนวนมากติดตามมอร์กอธมายังมิดเดิ้ลเอิร์ธ ระหว่างทางเขาทำสงครามกับเอลฟ์ชาวเทเลริที่นครอัลควาลอนเด เนื่องจากชาวเทเลริไม่ต้องการให้เฟอานอร์นำเรือของพวกตนไปใช้ไล่ล่ามอร์กอธ สงครามครั้งนั้นมีชื่อเรียกว่า สงครามประหัตประหารญาติ

ทัพชาวโนลดอร์ได้เดินทางมาจนถึงมิดเดิ้ลเอิร์ธ และได้ทำสงครามขับเคี่ยวกับมอร์กอธหลายครั้งดังปรากฏอยู่ใน ซิลมาริลลิออน เฟอานอร์สิ้นพระชนม์หลังจากชาวโนลดอร์ได้รับชัยชนะใน การสัประยุทธ์ใต้หมู่ดาว เนื่องจากพระองค์ไล่ติดตามทัพของมอร์กอธไปเพียงลำพังจนตกอยู่ในวงล้อม และถูกแส้ของกอธม็อก เจ้าแห่งบัลร็อก จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เฟอานอร์สิ้นพระชนม์ที่เชิงเขาเอเร็ดเวธริน โดยอัคคีภายในกายเผาไหม้ร่างของพระองค์กลายเป็นจุณ

 

 

ฟิงโกลฟิน ( Fingolfin) เป็นโอรสของกษัตริย์ฟินเวกับพระนางอินดิส ซึ่งอภิเษกหลังจากมีริเอล พระชายาองค์แรกและมารดาของเฟอานอร์สิ้นพระชนม์ ดังนั้นจึงมักมีเรื่องขัดเคืองกันระหว่างเฟอานอร์กับฟิงโกลฟินเสมอๆ เพราะต่างก็เป็นโอรสองค์ใหญ่ เหตุแห่งความขัดเคืองกันส่วนใหญ่มาจากการยุแยงของเมลคอร์ เทพอสูรที่ริษยาในความรุ่งเรืองของเหล่าวาลาร์และพวกเอลฟ์ ครั้งหนึ่งเกิดการวิวาทกันจนเฟอานอร์ชักดาบออกต่อหน้าฟิงโกลฟิน จนเป็นเหตุให้เฟอานอร์ถูกลงโทษ ให้เนรเทศออกจากนครทิริออน ทว่าหลังจากนั้น มานเวเทพบดีได้จัดงานเลี้ยงและไกล่เกลี่ยให้พี่น้องทั้งสองกลับคืนดีกัน

แต่เมลคอร์และอุงโกลิอันท์ก่อเหตุร้าย ทำลายทวิพฤกษา สังหารกษัตริย์ฟินเว แล้วชิงซิลมาริลของเฟอานอร์ไปเสียจากท้องพระคลังที่ฟอร์เมนอส หลบหนีไปยังมิดเดิ้ลเอิร์ธ เฟอานอร์ประกาศตามไล่ล่ามอร์กอธ (หรือเมลคอร์) ประชาชนชาวโนลดอร์ส่วนใหญ่ก็เคียดแค้นและจะตามไล่ล่ามอร์กอธด้วย ฟิงโกลฟินจึงเป็นผู้นำชาวโนลดอร์ส่วนใหญ่ที่ติดตามเฟอานอร์กลับมายังมิดเดิ้ลเอิร์ธ

หลังจากเฟอานอร์สิ้นพระชนม์ มายดรอส โอรสองค์ใหญ่ของเฟอานอร์สละสิทธิ์ในราชสมบัติ ฟิงโกลฟินจึงขึ้นเป็นจอมกษัตริย์ของชาวโนลดอร์พลัดถิ่นบนมิดเดิ้ลเอิร์ธ เขาเป็นผู้นำในการสงครามต่อสู้กับมอร์กอธหลายครั้ง จนกระทั่งมอร์กอธตีโต้ด้วยไฟ ในสงครามดากอร์บราโกลลัค ทำให้ฝ่ายกองทัพเอลฟ์ได้รับความเสียหายยับเยิน รวมทั้งโอรสสององค์ของฟินาร์ฟิน คืออังกร็อดและอายก์นอร์ สิ้นพระชนม์ในการศึกครั้งนี้ด้วย ทำให้ฟิงโกลฟินลุแก่โทสะ บุกเพียงลำพังพระองค์เดียวเข้าไปถึงที่มั่นของมอร์กอธในอังก์บันด์ ฟิงโกลฟินได้สู้รบกับมอร์กอธตัวต่อตัว และสร้างบาดแผลแก่มอร์กอธได้ถึงเจ็ดแผล (จนทำให้มอร์กอธต้องเดินเขย่งขามานับแต่นั้น) แต่ไม่มีผู้ใดสามารถสังหารมอร์กอธซึ่งเป็นหนึ่งในเหล่าวาลาร์ได้ สุดท้ายฟิงโกลฟินจึงถูกมอร์กอธสังหาร

โธรอนดอร์พญาอินทรี นำร่างของฟิงโกลฟินออกมา ไปไว้ยังเขตเทือกเขาของกอนโดลิน ทัวร์กอนได้สร้างหลุมพระศพของฟิงโกลฟินในที่นั้น

 

 

ฟินาร์ฟิน (Finarfin) เป็นเจ้าชายเอลฟ์ ซึ่งภายหลังได้เป็นกษัตริย์ของชาวโนลดอร์ที่คงเหลืออยู่ในนครทิริออน บนแผ่นดินอมตะ พระองค์เป็นโอรสองค์เล็กของกษัตริย์ฟินเว กับพระนางอินดิส มีเชษฐาองค์ใหญ่ต่างมารดาคือ เฟอานอร์ ส่วนเชษฐาร่วมบิดามารดาเดียวกันคือ ฟิงโกลฟิน ฟินาร์ฟินมีเรือนผมสีทองแบบเดียวกับอินดิสพระมารดาซึ่งเป็นเอลฟ์ชาววันยาร์ สมาชิกในราชสกุลของพระองค์อีกหลายคนได้สืบทอดลักษณะอันงดงามนี้ของชาววันยาร์ไปด้วย พระองค์อภิเษกกับเจ้าหญิงเออาร์เวนแห่งอัลควาลอนเด ผู้มีเชื้อสายชาวเทเลริ ทรงมีโอรสธิดา 5 พระองค์ ได้แก่ ฟินร็อด โอโรเดร็ธ อังกร็อด อายก์นอร์ และกาลาเดรียล

ฟินาร์ฟินได้ชื่อว่าเป็นเจ้าชายผู้มีสิริโฉม และเฉลียวฉลาดเป็นที่สุด ชื่อในภาษาเควนยาของฟินาร์ฟินคือ อาราฟินเว (Arafinwë) ซึ่งหมายถึง 'บุตรแห่งฟินเวผู้สูงศักดิ์' 
การขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งโนลดอร์
หลังจากเหตุการณ์การดับแสงของวาลินอร์ และการสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ฟินเว เฟอานอร์กับฟิงโกลฟินตัดสินใจนำทัพชาวโนลดอร์จำนวนมากออกไล่ติดตามมอร์กอธกลับมายังมิดเดิลเอิร์ธ โอรสธิดาของฟินาร์ฟินก็ร่วมไปในทัพนั้นด้วย ทำให้ฟินาร์ฟินจำต้องร่วมทัพไปอย่างเสียไม่ได้ แต่เมื่อประกาศกแห่งมานดอสมากล่าวคำพยากรณ์แห่งโนลดอร์ ห้ามปรามพวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย ที่แถบชายฝั่งอารามัน ฟินาร์ฟินก็กลับใจ นำชาวโนลดอร์ผู้กลับใจจำนวนหนึ่งเดินทางกลับนครทิริออน พระองค์ทรงขึ้นเป็นจอมกษัตริย์ของชาวโนลดอร์ที่หลงเหลืออยู่ในนครทิริออน ซึ่งมีจำนวนเพียงไม่ถึงหนึ่งในสิบของชาวโนลดอร์ทั้งหมด

 

 

ฟิงกอน (Fingon)เดินทางมามิดเดิลเอิร์ธพร้อมกับฟิงโกลฟินพระบิดา และกองทัพชาวโนลดอร์จำนวนมาก เมื่อครั้งที่เฟอานอร์นำทัพไล่ล่ามอร์กอธ ซึ่งสังหารกษัตริย์ฟินเวและชิงซิลมาริลหนีไปในช่วงยุคที่หนึ่งของอาร์ดา เขาได้สร้างวีรกรรมเกริกเกียรติครั้งแรกในการฝ่าเข้าไปช่วยเหลือมายดรอส โอรสองค์โตของเฟอานอร์ ที่ถูกมอร์กอธจับตัวไปแขวนทรมานไว้บนยอดภูธังโกโรดริม วีรกรรมครั้งนั้นทำให้มายดรอสสละสิทธิ์ในราชสมบัติโนลดอร์ ทำให้ฟิงโกลฟินได้เป็นจอมกษัตริย์ของชาวโนลดอร์พลัดถิ่นบนมิดเดิ้ลเอิร์ธ

ฟิงกอนได้สร้างอาณาจักรของตนเองขึ้นบนแผ่นดินดอร์-โลมิน อันเป็นดินแดนตอนเหนือของเทือกเขาเงา หรือเอเร็ดเวธริน ทางทิศตะวันตกของฮิธลุม อาณาจักรตอนเหนือแห่งนี้ได้ต่อสู้ต้านทานการบุกของพวกออร์คหลายครั้งหลายหนไม่ให้ล่วงเข้าไปในแผ่นดินเบเลริอันด์ได้

หลังจากกษัตริย์ฟิงโกลฟินสิ้นพระชนม์ในการดวลกับมอร์กอธที่หน้าทวารอังก์บันด์หลังสงครามดากอร์บราโกลลัค ฟิงกอนได้ขึ้นเป็นจอมกษัตริย์ของชาวโนลดอร์พลัดถิ่นต่อจากบิดา เขาร่วมมือกับมายดรอสเพื่อนรักเพื่อบุกโจมตีอังก์บันด์พร้อมทัพพันธมิตรมากมาย สงครามครั้งนั้นเรียกว่า เนียร์นายธ์อาร์นอยดิอัด ซึ่งทัพผสมเอลฟ์-มนุษย์เกือบได้รับชัยชนะ แต่ก็ต้องพ่ายแพ้เนื่องจากการทรยศหักหลังของพวกมนุษย์เผ่าอีสเตอร์ลิง ฟิงกอนสิ้นพระชนม์ในสนามรบจากการดวลกับก็อธม็อก เจ้าแห่งบัลร็อก

หลังจากสงครามนั้น ทัวร์กอนพระอนุชาได้ขึ้นเป็นจอมกษัตริย์แห่งโนลดอร์องค์ต่อไป เนื่องจากโอรสของฟิงกอน คือ เอเรย์นิออน ยังเยาว์อยู่มาก และเวลานั้นถูกส่งตัวไปอยู่ในอารักขาของคีร์ดัน นายนาวากรแห่งแคว้นฟาลัส

 

 

ทัวร์กอน (Turgon) พระองค์เป็นเอลฟ์ชาว โนลดอร์ เป็นโอรสองค์ที่สองของฟิงโกลฟิน ซึ่งเป็นโอรสของฟินเว จอมกษัตริย์แห่งโนลดอร์ ทรงมีพี่ชายหนึ่งองค์คือ ฟิงกอน และน้องสาวหนึ่งองค์ คือ อาเรเดล ท่านหญิงขาว

ชื่อ 'ทัวร์กอน' เป็นภาษาซินดาริน แผลงมาจากคำเควนยาว่า ทูรูคาโน (Turukáno) มีความหมายว่า 'เจ้าชายผู้กล้าหาญ'
ทัวร์กอนเดินทางจากอามันมายังมิดเดิลเอิร์ธพร้อมกับทัพโนลดอร์ภายใต้การนำของฟิงโกลฟินพระบิดา แม้ว่าที่จริงแล้วจะมิได้เต็มใจก็ตาม เมื่อทัพโนลดอร์ส่วนใหญ่ถูกเฟอานอร์ทิ้งไว้ริมชายฝั่ง ก็พากันเดินทางข้ามทุ่งน้ำแข็งเฮลคารัคเซเพื่อมายังมิดเดิลเอิร์ธ ภรรยาของทัวร์กอนชื่อ เอเลนเว เสียชีวิตในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ ทัวร์กอนมีพระธิดาองค์เดียวชื่อ อิดริล เคเลบรินดัล เมื่อบรรดาเจ้านายโนลดอร์พากันตั้งอาณาจักรบนมิดเดิลเอิร์ธ ทัวร์กอนได้ไปอาศัยอยู่ที่เนฟรัสต์ สร้างเมืองริมชายฝั่งของตนขึ้นชื่อว่า วินยามาร์ พลเมืองในความปกครองของอาณาจักรนี้มีทั้งชาวโนลดอร์และซินดาร์ปะปนกัน

ทัวร์กอนเป็นเพื่อนสนิทกับฟินร็อด เฟลากุนด์ ผู้มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องด้วย ทั้งสองมักเดินทางท่องเที่ยวไปด้วยกัน คราวหนึ่งขณะล่องแม่น้ำซิริออน เทพอุลโมบันดาลนิมิตให้แก่คนทั้งสองให้เสาะหาที่ซ่อนตัวเป็นอาณาจักรที่มั่นคง เพื่อให้รอดพ้นจากเงื้อมเงาของมอร์ก็อธ หลังจากนิมิตนั้นหลายปี อุลโมจึงช่วยดลใจให้ทัวร์กอนค้นพบหุบเขาทุมลาเดนภายในวงล้อมของเทือกเขาวงแหวน ทัวร์กอนเริ่มสร้างอาณาจักรใหม่ขึ้นที่นี่และลอบอพยพผู้คนจากเนฟรัสต์มาจนหมด อาณาจักรลับแลในหุบเขานี้ชื่อว่า กอนโดลิน ไม่มีใครสามารถเข้าไปถึงที่มั่นแห่งนี้ได้ แม้แต่กับพวกเอลฟ์ทั่วไปก็เพียงเคยได้ยินชื่อเท่านั้น

ทัวร์กอนเคยให้ความช่วยเหลือแก่ฮูรินและฮูออร์ มนุษย์แห่งตระกูลฮาดอร์ และยังได้ยกทัพออกไปช่วยรบในสงครามเนียร์นายธ์อาร์นอยดิอัด อันเป็นสงครามที่ฝ่ายเอลฟ์และมนุษย์สูญเสียอย่างมากที่สุด นับแต่นั้นชาวกอนโดลินก็ไม่ยอมย่างออกนอกนครอีกเลย จนกระทั่ง ทูออร์ บุตรแห่งฮูออร์ เดินทางมาถึงด้วยความช่วยเหลือของเทพอุลโม ทัวร์กอนรับอุปถัมภ์ทูออร์ไว้ ต่อมาภายหลังเขาได้แต่งงานกับเจ้าหญิงอิดริล ด้วยความริษยาของญาติผู้หนึ่งคือมายกลิน ที่ตกหลุมรักอิดริลเช่นกัน

ความริษยาของมายกลินเป็นต้นเหตุนำความพินาศมาสู่นครกอนโดลิน ทัพมอร์ก็อธสามารถยกมาตีนครลึกลับได้เมื่อได้ล่วงรู้ถึงเส้นทางลับ ทัวร์กอนสิ้นพระชนม์ในการรบครั้งนี้

 

กิลกาลัด เป็นชื่อฉายา ส่วนชื่อจริงคือ เอเรย์นิออน (Ereinion) เป็นโอรสองค์เดียวของฟิงกอน ซึ่งเป็นโอรสองค์ใหญ่ของฟิงโกลฟิน จอมกษัตริย์แห่งชาวโนลดอร์พลัดถิ่นบนมิดเดิ้ลเอิร์ธ พระองค์ถือกำเนิดบนแผ่นดินเบเลริอันด์ จึงเป็นราชนิกุลโนลดอร์ที่ไม่เคยเห็นแสงแห่งทวิพฤกษา

พระองค์ถูกส่งตัวไปอยู่กับเคียร์ดันที่เกาะบาลาร์ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อให้ปลอดภัยจากการศึกสงครามระหว่างพวกเอลฟ์กับจอมมารมอร์กอธที่มีอยู่อย่างไม่หยุดหย่อน เวลาที่ฟิงกอนพระบิดา ซึ่งเป็นจอมกษัตริย์แห่งชาวโนลดอร์พลัดถิ่นต่อจากฟิงโกลฟิน สิ้นพระชนม์ไปนั้น กิลกาลัดยังเด็กอยู่มาก ตำแหน่งกษัตริย์จึงตกไปยังทัวร์กอนผู้เป็นอา จนเมื่อกอนโดลินแตกและเบเลริอันด์จมสู่ทะเล กิลกาลัดจึงได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ของชาวโนลดอร์พลัดถิ่นสืบต่อมา

ในยุคที่สอง กิลกาลัดได้เจริญสัมพันธไมตรีกับมนุษย์ชาวนูเมนอร์อย่างแน่นแฟ้น ได้ร่วมกันทำสงครามกับเซารอนหลายครั้ง จนกระทั่งสงครามครั้งสุดท้ายในชีวิตของพระองค์คือสงครามแห่งพันธมิตรครั้งสุดท้าย (The Last Alliance) ในช่วงสิ้นสุดยุคที่สอง ที่อิซิลดูร์สามารถตัดนิ้วเซารอนและทำลายมันลงได้

กิลกาลัดได้เป็นผู้ครองแหวนวิลย่า ซึ่งเป็นแหวนแห่งพรายที่ทรงอานุภาพที่สุด พระองค์ได้มอบแหวนนี้ให้แก่เอลรอนด์ก่อนเข้าสู่สงครามครั้งสุดท้าย

 

 

เอลู ธิงโกล (เควนยา) ธิงโกลเป็นผู้นำของเอลฟ์ชาวเทเลริ เป็นตัวแทนผู้ได้รับเลือกจากเทพโอโรเมไปยังแผ่นดินอมตะเพื่อยลทวิพฤกษาแห่งวาลินอร์ พร้อมกันกับอิงเว และฟินเว หลังจากนั้นผู้นำเอลฟ์ทั้งสามจึงกลับมาชักชวนพลเมืองของตนให้เดินทางออกจากทะเลสาบคุยวิเอเนนไปยังแผ่นดินอมตะ โดยที่ชาวเทเลริเดินทางอยู่ท้ายสุด

เมื่อไปใกล้จะถึงริมฝั่งมหาสมุทรใหญ่ ธิงโกลได้ล่วงหน้าออกจากกลุ่มเพื่อไปเยี่ยมฟินเว กษัตริย์โนลดอร์ สหายของตน ระหว่างทางเขาได้พบกับเทพีเมลิอันในป่า แล้วทั้งสองตกอยู่ใต้มนตร์เสน่หาที่นั้น พลเมืองของธิงโกลค้นหาเขาไม่พบ จนไม่สามารถเดินทางข้ามมหาสมุทรใหญ่ไปกับเอลฟ์กลุ่มอื่นๆ ได้

หลังจากนั้น ชาวเทเลริที่ตกค้างอยู่จึงตั้งถิ่นฐานที่ริมมหาสมุทรใหญ่ ในแผ่นดินเบเลริอันด์ เอลฟ์กลุ่มนี้ได้ชื่อว่า ชาวซินดาร์ มีธิงโกลและเมลิอัน เป็นราชาและราชินี อาณาจักรของพวกเขาเรียกว่า โดริอัธ ธิงโกลกับเมลิอันมีธิดาด้วยกันหนึ่งองค์ คือ ลูธิเอน

 

 

เมลิอันเป็นไมอาร์องค์หนึ่งซึ่งเป็นญาติของเทพียาวันนา นางรับใช้เทพีวานาและเอสเต มีหน้าที่คอยดูแลอุทยานของเทพีเอสเต คราวหนึ่งนางมายังมิดเดิลเอิร์ธเพื่ออภิบาลรักษาต้นไม้และสิ่งมีชีวิตบนมิดเดิลเอิร์ธที่หลับใหลอยู่ภายใต้แสงดาวริบหรี่ นางได้พบกับธิงโกล กษัตริย์แห่งเอลฟ์ชาวเทเลริ ขณะที่เขาเดินทางไปเยี่ยมฟินเวผู้เป็นสหาย ซึ่งเดินทางล่วงหน้าไปคอยอยู่ริมชายฝั่งตะวันตกของเบเลริอันด์ระหว่างการเดินทางครั้งใหญ่ของพวกเอลฟ์ไปยังอามัน เมลิอันและธิงโกลตกหลุมรักกันทันทีที่เห็นหน้า และยืนนิ่งอยู่ในป่านันเอลม็อธเป็นเวลาหลายปีด้วยตกอยู่ในมนตร์เสน่ห์ เป็นเหตุให้ชาวเทเลริส่วนหนึ่งเฝ้าค้นหาและไปไม่ทันการเดินทางข้ามทะเล ต้องตกค้างอยู่บนแผ่นดินเบเลริอันด์ กลายเป็นชาวซินดาร์ภายใต้การปกครองของธิงโกลและเมลิอันในเวลาต่อมา

เมลิอันให้กำเนิดธิดาแก่ธิงโกล ชื่อว่าลูธิเอน อันเป็นบุตรแห่งอิลูวาทาร์ที่งดงามที่สุดตลอดทุกยุคทุกสมัย ครั้นเมื่อมอร์ก็อธหนีจากวาลินอร์มายังมิดเดิลเอิร์ธ ได้ใช้อำนาจทำลายเอลฟ์และสิ่งมีชีวิตต่างๆ บนมิดเดิลเอิร์ธไปมาก เมลิอันจึงใช้อำนาจของตนสร้าง ข่ายเวทย์แห่งเมลิอัน ครอบคลุมดินแดนภายในอาณาจักรโดริอัธไว้ ทำให้คนภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาตจากเมลิอันหรือธิงโกลจะไม่มีทางค้นพบเส้นทางเข้าสู่อาณาจักรได้เลย เว้นไว้เพียงครั้งเดียวคือการที่เบเรนชาวมนุษย์ สามารถเล็ดรอดผ่านตาข่ายเวทย์เข้ามาได้ด้วยอำนาจของโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่กว่าอำนาจของเมลิอัน

เมลิอันยังเป็นมารดาบุญธรรมของ ทูริน บุตรมนุษย์ ซึ่งมอร์เวนผู้มารดาส่งตัวมาขออยู่ในอุปถัมภ์ของธิงโกลนางยังได้มอบ เลมบัส ซึ่งเป็นเสบียงเดินทางของพวกเอลฟ์ที่ไม่เคยให้คนนอกเผ่าพันธุ์มาก่อน ให้แก่ทูรินด้วย แสดงถึงความเมตตาที่มีให้แก่ทูรินอย่างที่สุด

เมื่อทั้งลูธิเอนและธิงโกลสิ้นชีวิตจากไป เมลิอันก็สลายร่างของตนแล้วหวนกลับคืนแผ่นดินอามัน ร่ำไห้อาลัยถึงคนทั้งสองอยู่ในท้องพระโรงแห่งการรอคอยของมานดอส ไม่มีเรื่องราว
ในตำนานใดกล่าวถึงนางอีก
อำนาจของเมลิอันช่วยปกป้องอาณาจักรเอลฟ์จากการรุกรานของมอร์ก็อธได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ครั้นเมื่อนางจากไปอำนาจนั้นก็เสื่อมสลาย และเป็นอันสิ้นสุดอาณาจักรเอลฟ์ทั้งปวง

 

ลูธิเอน (Lúthien Tinúviel) เป็นเจ้าหญิงเอลฟ์ในจินตนิยายเรื่อง ซิลมาริลลิออน ประพันธ์โดย เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน มีชีวิตอยู่ในยุคบรรพกาลจนถึงยุคที่หนึ่งของมิดเดิ้ลเอิร์ธ ได้รับยกย่องว่าเป็นเอลฟ์ที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลกอาร์ดา นางถูกกล่าวถึงในบทประพันธ์เรื่อง เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ ในฐานะที่เป็นเอลฟ์ผู้ยอมสละชีวิตอมตะเพื่อได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนรักที่เป็นชาวมนุษย์ (คือเบเรน) เรื่องราวโดยละเอียดของนางถูกประพันธ์ไว้ใน ซิลมาริลลิออน โดย เจ. อาร์. อาร์. โทลคีน บอกว่า เป็นเรื่องเอกเรื่องหนึ่งของตำนานนั้น บนหลุมฝังศพของโทลคีนและภรรยายังจารึกชื่อ "เบเรน" และ "ลูธิเอน" ไว้ด้วย โดยโทลคีนสมมุติว่าตัวเองคือเบเรน และภรรยาคือลูธิเอน

ลูธิเอนเป็นราชธิดาของกษัตริย์ธิงโกล ชาวซินดาร์ ผู้ปกครองอาณาจักรโดริอัธ กับเทพีเมลิอัน ผู้เป็นเทพไมอา มีฉายาว่า ทินูเวียล ซึ่งหมายถึง สกุณาสายัณห์ หรือนกไนติงเกล เนื่องด้วยนางมีเสียงอันไพเราะ นางได้พบรักกับชายชาวมนุษย์ชื่อว่า เบเรน แต่ความรักของทั้งสองมีอุปสรรค ด้วยกษัตริย์ธิงโกลไม่ต้องการให้บุตรสาวสูงศักดิ์ของตนต้องแปดเปื้อนกับวงศ์มนุษย์ซึ่งพระองค์เห็นว่าต่ำต้อย จึงแสร้งใช้ให้เบเรนไปชิงซิลมาริลดวงหนึ่งมาจากมงกุฎของมอร์กอธเพื่อเป็นของหมั้น ขณะเดียวกันก็จับตัวลูธิเอนขังไว้ไม่ให้ไปช่วย

เบเรนฝ่าอันตรายนานัปการ โดยลูธิเอนหนีออกจากที่คุมขังไปให้ความช่วยเหลือ ในภารกิจเสี่ยงตายครั้งนี้ ฟินร็อด เจ้าผู้ครองนาร์โกธรอนด์ ได้ให้ความช่วยเหลือแก่เบเรน ผู้เป็นบุตรของบาราเฮียร์สหายของพระองค์ จนฟินร็อดเองต้องถึงแก่ชีวิต ในที่สุดเบเรนและลูธิเอนก็ชิงซิลมาริลออกมาได้ แต่เบเรนถูกคาร์คาร็อธ สุนัขป่าของมอร์กอธ กัดมือจนขาดแล้วกลืนซิลมาริลเข้าไป

อาณาจักรโดริอัธจึงต้องออกตามล่าคาร์คาร็อธ ที่ถูกดวงมณีซิลมาริลทรมานจนอาละวาดไปทั่วแว่นแคว้น โดยเบเรนเข้าร่วมในภารกิจตามล่าครั้งนี้ด้วย ในที่สุดซิลมาริลถูกชิงกลับคืนมาได้ แต่เบเรนต้องสิ้นชีพ

ลูธิเอนตรอมใจจนสิ้นชีวิตไปพร้อมกัน นางได้ไปยังท้องพระโรงแห่งการรอคอย อันเป็นสถานที่ซึ่งเอลฟ์ทั้งปวงต้องไปถึงหลังจากสิ้นชีวิต เพื่อรอการกลับคืนมาเกิดใหม่ แต่ลูธิเอนคร่ำครวญร่ำไห้ถึงเบเรนจนเทพมานดอส เจ้าแห่งความตาย เมตตาสงสาร เหล่าเทพจึงให้ทางเลือกแก่นางว่า จะฟื้นคืนชีพไปมีชีวิตอมตะดุจเดิมโดยลืมเรื่องของเบเรนไปทั้งหมด หรือจะคืนชีพพร้อมกับเบเรนโดยต้องสูญเสียชีวิตอมตะของเอลฟ์

ลูธิเอนเลือกทางเลือกที่สอง นางกับเบเรนจึงได้คืนชีพมาอีกครั้ง และใช้ชีวิตร่วมกันที่โทลกาเลนอย่างสงบสุขจนสิ้นชีวิต

เบเรนและลูธิเอนมีบุตรหนึ่งคนคือ ดิออร์ ภายหลังได้เป็นผู้ครองโดริอัธต่อจากธิงโกล

 

กาลาเดรียล เป็นเจ้าหญิงเอลฟ์ชาวโนลดอร์ (ลูกครึ่งเทเลริ) ที่เดินทางกลับมามิดเดิ้ลเอิร์ธนับตั้งแต่ยุคที่หนึ่ง ชื่อจริงของนางคือ แนร์เวน (Nerwen) อันเป็นชื่อมารดาตั้ง หมายถึง 'นางผู้เสมอชาย' (เนื่องจากนางมีร่างกายสูงใหญ่และมีพลังอำนาจมาก) ชื่อบิดาตั้งคือ อาร์ทานิส (Artanis) หมายถึง 'นางผู้สูงศักดิ์' ส่วนชื่อ 'กาลาเดรียล' เป็นคำในภาษาซินดารินของชื่อ อลาทาเรียล ซึ่งมีความหมายว่า 'นางผู้สวมมาลัยเศียรอันเรืองรอง' เป็นชื่อที่เคเลบอร์นตั้งให้แก่นาง เนื่องมาจากนางมีเส้นผมเป็นสีทอง
เหลือบเงินเปล่งปลั่งงดงาม
กาลาเดรียล เป็นธิดาองค์สุดท้องของฟินาร์ฟิน เจ้าชายโนลดอร์ซึ่งต่อมาได้เป็นจอมกษัตริย์แห่งโนลดอร์บนทวีปอามัน กับเจ้าหญิงเออาร์เวนแห่งอัลควาลอนเด เอลฟ์ชาวเทเลริ นางเกิดบนทวีปอามันตั้งแต่ยุคแห่งพฤกษา มีพี่ชายร่วมบิดามารดาเดียวกันคือ ฟินร็อด โอโรเดร็ธ อังก์รอด และอายก์นอร์
กาลาเดรียลเดินทางมามิดเดิ้ลเอิร์ธพร้อมกับกองทัพโนลดอร์ที่มาไล่ล่ามอร์กอธเพื่อชิงซิลมาริลคืน แต่วัตถุประสงค์ส่วนตัวของนางก็เพื่อมาแสวงหาดินแดนเสรีสำหรับปกครองตัวเองเท่านั้น

เมื่อมาถึงมิดเดิ้ลเอิร์ธ นางได้พำนักอยู่กับกษัตริย์ธิงโกลและเทพีเมลิอัน เจ้าผู้ครองอาณาจักรโดริอัธ เนื่องจากธิงโกลเป็นพี่ชายของกษัตริย์โอลเวแห่งอัลควาลอนเด ซึ่งเป็นตาของนางเอง ที่โดริอัธนี้นางได้พบรักกับเคเลบอร์น เอลฟ์ชาวซินดาร์ เจ้าชายองค์หนึ่งของโดริอัธ และต่อมาได้แต่งงานกัน นางมีบุตรีกับเคเลบอร์นคนหนึ่งคือ เคเลเบรียน ผู้เป็นมารดาของ อาร์เวน

หลังจากสิ้นสุดยุคที่หนึ่ง เมื่อมอร์กอธถูกกำราบลง และชาวโนลดอร์ได้รับอภัยโทษจากเหล่าวาลาร์ให้สามารถกลับไปยังแผ่นดินอามันได้ กาลาเดรียลตัดสินใจที่จะอยู่บนมิดเดิ้ลเอิร์ธต่อไป เวลานั้นราชนิกูลโนลดอร์ที่เดินทางออกจากอามันมามิดเดิ้ลเอิร์ธสิ้นพระชนม์ไปเกือบหมด นางจึงเป็นเอลฟ์เพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ที่เคยเห็นทวิพฤกษามาด้วยตาของตัวเอง (กิล-กาลัดจอมกษัตริย์ถือกำเนิดบนมิดเดิ้ลเอิร์ธ) ตลอดช่วงยุคที่สอง กาลาเดรียลมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งอาณาจักรเอลฟ์แห่งใหม่บนมิดเดิ้ลเอิร์ธ คืออาณาจักรเอเรกิออน และยังมีส่วนในการก่อตั้งสภาขาว เพื่อต่อต้านอำนาจขององค์เซารอน สมุนเอกของพระเจ้าปีศาจสูงสุดมอร์กอธ

กาลาเดรียลเป็นหนึ่งในผู้ถือแหวนทั้งสามของเอลฟ์ โดยได้ครอบครองแหวนเนนย่า แหวนแห่งน้ำ จึงมีอำนาจคุ้มกันอาณาเขตไพรแห่งลอธลอริเอนให้บริสุทธิ์จากความชั่วร้ายที่ทวีขึ้นในยุคนั้น

เมื่อลอริเอนสิ้นผู้ปกครอง หลังจากเหตุวิบัติในปี 1981 ของยุคที่สาม กาลาเดรียลและเคเลบอร์นได้เดินทางไปที่นั่น และได้รับยกย่องให้เป็นผู้พิทักษ์อาณาจักรลอริเอน เนื่องจากทั้งสองปฏิเสธที่จะขึ้นเป็นราชาและราชินี

ในระหว่างสงครามแหวน ช่วงปลายยุคที่สาม กาลาเดรียลถูกทดสอบจิตใจด้วยเอกธำมรงค์ ขณะที่โฟรโดเดินทางผ่านลอธลอริเอนระหว่างการนำแหวนไปทำลาย แต่นางสามารถชนะใจตัวเอง ไม่ตกเป็นทาสของแหวน และยินดีจะเป็นเพียง 'กาลาเดรียล' ผู้หวนคืนสู่แดนอมตะแห่งเหล่าเทพ นางได้มอบสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ให้กับคณะเดินทาง (เหล่าพันธมิตรแห่งแหวน) รวมทั้งเลมบัส ซึ่งเป็นขนมปังสำหรับการเดินทางที่องค์เอลฟ์จะไม่มอบให้แก่เผ่าพันธุ์อื่นใดเลย คนแคระอย่างกิมลีตะลึงในความสวย สง่างาม และได้เอ่ยปากขอเส้นเกศาของกาลาเดรียลไว้เป็นที่ระลึก กาลาเดรียลมอบเกศาให้แก่กิมลีถึง 3 เส้น ขณะที่เฟอานอร์เคยขอเส้นเกศาของนาง (ซึ่งร่ำลือกันว่างามประหนึ่งบรรจุแสงพิสุทธิ์ของพฤกษาเงินและพฤกษาทองเอาไว้รวมกัน) แต่นางไม่ยอมมอบให้เลยแม้แต่เส้นเดียว

หลังจากสิ้นสุดสงครามแหวน กาลาเดรียลเดินทางกลับแผ่นดินอมตะพร้อมกับ แกนดัล์ฟ เอลรอนด์ เคียร์ดัน และผู้ถือแหวนทั้งสองคือ บิลโบ และ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์

 

ฟินร็อดเป็นโอรสของฟินาร์ฟินกับเออาร์เวน มีน้องชายคือ โอโรเดร็ธ อังกร็อด อายก์นอร์ และน้องสาวสุดท้องคือ กาลาเดรียล พระองค์เดินทางมายังมิดเดิลเอิร์ธเมื่อครั้งกบฏชาวโนลดอร์เดินทัพออกจากแผ่นดินอมตะ เพื่อไล่ตามล้างแค้นมอร์กอธ ทั้งที่ขัดต่อพระบัญชาของเหล่าวาลาร์

ฟินร็อดเป็นผู้ก่อตั้งหอคอยมินัสทิริธ ที่ช่องเขาแห่งซิริออน ภายหลังหอคอยนี้ตกไปอยู่ใต้อำนาจของมอร์กอธ และเป็นสถานที่ซึ่งฟินร็อดสิ้นพระชนม์

เนื่องจากพระองค์เป็นโอรสของเออาร์เวน เป็นนัดดาของกษัตริย์โอลเวชาวเทเลริ จึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังอาณาจักรโดริอัธของกษัตริย์ธิงโกล ซึ่งเป็นเชษฐาของกษัตริย์โอลเว ฟินร็อดเป็นหลานรักของกษัตริย์ธิงโกล และได้รับคำแนะนำให้สร้างอาณาจักรนาร์โกธรอนด์ขึ้น ในลักษณะเดียวกันกับเมเนกร็อธ คือเป็นราชวังที่ขุดเจาะลงไปในถ้ำใต้พื้นดิน แล้วฟินร็อดจึงขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งนาร์โกธรอนด์ ทรงยกหอคอยมินัสทิริธให้อยู่ในความดูแลของโอโรเดร็ธพระอนุชา

ในสงครามดากอร์บราโกลลัค ฟินร็อดตกอยู่ในวงล้อมของพวกออร์ค แต่ทรงหนีรอดออกมาได้ด้วยความช่วยเหลือของบาราเฮียร์ ทายาทแห่งตระกูลเบออร์ พระองค์จึงประทานแหวนซึ่งมีตราประจำราชสกุลฟินาร์ฟินให้แก่บาราเฮียร์ เป็นเครื่องระลึกถึงวีรกรรมครั้งนั้น (แหวนนี้ต่อมามีชื่อเรียกว่า แหวนแห่งบาราเฮียร์) พร้อมทั้งคำสัญญาจะให้ความช่วยเหลือแก่ทายาทของบาราเฮียร์อย่างเต็มกำลังหากพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ จากคำสัญญานี้ทำให้ฟินร็อดร่วมเดินทางไปกับภารกิจเสี่ยงภัยของเบเรน บุตรแห่งบาราเฮียร์ เพื่อไปชิงซิลมาริลจากมงกุฎของมอร์กอธตามบัญชาของกษัตริย์ธิงโกล พระองค์ปกป้องเบเรนจนถึงที่สุดเมื่อพวกเขาถูกเซารอนจับตัวได้ ระหว่างเดินทางผ่านช่องเขาซิริออน (ซึ่งเวลานั้นตกอยู่ใต้อำนาจของมอร์กอธแล้ว) พระองค์ต่อสู้กับปีศาจหมาป่าเพื่อปกป้องเบเรน จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ที่หอคอยมินัสทิริธซึ่งพระองค์เป็นผู้ก่อตั้งขึ้นมาเอง

 

 

เอลรอนด์เป็นบุตรของเออาเรนดิลและเอลวิง และเป็นเหลนของลูธิเอน เขาเกิดในแผ่นดินเบเลริอันด์เมื่อ 58 ปีก่อนสิ้นยุคที่หนึ่ง ดังนั้นเมื่อถึงยุคสมัยในเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เอลรอนด์จึงมีอายุมากกว่า 6,000 ปีแล้ว เขามีพี่ชายฝาแฝดคนหนึ่งชื่อว่า เอลรอส ซึ่งเป็นกษัตริย์คนแรกของนูเมนอร์

เอลรอนด์มีกำเนิดเป็นมนุษย์กึ่งเอลฟ์ แต่ได้รับพรให้สามารถเลือกได้ว่า จะเป็นมนุษย์ หรือเป็นเอลฟ์ เนื่องจากความดีความชอบของบิดามารดาของเขา ซึ่งทำให้ครอบครัวของพวกเขาสามารถเลือกชาติพันธุ์เป็นเอลฟ์หรือมนุษย์ได้ตามประสงค์ เอลรอนด์เลือกที่จะเป็นเอลฟ์

เอลรอนด์เป็นนักปราชญ์ เป็นผู้ทรงปัญญา เขามีพลังอำนาจมาก และเป็นผู้ธำรงรักษาความดีงามของโลก ในหนังสือ ซิลมาริลลิออน คริสโตเฟอร์ โทลคีน อธิบายถึงความสำคัญของบทบาทของตัวละครตัวนี้ไว้ในส่วนหนึ่งของคำนำว่า

เอลรอนด์เป็นสัญลักษณ์ของภูมิปัญญาโบราณ ตระกูลของเขาเป็นตัวแทนของตำนาน ที่ปกปักรักษาความทรงจำอันน่าเคารพยำเกรงของประเพณีทั้งปวงที่เกี่ยวข้องกับความดี ความเฉลียวฉลาด และความงดงาม อาณาจักรของเขามิได้เป็นสถานที่กระทำการใดๆ เป็นแต่เพียงสถานที่ซึ่งสะท้อนสิ่งดีงามเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ สถานที่แห่งนี้จึงเป็นจุดที่ต้องมาเยือนทุกครั้งก่อนจะออกไปปฏิบัติภารกิจ หรือก้าวเข้าสู่ ‘การผจญภัย’ ทุกชนิด มันอาจเพียงบังเอิญอยู่บนทางผ่าน (เช่นที่ปรากฏในเดอะฮอบบิท) แต่แล้วการณ์กลับกลายเป็นความจำเป็นที่จะต้องเริ่มออกเดินทางจากที่นั่นโดยปราศจากความรู้คิดถึงเส้นทางที่จะไป ในเรื่อง ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ เมื่อบรรดาวีรชนหนีภยันตรายจากความชั่วร้ายที่คุกคามอยู่จักแหล่นไปสู่คฤหาสน์ของเอลรอนด์ พวกเขากลับต้องออกเดินทางจากไปสู่เส้นทางใหม่ที่แตกต่างไปจากความคิดเดิมอย่างสิ้นเชิง คือมุ่งเข้าหาอันตรายและประจันหน้ากับจุดกำเนิดของความชั่วร้าย
เอลรอนด์เกิดที่เมืองท่าปากแม่น้ำซิริออน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแผ่นดินเบเลริอันด์ ในสงครามประหัตประหารญาติครั้งที่สาม เมื่อบรรดาบุตรแห่งเฟอานอร์ยกทัพมาโจมตีเมืองท่าซิริออนเพื่อชิงซิลมาริล เอลรอสและเอลรอนด์ถูกจับตัวไป แต่มากลอร์เมตตาสงสารเด็กทั้งสอง จึงไว้ชีวิตและเลี้ยงดูไว้

หลังสงครามแห่งความโกรธา เมื่อเบเลริอันด์จมลงสู่ทะเล เอลรอนด์ได้มาพำนักอยู่กับกิล-กาลัด (ซึ่งเวลานั้นได้กลายเป็นจอมกษัตริย์ของชาวโนลดอร์พลัดถิ่น) ที่ลินดอน โดยได้เลือกมีชีวิตเป็นเอลฟ์แบบเดียวกับพ่อแม่ (แต่ไม่เหมือนกับพี่ชายของตน) ในยุคที่สอง เอลรอนด์ได้เป็นผู้ช่วยคนสำคัญของกิล-กาลัด เขาเป็นแม่ทัพนำทัพจากลินดอนไปช่วยเหลืออาณาจักรเอเรกิออน ซึ่งถูกเซารอนโจมตีในราวปีที่ 1695 ทัพของเขาร่วมกับทัพของเคเลบอร์นที่ตีฝ่าออกมาได้ถอยไปตั้งหลักที่อิมลาดริส (หรือริเวนเดลล์) ในที่สุด เอเรกิออนก็แตก แต่ทัพของเซารอนก็ต้องพ่ายแพ้ในเวลาต่อมาเมื่อทัพจากนูเมนอร์ยกมาช่วยกระหนาบตีร่วมกับทัพของเอลรอนด์

หลังจากนั้นจึงมีการก่อตั้งสภาขาวแห่งแรก เอลรอนด์ได้รับมอบแหวนวิลย่า แหวนแห่งลม อันเป็นเอกในบรรดาแหวนทั้งสามของเอลฟ์ จากกิล-กาลัด แสดงถึงความไว้วางใจอย่างสูง

ช่วงปลายยุคที่สอง ในสงครามแห่งพันธมิตรครั้งสุดท้าย ซึ่งนำโดยกิล-กาลัดกับเอเลนดิล เอลรอนด์ได้ร่วมทัพไปด้วยในฐานะผู้ถือธงประจำตัวของกิล-กาลัด และเป็นผู้อยู่เคียงข้างกษัตริย์กิล-กาลัดในยามที่พระองค์สิ้นพระชนม์

ในปีที่ 109 ของยุคที่สาม เอลรอนด์ได้แต่งงานกับเคเลเบรียน บุตรีของกาลาเดรียล ทั้งสองมีบุตรชายฝาแฝดคือ เอลลาดาน และ เอลโรเฮียร์ กับบุตรสาวคนสุดท้องคือ อาร์เวน อุนโดเมียล เอลรอนด์มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรอาร์นอร์ของชาวมนุษย์ อย่างแน่นแฟ้น เมื่อบิดาของอารากอร์นสิ้นชีวิต เขาจึงรับอารากอร์นมาอยู่ริเวนเดลล์ในฐานะบุตรบุญธรรม เอลรอนด์ยังให้ที่พำนักแก่บิลโบ แบ๊กกิ้นส์ ในระหว่างการผจญภัยของเขาใน เดอะฮอบบิท ด้วย

ในปีที่ 3018 ของยุคที่สาม ตัวแทนหลายเผ่าพันธุ์มาร่วมอยู่ในที่ประชุมของเอลรอนด์ เพื่อตัดสินชะตาของมิดเดิ้ลเอิร์ธร่วมกัน นำไปสู่การเดินทางของโฟรโด แบ๊กกิ้นส์ เพื่อนำแหวนเอกไปทำลาย

เอลรอนด์เดินทางจากมิดเดิ้ลเอิร์ธไปสู่แผ่นดินอมตะหลังจากสิ้นสุดสงครามแหวน พร้อมกับ แกนดัล์ฟ กาลาเดรียล เคียร์ดัน และผู้ถือแหวนทั้งสองคือ บิลโบ และ โฟรโด แบ๊กกิ้นส์

 

 

เออาเรนดิลเป็นบุตรของทูออร์ มนุษย์แห่งตระกูลฮาดอร์ และอิดริล เคเลบรินดัล เจ้าหญิงโนลดอร์ พระธิดาของกษัตริย์ทัวร์กอนแห่งนครกอนโดลิน เมื่อเออาเรนดิลอายุได้เจ็ดปี นครกอนโดลินถูกทัพของมอร์กอธตีแตก เป็นวาระการล่มสลายของนครกอนโดลิน ทูออร์พาอิดริล เออาเรนดิล และชาวกอนโดลินจำนวนมากหลบหนีออกมา และเดินทางไปจนถึงปากแม่น้ำซิริออน พวกเขาตั้งถิ่นฐานขึ้นใหม่ที่นั่น ต่อมาทูออร์กับอิดริลแล่นเรือจากไป เออาเรนดิลจึงได้เป็นผู้นำของประชาชนในแถบลุ่มแม่น้ำซิริออน

เออาเรนดิลแต่งงานกับเอลวิง ธิดาของดิออร์ ซึ่งเป็นบุตรของเบเรนกับลูธิเอน เอลวิงหนีออกมาจากโดริอัธในวาระการล่มสลายของโดริอัธ แล้วมาเข้าร่วมกับบรรดาประชาชนแถบลุ่มแม่น้ำซิริออนด้วย เออาเรนดิลมีบุตรกับเอลวิงสองคน คือ เอลรอส และ เอลรอนด์

เออาเรนดิลสร้างเรือวิงกิล็อท (Vingilot) ด้วยความช่วยเหลือของเคียร์ดัน เขามักแล่นเรือไปสำรวจดินแดนต่างๆ ในทะเล ครั้งหนึ่งระหว่างที่เขาแล่นเรือออกไป บุตรแห่งเฟอานอร์ยกทัพมาโจมตีเมืองท่าแห่งซิริออน ด้วยต้องการจะชิงซิลมาริล ซึ่งเอลวิงได้รับสืบทอดต่อมาจากลูธิเอน การศึกครั้งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสงครามประหัตประหารญาติ ครั้งที่สาม เมืองท่าซิริออนถูกตีแตก เอลวิงสวมซิลมาริลไว้ที่คอแล้วกระโจนลงทะเล ส่วนเอลรอสและเอลรอนด์ที่ยังเด็กถูกจับตัวไป แต่มากลอร์ โอรสองค์ที่สองของเฟอานอร์ เมตตาสงสารเลี้ยงดูเด็กทั้งสองไว้

เอลวิงได้รับความช่วยเหลือจากเทพอุลโม รอดพ้นจากความตายในทะเล และได้ไปพบเรือของเออาเรนดิล ทั้งสองกับผู้ติดตามจึงตัดสินใจออกเดินทางไปเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษจากเหล่าวาลาร์ เป็นตัวแทนของทั้งสองเผ่าพันธุ์ คือเอลฟ์ และ มนุษย์ ด้วยอำนาจของดวงมณีซิลมาริล ทำให้พวกเขาสามารถฝ่าห้วงสมุทรและแนวข่ายเวทมนตร์จนไปถึงแผ่นดินอมตะได้ จากนั้นวาลาร์รับคำขอของเขา และยกทัพใหญ่มาปราบมอร์กอธได้สำเร็จ เรียกการศึกครั้งนี้ว่า สงครามแห่งความโกรธา (War of Wrath) เออาเรนดิลได้ขับนาวาวิงกิล็อทมาร่วมรบในสงครามนี้ด้วย

ความดีของเออาเรนดิลที่เดินทางมายังแดนอมตะโดยไม่คำนึงถึงตัวเอง แต่เพื่อประโยชน์ของสองชาติพันธุ์ เทพมานเวจึงประทานอภัยโทษแก่เขา และการที่เขาเป็นลูกครึ่งระหว่างมนุษย์ (คือทูออร์) กับเอลฟ์ (คือเจ้าหญิงอิดริล) เทพมานเวจึงมอบพรให้แก่เขาและครอบครัวทั้งหมด ให้สามารถเลือกได้ว่าจะเป็นเผ่าพันธุ์เอลฟ์หรือมนุษย์ เออาเรนดิลมอบสิทธิ์ให้เอลวิงภริยาเป็นผู้เลือก และนางเลือกจะเป็นเอลฟ์

วาลาร์มอบหมายให้เออาเรนดิลพิทักษ์ดวงมณีซิลมาริลที่เขานำมาคืน โดยให้เขาขับนาวาวิงกิล็อท อัญเชิญดวงมณีแล่นล่องไปในฟากฟ้า เขาขับนาวาแล่นขึ้นจากแผ่นดินอมตะในยามค่ำ และล่องกลับมาในยามเช้า ประชาชนชาวมิดเดิ้ลเอิร์ธจะมองเห็นดวงมณีได้ชัดเมื่ออยู่เหนือแผ่นดินอมตะ เป็นดาวประจำเมืองในยามย่ำค่ำ และดาวประกายพรึกในยามย่ำรุ่ง พวกเอลฟ์เรียกดาวดวงนี้ว่า 'กิล-เอสเตล' (Gil-Estel) หรือ ดวงดาวแห่งความหวัง

 

เคียร์ดันเป็นเอลฟ์ชาวเทเลริ ที่เชื่อกันว่าเป็นเอลฟ์ที่ตื่นขึ้นพร้อมกับเหล่าเอลฟ์ทั้งหลาย ริมทะเลสาบคุยวิเอเนน ตั้งแต่สมัยยุคแห่งพฤกษาของโลกอาร์ดา นามที่แท้จริงของเขานั้นไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด ทว่าจากการสืบค้นของเพงโกล็อธ ครูตำนานแห่งกอนโดลิน สันนิษฐานว่าชื่อของเขานั้นคือ โนเว (Nowë) เคียร์ดันได้เข้าร่วมในการเดินทางครั้งใหญ่ของเหล่าเอลฟ์มุ่งสู่วาลินอร์ ทว่าเช่นเดียวกับชาวเทเลริอื่นๆ อีกหลายคน เคียร์ดันตกค้างอยู่บนแผ่นดินเบเลริอันด์เนื่องจากมัวแต่ติดตามหา เอลเว ธิงโกล กษัตริย์ของตน จึงไม่ได้ออกเดินทางข้ามมหาสมุทรใหญ่ไปสู่แผ่นดินอามัน

เคียร์ดันกับเอลฟ์ชาวเทเลริจำนวนหนึ่งตั้งถิ่นฐานลงที่ริมฝั่งมหาสาคร บริเวณนั้นเรียกชื่อต่อมาว่า แคว้นฟาลัส ตัวเขาและผองชนเหล่านั้นเรียกตัวเองว่า ชาวฟาลาธริม มีการปกครองตัวเองแยกต่างหากแม้ว่าจะยังนับถือธิงโกลเป็นกษัตริย์ของตนอยู่ เคียร์ดันได้เป็นผู้นำของชาวฟาลาธริมเหล่านี้

ในระหว่างเหตุการณ์สงครามแห่งอัญมณี แคว้นฟาลัสไม่ใคร่ถูกรุกรานจากมอร์กอธมากนัก เพราะพวกเขาอยู่ไกลลงไปทางตอนใต้ของเบเลริอันด์ แต่พวกฟาลัสได้ให้ความช่วยเหลือในการศึกสงครามอยู่บ่อยๆ และยังให้การสนับสนุนเรือเร็วในการขึ้นล่องส่งข่าว และรับส่งกองกำลังสอดแนมอยู่ตามริมชายฝั่งมหาสาครอีกด้วย

จนกระทั่งถึงช่วงปลายของยุคที่หนึ่ง หลังจากทัพโนลดอร์แตกพ่ายยับเยินในสงครามเนียร์นายธ์อาร์นอยดิอัด มอร์กอธยกทัพใหญ่พร้อมช่างโลหะและช่างอาวุธลงมา พร้อมจะปักหลักต่อสู้ระยะยาวกับพวกเขา เอลฟ์ฟาลัสกับเอลฟ์ที่แตกหนีมาจากการสงครามพากันล่าถอยลงเรือไปยังเกาะบาลาร์ ในจำนวนนี้มีเอเรย์นิออน โอรสของกษัตริย์ฟิงกอน ที่ถูกส่งตัวมาอยู่กับเคียร์ดันตั้งแต่เด็กๆ ถูกพาหนีไปเกาะบาลาร์ด้วย

เมื่อทูออร์และเออาเรนดิลอพยพลี้ภัยมาจากการล่มสลายของกอนโดลิน และมาพำนักอยู่ที่ปากแม่น้ำซิริออน เคียร์ดันได้ผูกสมัครเป็นมิตรกับพวกเขา และสอนให้คนทั้งสองต่อเรือ ซึ่งภายหลังทูออร์ได้สร้างเรือ เออาราเม ออกเดินทางไปสู่อามันพร้อมกับอิดริล ส่วนเออาเรนดิลได้สร้าง วิงกิล็อต อันเป็นนาวาที่ได้รับเกียรติสูงยิ่งในการอัญเชิญดวงมณีซิลมาริลเพื่อส่องแสงสว่างแก่โลก

เมื่อสิ้นสุดยุคที่หนึ่ง เคียร์ดันพากิลกาลัดไปพำนักอยู่ที่ลินดอน และร่วมสร้างอาณาจักรเอลฟ์ในยุคที่สองขึ้นที่นี่

ครั้นถึงยุคที่อันนาทาร์ร่วมกับเอลฟ์ช่างแห่งเอเรกิออนสร้างแหวนแห่งอำนาจขึ้น เคียร์ดันว่ากล่าวห้ามปรามการสร้างแหวนดังกล่าว แต่พวกเอลฟ์ช่างไม่เชื่อฟังเขา เวลาเดียวกันนั้น เคเลบริมบอร์ได้ลอบสร้างแหวนแห่งเอลฟ์ขึ้นสามวง โดยที่อันนาทาร์ไม่มีส่วนด้วย จนภายหลังเมื่อพวกเอลฟ์ล่วงรู้ว่าที่แท้อันนาทาร์ก็คือ เซารอน เคเลบริมบอร์จึงส่งแหวนเอลฟ์สองวง ได้แก่ วิลย่า และ นาร์ย่า มายังลินดอน ให้อยู่ในความคุ้มครองของกิลกาลัด ภายหลังกิลกาลัดมอบแหวนแห่งลม วิลย่า ให้แก่เอลรอนด์ และมอบแหวนแห่งไฟ นาร์ย่า ให้แก่เคียร์ดัน

ล่วงถึงยุคที่สาม เมื่อเหล่าอิสตาริเดินทางมาถึงมิดเดิลเอิร์ธ เคียร์ดันได้พบกับแกนดัล์ฟ และล่วงรู้ว่าที่แท้แกนดัล์ฟคือเทพไมอาที่เดินทางมาช่วยเหล่าบุตรแห่งอิลูวาทาร์ เขาจึงมอบแหวนนาร์ย่า ให้แก่แกนดัล์ฟ

เคียร์ดันพำนักอยู่ที่ลินดอนตลอดช่วงชีวิตบนมิดเดิลเอิร์ธของเขา ไม่เคยเดินทางไปที่อื่นเลย เขาต่อเรือลำแล้วลำเล่าเพื่อให้เหล่าปฐมชนใช้เดินทางข้ามมหาสาครกลับไปยังแผ่นดินอามัน โดยตัวเขาเองเป็นผู้แล่นเรือลำสุดท้ายออกจากโลกนี้ไป

 

เคเลบริมบอร์ เป็นโอรสของเจ้าชายคูรูฟิน ซึ่งเป็นโอรสองค์ที่ห้าของเฟอานอร์ บุตรแห่งฟินเว เป็นทายาทเพียงผู้เดียวที่ถูกบันทึกไว้ว่า เป็นผู้มีฝีมือทางช่างชั้นสูงสืบทอดมาจากพ่อและปู่ เขาได้เดินทางนิวัติมาสู่มิดเดิลเอิร์ธพร้อมกับทัพชาวโนลดอร์ด้วยในสมัยสงครามชิงซิลมาริล แต่หลังจากทัพโนลดอร์แตกพ่ายยับเยินในสงครามเนียร์นายธ์อาร์นอยดิอัด เคเลบริมบอร์ติดตามเคเลกอร์มกับคูรูฟินมาลี้ภัยอยู่ในนาร์โกธรอนด์

เมื่อฟินร็อด ผู้ครองนาร์โกธรอนด์ ทรงเข้าร่วมภารกิจชิงซิลมาริลร่วมกับเบเรน เคเลกอร์มกับคูรูฟินก็แยกตัวออกมาด้วยความไม่พอใจ แต่เคเลบริมบอร์ยังคงพำนักอยู่ที่นาร์โกธรอนด์ตราบจนวาระการล่มสลาย

ในยุคที่สอง เมื่อกาลาเดรียลมาก่อตั้งอาณาจักรเอเรกิออนขึ้นที่เชิงเขาตะวันตกของฮิธายเกลียร์ มีนครออสต์-อิน-เอธิล เป็นเมืองหลวงแห่งการช่าง เคเลบริมบอร์ได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย แม้จะไม่มีที่ใดบันทึกว่าเขาได้เป็นเจ้าผู้ครองนครหรือไม่ แต่ด้วยศักดิ์ฐานะ ชาติตระกูล และความสามารถ เคเลบริมบอร์น่าจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญไม่น้อย เขาได้ร่วมอยู่ในการสร้างแหวนแห่งอำนาจ ร่วมกับอันนาทาร์ (ร่างแปลงของเซารอน) และได้สร้างแหวนแห่งเอลฟ์ทั้งสามวงขึ้นอย่างลับๆ โดยไม่ให้เซารอนรู้ ทำให้แหวนทั้งสามไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของแหวนเอก

ในเกร็ดตำนานที่ปรากฏอยู่ใน Unfinished Tales โทลคีนประพันธ์ไว้ว่า เคเลบริมบอร์ เป็นผู้สร้างพลอยเอเลสซาร์ ดวงที่สอง และได้มอบพลอยนั้นให้แก่กาลาเดรียล ซึ่งได้ตกทอดต่อมาเป็นของอาร์เวน และอารากอร์นในท้ายที่สุด

 

มากลอร์ (Maglor) เขาเป็นบุตรคนที่สองของเฟอานอร์ เจ้าชายเอลฟ์ชาวโนลดอร์ผู้รังสรรค์ดวงมณีซิลมาริล มากลอร์เป็นกวีและนักดนตรีที่เก่งฉกาจ ได้ชื่อว่าเป็นคีตกรผู้ยิ่งยงที่สุดแห่งมิดเดิลเอิร์ธไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยนที่สุดในบรรดาพี่น้องอันเป็นลักษณะของแนร์ดาเนลผู้เป็นมารดา

มากลอร์ได้ให้คำสาบานต่อบิดาของตนเช่นเดียวกับพี่น้องคนอื่นๆ ในอันจะติดตามทวงคืนดวงมณีซิลมาริลมาให้ได้ ไม่ยอมให้ตกอยู่ในมือของผู้ใด คำสาบานนี้นำพาชะตากรรมสุดท้ายมาสู่ตัวเขากับพี่น้องและบรรดาผู้ติดตามทั้งหมด มากลอร์เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องฝาแฝด เอลรอนด์และเอลรอส ระหว่างที่กองกำลังของพวกเขาเข้าโจมตีที่มั่นสุดท้ายของพวกเอลฟ์ที่ปากแม่น้ำซิริออน ทำให้เด็กทั้งสองรอดชีวิตจากสงครามประหัตประหารญาติคราวนั้นมาได้

 

ธรันดูอิล กษัตริย์เอลฟ์องค์สุดท้ายของมิดเดิ้ลเอิร์ธ เป็นเอลฟ์ชาวซิลดาร์ที่ปกครองเอลฟ์ซิลวันป่า บุคลิกเย่อหยิ่ง และเกลียดชังคนแคระ มีโอรสองค์เดียวนามว่าเลโกลัสเป็นเจ้าชายแห่งป่าเมิร์กวู้ดและมีบทบาทเป็น1ในคณะพันธมิตรแห่งแหวน ธรันดูอิลมีบทบาทในสงครามพันธมิตรครั้งสุดท้าย (War of the Last Alliance) ร่วมกับบิดาโอโรแฟร์เข้าร่วมกับกองทัพของ Gil-galad และได้ขึ้นเป็นกษัตริย์หลังสิ้นสุดสงคราม , สงครามห้าเหล่าทัพ (Battle of the Five Armies), สงครามแห่งแหวน (War of the Ring) รบกับกองทัพอีสเตอร์ลิงค์และร่วมกับ Lothlorien กวาดล้างสิ่งชั่วร้ายทั้งหมดในเมิร์ควู้ด
ธรันดูอิลเป็นเอลฟ์ซินดาร์ เป็นโอรสของโอโรแฟร์ และเป็นบิดาของ Legolas ในยุคที่ 1 ธรันดูอิลและโอโรแฟร์อาศัยอยู่ในอาณาจักรโดริอัธ อันเป็นอาณาจักรเอลฟ์บนแผ่นดินเบเลริแอนด์ ทางตะวันตกของมิดเดิ้ลเอิร์ธ ภายหลังเมื่อธิงโกลได้ซิลมาริลมาครอง แล้วได้จ้างคนแคระให้ทำเครื่องประดับโดยเอาซิลมาริลไปประดับไว้ แล้วโดนเหล่าคนแคระฆ่าตายแล้วชิงซิลมาริลไป เทพีเมลิอันกลับคืนร่างกลายเป็นเทพีไมอาแล้วทิ้งโดริอัธไปทำให้อาณาจักรล่มสลาย ธรันดูอิลจึงจงเกลียดจงชังเหล่าคนแคระ

หลังจากอาณาจักรล่มสลาย ธรันดูอิลและโอโรแฟร์อพยพมาทางตะวันออก ข้ามเทือกเขามิสตี้มาอยู่กับญาติดั้งเดิมคือ ชาวเอลฟ์ซิลวันที่ Lorinand (ชื่อเดิมของ Lorien) ในการอพยพครั้งนี้มีชั้นเจ้านายจากโดริอัธมาด้วย อัมเดียร์ บิดาของอัมรอธก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งต่อมาได้เป็นกษัตริย์ปกครองอาณาจักรป่าที่นั่น

โอโรแฟร์ได้แยกตัวออกจาก Lorinand เมื่อพวกคนแคระได้มาอยู่ที่ คาซัสดูม แถมกาลาเดรียลกับโนลดอร์บางส่วนยังข้ามคาซัสดูมมาอีก และอัมเดียร์ก็ให้การต้อนรับอย่างดี โอโรแฟร์เป็นหนึ่งในซินดาร์ที่ไม่ชอบพวกโนลดอร์และคนแคระ (ประวัติที่มาที่ไม่ชอบอ้างอิงจากในหนังสือ The Silmarillion) จึงรวบรวมสมัครพรรคพวกจำนวนหนึ่งอพยพหนีข้ามแม่น้ำไปยังป่าทางตะวันออก ไปอยู่ที่ Amon Lanc หรือที่เรียกภายหลังว่าโดลกูลดูร์ พรรคพวกที่ตามไปนี้มีพวกซิลวันตามไปเป็นจำนวนมาก เรียกว่ามากกว่าซิลวันที่เหลือใน Lorinand ด้วย

โอโรแฟร์อพยพต่ออีกถึง 3 ระรอกจนมาถึงเทือกเขา เอมินดุยร์ (ภายหลังเป็นเอมิน นู ฟูอิน) จนถึงป่ากรีนวู้ด (ชื่อเดิมของเมิร์กวู้ด) เอลฟ์ซิลวันที่อาศัยในละแวกออสซิริอันด์และที่ติดตามมาจาก Lorinand ได้สถาปนาให้โอโรแฟร์ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองป่ากรีนวู้ด

ต่อมาเกิดสงครามแห่งพันธมิตรครั้งสุดท้าย โอโรแฟร์เล็งเห็นว่า สันติจะไม่อาจเกิดขึ้นได้ตราบเซารอนยังอยู่ จึงได้ตัดสินใจนำกองทัพมาช่วยรบ แต่ทัพของเอลฟ์ซิลวันนี้จะไม่อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของกิล-กาลัด กองทัพเอลฟ์ซิลวันจึงเป็นทัพแรกที่เข้าโจมตีมอร์ดอร์ และโอโรแฟร์ก็เสียชีวิตในการรบ

หลังสงคราม ธรันดูอิลจึงนำกองทัพที่เหลืออยู่ไม่ถึง 1 ใน 3 กลับป่ากรีนวู้ด และขึ้นสืบบังลังก์กษัตริย์และปกครองป่ากรีนวู้ดต่อจากพระบิดา แล้วอพยพขึ้นเหนือต่อไปจนถึงที่อยู่ในปัจจุบันนี้

 

 

เลโกลัสเป็นโอรสของกษัตริย์ธรันดูอิล เจ้าผู้ครองอาณาจักรไพรแห่งป่าเมิร์ควู้ด ผู้ซึ่งถูกกล่าวถึงในเดอะฮอบบิทว่าเป็น "กษัตริย์พราย" อาณาจักรของเขาเป็นอาณาจักรของเอลฟ์ชาวซิลวัน แต่ธรันดูอิลเป็นชาวซินดาร์ที่อพยพมาจากอาณาจักรโดริอัธแห่งแผ่นดินเบเลริอันด์พร้อมกับโอโรแฟร์ผู้บิดา ดังนั้นเลโกลัสจึงไม่ใช่ชาวซิลวัน แต่เป็นชาวซินดาร์ด้วย

ไม่มีที่ใดในหนังสือระบุถึงวันเกิดหรืออายุของเลโกลัส แต่เขามีอายุมากกว่าอารากอร์นหรือกิมลีแน่นอน ปรากฏหลายแห่งว่าเลโกลัสมักเรียกคนเหล่านั้นว่า "พวกเด็กๆ" เลโกลัสต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 500 ปี ตามคำปรารภของเขาช่วงหนึ่งขณะที่อยู่ในแคว้นโรฮันว่า "ใบไม้ในป่าเมิร์ควู้ดบ้านของข้าร่วงหล่นมากว่าห้าร้อยครั้งแล้ว"(ในลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ อารากอร์นจะแนะนำตัวเลโกลัสให้ทัพของโรฮันว่า"เลโกลัสแห่งป่าวู้ดแลนด์") คาดว่าเขาจะร่วมรบอยู่ในสงครามห้าทัพ สงครามครั้งสำคัญในเรื่องเดอะฮอบบิทด้วย

ในเดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์ เลโกลัสเดินทางมายังริเวนเดลล์ ก็เพื่อแจ้งข่าวการหลบหนีไปของกอลลัม ซึ่งอารากอร์นและแกนดัล์ฟได้ฝากเอาไว้ที่อาณาจักรของเขา เขาเข้าร่วมเป็นหนึ่งในคณะพันธมิตรแห่งแหวนในฐานะตัวแทนของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ และเขาได้ใช้ความสามารถด้านธนูของตนช่วยเหลือพรรคพวกเอาไว้ได้เป็นอย่างมาก และเลโกลัสเป็นตัวละครที่มีสายตากว้างไกลชัดเจนที่สุดในเรื่องอีกด้วย เลโกลัสมีความสามารถหลายอย่าง และสามารถสู้ได้ทั้งระยะไกลและระยะประชิด(แต่เขาจะถนัดการยิงธนูมากกว่า)

ความสัมพันธ์ระหว่างเลโกลัสกับคนแคระกิมลีเป็นแก่นสำคัญส่วนหนึ่งของเรื่อง เพราะพวกเอลฟ์กับคนแคระนั้นเป็นปฏิปักษ์กันมาตั้งแต่โบราณกาล โดยเฉพาะเอลฟ์ชาวซินดาร์ซึ่งพวกคนแคระเคยยกทัพไปโจมตีอาณาจักรโดริอัธเพื่อชิงซิลมาริล กลายเป็นความแค้นลึกล้ำระหว่างเผ่าพันธุ์มานานแสนนาน แต่การที่ทั้งสองได้ร่วมปฏิบัติภารกิจสำคัญเพื่อกอบกู้มิดเดิ้ลเอิร์ธ ทำให้เกิดเป็นมิตรภาพที่ยิ่งใหญ่ขึ้น

ในยุคที่สี่ หลังจากกษัตริย์อารากอร์นสิ้นพระชนม์ เลโกลัสได้ต่อเรือขึ้นลำหนึ่งและล่องออกจากชายฝั่งของมิดเดิ้ลเอิร์ธเพื่อไปยังทวีปอามัน แผ่นดินอมตะที่เอลฟ์และผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้นที่จะได้ไป โดยมีกิมลีร่วมเดินทางไปด้วย
 
 
 
 
อาร์เวนเป็นบุตรสาวคนเล็กของเอลรอนด์ ลอร์ดแห่งริเวนเดลล์ กับเคเลเบรียน บุตรีของเลดี้กาลาเดรียลกับลอร์ดเคเลบอร์น เกิดในปีที่ 241 ของยุคที่สาม นางมีพี่ชายสองคนเป็นฝาแฝด คือ เอลลาดาน และ เอลโรเฮียร์

เนื่องจากเอลรอนด์เป็นบุตรของ เออาเรนดิลนักเดินทาง อาร์เวนจึงเป็นหลานสาวของเออาเรนดิล มีเชื้อสายราชสกุลฟิงโกลฟินแห่งโนลดอร์จากฝ่ายมารดาของเออาเรนดิล คือเจ้าหญิงอิดริลแห่งกอนโดลิน มีเชื้อสายตระกูลฮาดอร์จากฝ่ายบิดาของเออาเรนดิล คือทูออร์แห่งกอนโดลิน มารดาของเอลรอนด์คือเอลวิง อาร์เวนจึงมีเชื้อสายตระกูลเบออร์จาก เบเรน ปู่ของเอลวิง และมีเชื้อสายซินดาร์-ไมอาร์จาก ลูธิเอน ย่าของเอลวิง

ทางฝั่งเคเลเบรียนมารดาของเธอเป็นบุตรีของเลดี้กาลาเดรียล อาร์เวนจึงเป็นหลานสาวของกาลาเดรียล และมีเชื้อสายราชสกุลฟินาร์ฟินแห่งโนลดอร์และเชื้อสายวันยาร์จากฝ่ายบิดาของกาลาเดรียล เชื้อสายเทเลริแห่งอามันจากฝ่ายมารดาของกาลาเดรียลด้วย

อันที่จริงอาร์เวนเป็นญาติห่างๆ ของอารากอร์น เพราะอารากอร์นเป็นผู้สืบตระกูลมาจากเอลรอส กษัตริย์องค์แรกของนูเมนอร์ พี่ชายของเอลรอนด์ และเป็นลุงของเธอ

อาร์เวนเติบโตขึ้นในลอธลอริเอนภายใต้การดูแลของกาลาเดรียลยายของเธอ จนเมื่อเธอมีอายุกว่า 2700 ปี จึงได้เดินทางกลับมาริเวนเดลล์ และได้พบกับอารากอร์นเป็นครั้งแรก อารากอร์นตกหลุมรักเธอนับแต่แรกเห็น เวลาผ่านไปสามสิบปี ทั้งสองได้มาพบกันอีกครั้งในลอธลอริเอน แล้วอาร์เวนจึงรับรัก ทั้งสองมอบสัญญารักต่อกันบนเนินเครินอัมร็อธ

เอลรอนด์พยายามชักชวนให้อาร์เวนเดินทางไปยังแผ่นดินอมตะด้วยกัน แต่ในที่สุดอาร์เวนตัดสินใจเลือกที่จะเป็นมนุษย์เพื่อแต่งงานกับอารากอร์น เธอได้อภิเษกเป็นราชินีแห่งอาร์นอร์และกอนดอร์ มีบุตรกับอารากอร์นเป็นชายหนึ่งคนคือ เอลดาริออน และบุตรีอีกอย่างน้อยสองคนที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้ในตำนาน

หลังจากกษัตริย์อารากอร์นสิ้นพระชนม์ในปีที่ 120 ของยุคที่สี่ อาร์เวนเดินทางกลับไปลอธลอริเอน และตรอมใจตายในปีถัดมาคือปีที่ 121 ของยุคที่สี่ รวมอายุได้ 2,901 ปี
 
 

 

เคเลบอร์น เขาเป็นผู้ปกครองอาณาจักรเอลฟ์แห่งลอธลอริเอน ร่วมกับชายาคือเลดี้กาลาเดรียล เป็นบิดาของเคเลเบรียนผู้เป็นภรรยาของเอลรอนด์ เขาจึงเป็นตาของอาร์เวน

ตามร่างปกรณัมของโทลคีน มีการระบุถึงความเป็นมาของเคเลบอร์นอย่างคร่าว ๆ ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 แนวทางใหญ่ ๆ ได้แก่

แนวทางที่ 1 : เคเลบอร์นเป็นเอลฟ์ชาวเทเลริ เป็นหลานปู่ของกษัตริย์โอลเว พบกับกาลาเดรียลตั้งแต่ครั้งอยู่ในแผ่นดินอามัน ได้ร่วมในการกบฏต่อปวงเทพและช่วยเหลือกาลาเดรียลในการเดินทางกลับคืนมามิดเดิลเอิร์ธเพื่อแก้แค้นเฟอานอร์ แนวทางนี้ไม่เป็นที่ยอมรับนักเนื่องจากมีจุดบกพร่องต่อโครงเรื่องในยุคต่อมาหลายจุด
แนวทางที่ 2 : เคเลบอร์นเป็นเอลฟ์ชาวซินดาร์ เป็นญาติผู้หนึ่งของกษัตริย์ธิงโกลแห่งโดริอัธ พบกับกาลาเดรียลเมื่อครั้งที่นางมาพำนักอยู่กับเทพีเมลิอันระหว่างสงครามชิงอัญมณี แนวทางนี้เป็นโครงเรื่องที่ คริสโตเฟอร์ โทลคีน เลือกมาใช้ในการเรียบเรียงปกรณัมในผลงานเรื่อง ซิลมาริลลิออน
เหตุการณ์หลังจากเคเลบอร์นแต่งงานกับกาลาเดรียล และร่วมในการสงครามกับเซารอนในช่วงยุคที่สอง ก็ยังมีแนวทางของเรื่องที่โทลคีนประพันธ์ไว้เป็นอีกหลายแนว ซึ่งยังไม่ได้สรุปว่าโครงเรื่องที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร คริสโตเฟอร์ โทลคีน ได้รวบรวมต้นฉบับต่างๆ เหล่านั้นมาแสดงไว้ในหนังสือเรื่อง Unfinished Tales
 
 
 
กลอร์ฟินเดลแห่งกอนโดลิน
กลอร์ฟินเดลเป็นตัวละครที่ปรากฏตัวครั้งแรกในเรื่อง การล่มสลายของกอนโดลิน (the Fall of Gondolin) ที่โทลคีนประพันธ์ไว้ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2459 - 2460 ซึ่งเหตุการณ์ในเรื่องนี้กล่าวว่าอยู่ในช่วงยุคที่หนึ่งของโลก

กลอร์ฟินเดลเป็นชาวโนม (โนลดอร์) ที่เดินทางกลับมาจากวาลินอร์สู่มิดเดิลเอิร์ธพร้อมกับทัวร์กอน ผู้ต่อมาเป็นกษัตริย์แห่งกอนโดลิน โดยกลอร์ฟินเดลเป็นหนึ่งในขุนศึกเอกของทัวร์กอน และเป็นผู้นำของตระกูลโกลเดนฟลาวเวอร์

เมื่อครั้งนครกอนโดลินถึงกาลล่มสลาย กลอร์ฟินเดลมีส่วนสำคัญในการช่วยให้เจ้าหญิงอิดริล ทูออร์ และเออาเรนดิล หนีรอดจากนครได้ โดยเขาและผู้คนในสังกัดเท่าที่เหลืออยู่ได้เข้าต้านทานทัพออร์คที่ดักเส้นทางหนี ส่วนกลอร์ฟินเดลก็ต่อสู้กับบัลร็อกร้ายอย่างดุเดือดกล้าหาญ ก่อนที่ทั้งคู่จะจบชีวิตลง ณ ก้นบึ้งอเวจีของช่องเขาคิริธโธโรนัธ

การณรงค์ในครั้งนั้นเป็นที่ขับขานในบทเพลงต่อมาอีกมากมาย อีกทั้งทุกปีก็จะมีพิธีรำลึกถึงวีรกรรมในครั้งนั้นของกลอร์ฟินเดลด้วย ทั้งนี้เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้เป็นที่รักยิ่งของชาวนคร กล่าวกันว่า หลังจากที่พญาอินทรีโธรอนดอร์นำร่างของกลอร์ฟินเดลขึ้นมาจากหุบเหวและฝังร่างของเขาภายใต้กองหินแล้ว ต่อมากลับปรากฏต้นหญ้าและดอกไม้งามสีเหลืองทองขึ้นปกคลุมหลุมศพนั้น สันนิษฐานได้ว่าดอกไม้นั้นคือดอกเซลันดีน (celandine) อันเป็นลวดลายปักบนเสื้อคลุมประจำตัวของกลอร์ฟินเดลนั่นเอง ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่มีผู้พบเห็นดอกไม้นี้ ก็อดไม่ได้ที่จะหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ยุทธ์ในครั้งนั้น ดอกเซลันดีนจึงเป็นเสมือนดอกไม้ที่รำลึก
แห่งวีรกรรมของกลอร์ฟินเดล

กลอร์ฟินเดลแห่งริเวนเดลล์
เมื่อโทลคีนเขียนเรื่องลอร์ดออฟเดอะริงส์ (พ.ศ. 2480-2497) ซึ่งเหตุการณ์ของเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่สามของโลก ก็มีนามกลอร์ฟินเดลมาปรากฏอีกครั้งในวรรณกรรมเรื่องนี้ โดยครั้งนี้เขาเป็นหนึ่งในขุนศึกของเอลรอนด์ มนุษย์กึ่งเอลฟ์ ผู้เป็นประมุขแห่งริเวนเดลล์

เมื่อครั้งที่โฟรโดนำแหวนเอกเดินทางมายังริเวนเดลล์ภายใต้การนำทางของสไตรเดอร์ กลอร์ฟินเดลได้เดินทางมาดักระหว่างทางเพื่อให้ความช่วยเหลือ มีคำบรรยายถึงกลอร์ฟินเดลว่า เขาดูราวมีแสงเรื่อเรืองส่องทะลุผ่านอาภรณ์ออกมาจากร่างกาย ซึ่งที่ริเวนเดลล์ แกนดัล์ฟก็กล่าวเกี่ยวกับตัวเขาให้โฟรโดฟังว่า ‘และที่นี่เอง ในริเวนเดลล์ ที่ศัตรูตัวฉกาจของเจ้าอสูรยังคงอยู่ นั่นคือเหล่าพรายเจ้าเอลดาร์ผู้วิเศษจากดินแดนโพ้นทะเล พรายเหล่านี้ไม่กลัวภูตแหวน เพราะผู้ซึ่งเคยอาศัยอยู่ในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ย่อมมีชีวิตอยู่ทั้งสองโลกในเวลาเดียวกัน และมีพลังยิ่งใหญ่ทั้งต่อสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น’ และ ‘เขาคือผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของเหล่าปฐมชนแห่งมิดเดิ้ลเอิร์ธ เป็นพรายผู้สูงศักดิ์จากตระกูลเจ้า’ [1] และโดยที่กลอร์ฟินเดลเป็นผู้หนึ่งที่ไม่กลัวภูตแหวนเช่นกัน จึงแสดงว่าเขาต้องเป็นเอลดาร์จากโพ้นทะเลมาแต่เมื่อยุคที่หนึ่งเป็นแน่ นอกจากนี้กลอร์ฟินเดลยังได้รับเกียรติอย่างมากจากเอลรอนด์ในการให้เขานั่งเคียงข้างบนโต๊ะอาหารใหญ่ ทั้งยังได้ร่วมในที่ประชุมของเอลรอนด์ด้วย

แม้ว่าในสงครามแหวน กลอร์ฟินเดลจะไม่มีบทบาทร่วมในการรบก็ตาม แต่บทบาทของเขาในยุคที่สามนี้กลับถูกกล่าวไว้ในภาคผนวกของลอร์ดออฟเดอะริงส์ โดยการที่เขาเป็นผู้นำกองผสมของทัพเอลฟ์แห่งริเวนเดลล์มิธลอนด์ และลอธลอริเอน ในการเข้าโจมตีราชันขมังเวทย์แห่งอังก์มาร์ที่ฟอร์นอร์ส ร่วมกับทัพของเออาร์นัวร์แห่งกอนดอร์ การรบครั้งนี้ราชันขมังเวทย์เป็นฝ่ายพ่ายหนีไป และกลอร์ฟินเดลก็ได้กล่าวคำพยากรณ์ถึงชะตาของราชันขมังเวทย์ไว้ว่า ‘...อวสานของเขายังอยู่อีกยาวไกล และจะไม่เกิดขึ้นด้วยน้ำมือของบุรุษใด’ [2] คำพยากรณ์นี้เป็นจริงในยุคสงครามแหวน ณ ยุทธการทุ่งเพเลนนอร์ เมื่อราชันขมังเวทย์ หรือแท้จริงคือ เจ้าแห่งภูตแหวน ถูกสังหารโดยเมอเรียดอค ชาวฮาล์ฟลิง และเลดี้เอโอวีนแห่งโรฮัน
 
จริง ๆ แล้วแหวนวิเศษที่เอล์ฟแห่งเอเรกิออนสร้างนั้นมีมากมายหลายวง แต่ที่สำคัญมี 19 วง ซึ่งเซารอนสร้าง The One Ring ไว้ควบคุมวงอื่น ๆ อีก รวมเป็น 20 ที่เรียกกันว่า Rings of Power แหวนทั้ง 20 วงนี้มีพลังอำนาจที่แตกต่างกันไปบ้าง แต่ทั้ง 20 วงจะสามารถยืดอายุคนสวมแหวนได้ ซึ่งเป็น side-effect ที่เซารอนไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็น เพราะเดิมทีวางแผนจะให้แหวนเหล่านี้กับพวกเอล์ฟอยู่แล้วจึงไม่ได้ใส่พลังที่ช่วยยือายุใส่ลงไป ในบรรดาแหวนยี่สิบวงนี้ 1 วงคือแหวนเอกเอาไว้ควบคุมอีก 16 วง ส่วนอีก 3 วงเซารอนไม่รู้ว่าถูกแอบสร้าง (มารู้เอาตอนที่สวมแหวนเอกแล้วพวกเอล์ฟที่มีแหวนอีกสามวงนั้นต่างก็รู้ว่าเซารอนเป็นใคร เลยถอดแหวนแล้วซ่อนมันไว้ เซารอนหาแหวนสามวงนี้ไม่พบ) ด้วยเหตุนี้ทำให้เซารอนควบคุมแหวนอีกสามวงไม่ได้ แต่ก็ขึดเอาแหวน 16 วงมาแจกให้มนุษย์ 9 วง และคนแคระ 7 วง แหวนเหล่านั้นให้พลังอำนาจแก่ผู้ถือแหวนด้วย พวกมนุษย์เมื่อได้แหวนไปต่างก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเซารอน ส่วนคนแคระด้วยความที่ถูกสร้างมาให้ทนทานต่อการหลอกล่อเข้าสู่ด้านมืด เหล่าคนแคระจึงไม่ถูกคลอบงำ แต่ใช้ประโยชน์จากแหวนโดยการแสวงหาความร่ำรวยแทน ต่อมาแหวนของคนแคระถูกเซารอนยึดคืน (แต่ยึดคืนได้ไม่ครบ บางวงโดนมังกรงาบ บางวงก็หาไม่เจอ)

ส่วนแหวนเอล์ฟอีกสามวงนั้น มีพลังที่พิเศษต่างออกไป แต่สิ่งที่เหมือน ๆ กันคือมีพลังในการพิทักษ์รักษาและการเยียวยา เพราะเคเลบริมบอร์ผู้สร้างได้อาศัยความรู้ที่ได้จากเซารอนในการสร้างแหวน แล้วก็เพิ่มความรู้ในส่วนของตัวเองลงไปด้วย ทำให้ได้แหวนเอล์ฟสามวงที่มีพลังอำนาจมากกว่าแหวนอีก 16 วงที่เคยสร้างมาก่อน แต่แหวนทั้งสามก็ยังอยู่ใต้อำนาจของเซารอน เพราะมันถูกสร้างด้วยหลักการที่เซารอนสอนแก่พวกเอล์ฟ แหวนทั้งสามนี้ได้แก่
 
วิลยา (Vilya) หรือ แหวนแห่งลม เป็นหนึ่งในไตรธำมรงค์ หัวแหวนเป็นแซฟไฟร์ (Sapphire) สีน้ำเงิน ตัวเรือนเป็นทองคำ

เคเลบริมบอร์ส่งแหวนวิลยาไปให้กับกิลกาลัดพร้อมแหวนนาร์ยา นับแต่ช่วงเริ่มทำสงครามกับเซารอนในยุคที่สอง ด้วยความคิดว่า แหวนอันสำคัญควรอยู่ในการพิทักษ์ของจอมกษัตริย์แห่งโนลดอร์องค์สุดท้าย ในเวลาต่อมา กิลกาลัดได้มอบแหวนวงนี้ให้แก่เอลรอนด์ เอลฟ์กึ่งมนุษย์ บุตรแห่งเออาเรนดิล ที่อยู่ในความดูแลของเขา

วิลยาถือเป็นแหวนที่มีพลังอำนาจมากที่สุดในบรรดาไตรธำมรงค์ นอกจากอำนาจในการธำรงความดีงาม แหวนนี้ยังมีอำนาจในการเยียวยารักษา คฤหาสน์ของเอลรอนด์ในอิมลาดริส จึงเป็นสถานที่พำนักอันวิเศษสำหรับผู้บาดเจ็บเช่นโฟรโด และยังเป็นสถานที่ฟูมฟักทายาทคนสุดท้ายแห่งอาร์นอร์ คือ อารากอร์น เอสเตล มาตลอดช่วงเวลาอันมืดมนของราชวงศ์เหนือ

หลังจากเซารอนถูกทำลายพร้อมกับแหวนเอก อำนาจของวิลยาก็เสื่อมไป เอลรอนด์นำแหวนนี้ติดตัวไปสู่ดินแดนอมตะ เมื่อสิ้นสุดยุคที่สาม
 
นาร์ยา (Narya) หรือ แหวนแห่งไฟ เป็นหนึ่งในไตรธำมรงค์ หัวแหวนเป็นอัญมณีสีแดง

ตามตำนานที่ปรากฏใน Unfinished Tales เมื่อพวกเอลฟ์ ล่วงรู้ถึงตัวตนแท้จริงของอันนาทาร์ และเริ่มทำสงครามกับเซารอนในยุคที่สอง เคเลบริมบอร์ได้มอบแหวนนาร์ยา พร้อมกับแหวนวิลยา ให้อยู่ในความดูแลของกษัตริย์กิล-กาลัด ต่อมากิลกาลัดจึงได้มอบแหวนนาร์ยาให้แก่เคียร์ดัน ผู้ครองนครท่าเกรย์เฮเวนส์

เมื่อแกนดัล์ฟเดินทางมาถึงมิดเดิลเอิร์ธในช่วงต้นของยุคที่สาม เคียร์ดันล่วงรู้ถึงภารกิจของพ่อมดผู้นี้ จึงได้มอบแหวนนาร์ยาให้แก่แกนดัล์ฟ เพื่อให้ช่วยบรรเทาความอ่อนล้าใน
ภารกิจอันหนักหนาของพ่อมดเพราะแหวนมีพลังในการจุดประกายกำลังใจ ทำให้สามารถต้านทานการควบคุมกดขี่ทางจิตใจได้ ทำให้ไม่ท้อถอย รวมถึงจุดประกายกำลังใจให้แก่คนรอบข้างผู้สวมใส่แหวนวงนี้ได้ด้วย แหวนนี้อยู่ในความครอบครองของแกนดัล์ฟตราบจนถึงเวลาจากมิดเดิลเอิร์ธไปในปลายยุคที่สาม
 
เนนยา (Nenya) หรือ แหวนแห่งน้ำ เป็นหนึ่งในไตรธำมรงค์ หัวแหวนเป็นยอดเพชร (Adamant) ตัวเรือนทำด้วยมิธริล

เคเลบริมบอร์มอบแหวนเนนยาให้อยู่ในความดูแลของเลดี้กาลาเดรียล นางได้ใช้อำนาจของแหวนนี้ธำรงรักษาอาณาจักรในความดูแลของนาง คือ ลอธลอริเอน ให้สดชื่นสวยงามอยู่ตลอดกาล สิ่งชั่วร้ายทั้งปวงล้วนไม่กล้าเข้าใกล้เขตอาณาจักรนี้

โฟรโด และ แซม เคยมีโอกาสเห็นแหวนเนนยา เมื่อครั้งที่คณะพันธมิตรแห่งแหวน เดินทางผ่านลอธลอริเอน แซมบอกว่า เขา "เห็นดวงดาวอยู่บนมือนาง"

กาลาเดรียลสวมเนนยาเมื่อนางเดินทางจากมิดเดิลเอิร์ธไปสู่แผ่นดินอมตะในตอนปลายยุคที่สาม
 
 
 
ซิลมาริลลิ) เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ในจินตนิยาย ประกอบด้วยอัญมณีสามชิ้นที่สุกสว่างดังดวงดาว ภายในบรรจุแสงอันบริสุทธิ์ของ ทวิพฤกษา ซิลมาริลทำมาจากวัสดุใสดังผลึกคริสตัลที่เรียกว่า ซิลิมา ประดิษฐ์โดย เฟอานอร์ เอลฟ์ชาวโนลดอร์ ในวาลินอร์ ในช่วงยุคแห่งพฤกษา

งานเขียนชุด ซิลมาริลลิออน ของโทลคีน มีหัวใจหลักของเรื่องเกี่ยวข้องกับดวงมณีซิลมาริลนี้เอง ว่าด้วยเรื่องราวของผู้สร้าง การถูกช่วงชิง และการแก้แค้น ตลอดจนชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับผู้คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ซิลมาริลมิใช่เพียงอัญมณีธรรมดาที่ส่องแสงเจิดจ้าเท่านั้น แต่ซิลมาริลทั้งสามประหนึ่งว่ามีชีวิต และมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ วิธีที่ เฟอานอร์ผู้เป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในกลุ่มเอลดาร์ สามารถสร้างมันขึ้นมาไม่ได้อธิบายไว้ชัดเจน แม้กระทั่งวาลาร์รวมทั้ง อาวเล ยังไม่สามารถสร้างเลียนแบบได้ อันที่จริงแล้ว แม้ตัวเฟอานอร์เองก็ยังไม่สามารถสร้างมันขึ้นใหม่ได้ เพราะหัวใจในการสร้างได้ผสานเข้าไปในตัวซิลมาริลด้วย ในจักรวาลของโทลคีน ซิลมาริลมีค่ามหาศาลดังอนันต์แม้แต่สำหรับเหล่าวาลาร์ เพราะมันมีเพียงหนึ่งเดียวและไม่สามารถแทนที่ได้ด้วยสิ่งใด

เฟอานอร์ โอรสแห่งฟินเว ซึ่งเป็นชาวเอลดาร์ สร้างซิลมาริลขึ้นโดยบรรจุแสงของทวิพฤกษาเอาไว้ภายใน ซิลมาริลได้รับพรจากวาร์ดาทำให้มันมิอาจถูกแตะต้องโดยปีศาจอันชั่วร้าย แต่จะเผาผู้บังอาจแตะต้องจนไหม้ไป มนุษย์เพียงคนเดียวที่สามารถแตะต้องซิลมาริลได้เท่าที่ปรากฏในประวัติศาสตร์คือ เบเรน ดิออร์ลูกเบเรน(เกิดตอนลูธิเอนเป็นมนุษย์แล้ว)

วาลา เมลคอร์ ได้ร่วมมือกับนางแมงมุมอุงโกเลียนท์ทำลายทวิพฤกษา แสงอันบริสุทธิ์ของทวิพฤกษาจึงเหลืออยู่แต่เพียงในซิลมาริล ดังนั้น วาลาร์จึงอ้อนวอนให้เฟอานอร์มอบซิลมาริลให้เพื่อที่พวกเขาจะได้ฟื้นฟูพฤกษาขึ้นใหม่ แต่เฟอานอร์ปฏิเสธ ขณะนั้นก็มีข่าวมาถึงว่า เมลคอร์ได้ฆ่าพ่อของเฟอานอร์ คือ ฟินเว ไฮคิงแห่งโนลดอร์ และขโมยซิลมาริลหนีไป เมลคอร์หนีไปจากวาลินอร์กลับไปยังที่มั่นเก่าของเขาทางตอนเหนือของมิดเดิ้ลเอิร์ธ คือ อังก์บันด์ แล้วเอาซิลมาริลประดับไว้บนมงกุฎของเขา

เฟอานอร์โกรธแค้นเมลคอร์ และขนานนามเขาว่า มอร์กอธ ซึ่งแปลว่า "ศัตรูมืดของโลก" รวมทั้งยังโกรธแค้นเหล่าวาลาร์เพราะคิดว่าพวกเทพเหล่านั้นพยายามจะเอาอัญมณีไป เฟอานอร์และบุตรของเขาได้กล่าวคำสาบานของเฟอานอร์ ซึ่งผูกมัดให้พวกเขาต้องต่อสู้กับทุกผู้คนที่คิดแย่งชิงซิลมาริล คำสาบานสยองขวัญนั้นนำมาสู่ปัญหามากมายในเวลาต่อมา ทั้งการสังหารหมู่และสงครามระหว่างเอลฟ์กับเอลฟ์ด้วยกันเอง

เฟอานอร์ได้นำชาวโนลดอร์จำนวนมากเดินทางไปยังมิดเดิลเอิร์ธ การเดินทางของเขาซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นยุคที่หนึ่งของมิดเดิ้ลเอิร์ธ ได้นำมาซึ่งความเศร้าโศกไม่สิ้นสุดของเอลฟ์และมนุษย์แห่งมิดเดิ้ลเอิร์ธ เกิดการสัประยุทธ์หลักห้าครั้งในแผ่นดินเบเลริอันด์ แต่ท้ายที่สุดชาวโนลดอร์และทุกคนที่กล่าวคำสาบานนั้นล้วนไม่ประสบผลสำเร็จในการนำซิลมาริลกลับมาจากมอร์กอธ

ซิลมาริลดวงหนึ่งถูกนำกลับมาโดย เบเรน และ ลูธิเอน ซึ่งต้องเสี่ยงภัยและผจญกับความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ ซิลมาริลดวงนั้นสืบต่อตกทอดมาถึงเออาเรนดิล ผู้นำซิลมาริลดวงนั้นถวายคืนแก่วาลาร์ในเวลาต่อมา ณ ดินแดนตะวันตกเพื่อเป็นของแสดงการขออภัยโทษ วาลาร์จึงได้นำซิลมาริลดวงนั้นไปเป็นดวงดาวดวงหนึ่งบนท้องฟ้า ส่วนซิลมาริลอีกสองดวงยังคงอยู่ในมือของมอร์กอธ จนกระทั่งมันถูกชิงคืนมาจากเขาเมื่อสิ้นสุดสงครามแห่งพระพิโรธ (War of Wraith) อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน ซิลมาริลทั้งสองดวงก็ถูกขโมยไปโดยบุตรชายสองคนของเฟอานอร์คือ มายดรอส และ มากลอร์ เพราะพวกเขาพยายามที่จะทำตามคำสาบานที่ได้ให้ไว้เมื่อหลายปีก่อน แต่อัญมณีได้แผดเผามือของทั้งสองเป็นการปฏิเสธสิทธิ์ในการถือครองเช่นเดียวกับที่อัญมณีได้แผดเผามือของมอร์กอธมาก่อน ด้วยความทรมาน มายดรอสจึงกระโดดลงไปในหลุมไฟพร้อมกับซิลมาริลดวงหนึ่ง ส่วนมากลอร์ขว้างซิลมาริลอีกดวงหนึ่งลงในทะเล ดังนั้นซิลมาริลจึงได้สถิตย์อยู่ในองค์ประกอบทั้งสามของพิภพ คือ บนท้องฟ้า ในพื้นดิน และในมหาสมุทร

ตามคำพยากรณ์ของมานดอสที่กล่าวถึงการกลับมาครั้งสุดท้ายและความพ่ายแพ้ของเมลคอร์ใน ดากอร์ดากอรัธ (ยุทธภูมิแห่งยุทธภูมิ) นั้นโลกจะเปลี่ยนไปและซิลมาริลจะถูกนำกลับขึ้นมาโดย วาลาร์ จากนั้นเฟอานอร์จะถูกปล่อยตัวจากท้องพระโรงของมานดอส และมอบซิลมาริลแก่ ยาวันนา ยาวันนาจะทำลายมันและชุบชีวิตทวิพฤกษาขึ้นมาด้วยแสงของมัน เทือกเขา เพโลริ จะราบลงและแสงแห่งทวิพฤกษาจะทำให้โลกเต็มไปด้วยความสุขชั่วนิรันดร์
 
 
 
by: วิกิพีเดีย
 
 
 
ที่มา:
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
tomo's profile


โพสท์โดย: tomo
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
96 VOTES (4/5 จาก 24 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
การถาม AI หนึ่งครั้ง เท่ากับเทน้ำทิ้ง 1 ขวดทำไมประเทศไทยถึงต้องมี "Land" ต่อท้าย?เหรียญราคา 10 บาทของไทย รุ่นที่หาได้ยากมากที่สุดระดับตำนานสถานที่สำคัญแห่งล่าสุดของไทย ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกเมื่อเป็นมะเร็งตับ จะมีการเปลี่ยนแปลง 3 อย่างบนใบหน้าตะพาบที่หายากมากที่สุด มีเหลืออยู่เพียง 5 ตัวเท่านั้นบนโลกเซอร์เบีย ให้เงินสนับสนุนแก่เขมรแล้ว 500,000 ดอลลาร์"โถส้วมแบบนั่งยองๆ หรือ โถส้วมแบบกดน้ำ" แบบไหนดีกว่ากัน?น้ำประเภทที่ถูกเตือนว่า "เป็นอาหารของเซลล์มะเร็ง"วิธีปฏิเสธ "คำขอทำงานล่วงเวลาเร่งด่วน" แบบคนมี EQ สูงจังหวัดที่มีคนจนมากที่สุด อันดับหนึ่งของประเทศไทยอาชีพที่น่าสนใจในปี 2026 ใครปรับตัวไว มีโอกาสก่อน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
วิสทีเรีย (Wisteria) หนึ่งในเจ็ดต้นไม้มหัศจรรย์ของโลก ดอกดกมากๆ ปลูกไว้ดูสวยชื่นใจจ้าเสริมภูมิคุ้มกันด้วยผลไม้รสเปรี้ยวญี่ปุ่นจะให้เงินรางวัลหากจับสัตว์ ที่ส่งเสียงร้องเลียนแบบมนุษย์ได้เขมรโมโห หลังถูกนายจ้างคนจีน ด่าว่าโง่สถานที่สำคัญแห่งล่าสุดของไทย ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแหล่งมรดกโลกทำไมประเทศไทยถึงต้องมี "Land" ต่อท้าย?
ตั้งกระทู้ใหม่