อลังการ!! "มรดกโลก 38 แห่ง"ในประเทศจีน
ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาลและเป็นอู่อารยธรรมของโลก นับจากที่ องค์การยูเนสโก ได้ลงมติพิจารณา เขาไท่ซัน แห่งมณฑลซันตงของจีน ขึ้นบัญชีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติในปีค.ศ. 1987 เป็นต้นมา สิ่งมหัศจรรย์ในแผ่นดินใหญ่ได้ค่อยๆเปิดตัวสู่สายตาชาวโลกในเวลาต่อๆมา จนถึงปัจจุบัน จีนมีสถานที่สำคัญที่เป็นมรดกโลกแบ่งเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม 27 แห่ง มรดกโลกทางธรรมชาติ 7 แห่ง และมรดกโลกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ 4 แห่ง รวมทั้งสิ้น 38 แห่ง นับเป็นจำนวนมากที่สุดในประเทศแถบเอเชีย
มรดกโลกมีหลักเกณฑ์อย่างไรบ้าง
หลักเกณฑ์ทางวัฒนธรรม
1. เป็นตัวแทนในการแสดงผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันชาญฉลาดของมนุษย์
2. เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่ง ผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อมาในด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม อนุสรณ์สถาน ประติมากรรม สวน และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือบนพื้นที่ใดๆ ของโลกซึ่งทรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
3. เป็นสิ่งที่ยืนยันถึงหลักฐานของวัฒนธรรมหรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบันหรือว่าที่สาบสูญไปแล้ว
4. เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรม สังคม ศิลปกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อุตสาหกรรม ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ
5. เป็นตัวอย่างอันโดดเด่นของวัฒนธรรมมนุษย์ ขนบธรรมเนียมประเพณีแห่งสถาปัตยกรรม วิธีการก่อสร้าง หรือการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ซึ่งเสื่อมสลายได้ง่ายจากผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมตามกาลเวลา
6. มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ หรือมีความโดดเด่นยิ่งในประวัติศาสตร์
หลักเกณฑ์ทางธรรมชาติ
7. เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการเป็นตัวแทนในวิวัฒนาการสำคัญต่างๆในอดีตของโลก เช่น ยุคสัตว์เลื้อยคลาน ยุคน้ำแข็ง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาความหลากหลายทางธรรมชาติบนพื้นโลก
8. เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดในการเป็นตัวแทนของขบวนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญทางธรณีวิทยาหรือวิวัฒนาการทางชีววิทยา และปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่กำลังเกิดอยู่ เช่น ภูเขาไฟ เกษตรกรรมขั้นบันได
9. เป็นแหล่งที่เกิดจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์หายากหรือสวยงามเป็นพิเศษ เช่น แม่น้ำ น้ำตก ภูเขา
10. เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดสัตว์และพันธุ์พืชที่หายากหรือที่ตกอยู่ในสภาวะอันตราย แต่ยังคงสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งรวมถึงระบบนิเวศอันเป็นแหล่งรวมความอุดมสมบูรณ์ของพืชและสัตว์ที่ทั่วโลกให้ความสนใจด้วย
1. พระราชวังแห่งราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงในปักกิ่งและเสิ่นหยาง Imperial Palaces of the Ming and Qing Dynasties in Beijing and Shenyang
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1987 และ 2004
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 3 4
มรดกโลกแห่งนี้ประกอบด้วยพระราชวังสองแห่งอันเป็นสัญลักษณ์แห่งมหาอำนาจของจักพรรดิจีนในราชวงศ์หมิงและชิงคือพระราชวังต้องห้ามหรือกู้กง (Forbidden city) ที่กรุงปักกิ่ง และพระราชวังมุกเดน (Mukden palace) ที่เสิ่นหยาง สำหรับพระราชวังกู้กงนั้นถูกสร้างขึ้นในปี 1406 ถึง 1420 และได้ทำหน้าที่เป็นพระราชวังของทั้งราชวงศ์หมิงและชิง ต่อมาในปี 1925 หลังการปฏิวัติ พระราชวังแห่งนี้จากที่เคยเป็นศูนย์กลางอำนาจและการปกครองของจีน ได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่จัดแสดงโบราณวัตถุมากมาย และบางส่วนอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติที่กรุงไทเป วังกู้กงนั้นประกอบด้วยกลุ่มอาคาร 980 หลัง ห้อง 8,707 ห้อง (ตามคติจะมี 9,999 ห้อง) ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 720,000 ตารางเมตร ถือเป็กลุ่มอาคารไม้โบราณที่ได้รับการอนุรักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พระราชวังแห่งนี้ได้รวบรวมสุดยอดของศิลปะจีนแขนงต่างๆ เอาไว้และกลายเป็นต้นแบบให้กับอารยธรรมอื่นในเอเชียตะวันออกรวมถึงเวียดนาม
พระราชวังมุกเดนที่เมืองเสิ่นหยาง สร้างขึ้นเมื่อปี 1625 โดยพระจักรพรรดินู่เอ๋อร์ฮาชื้อโดยเลียนแบบพระราชวังต้องหามที่ปักกิ่ง และผสมกับศิลปะแบบแมนจูและทิเบต ประกอบด้วยกลุ่มอาคาร 114 หลัง เป็นหลักฐานที่แสดงถึงการวางรากฐานของราชวงศ์ชิง หลังจากชาวแมนจูบุกยึดกรุงปักกิ่งได้ในปี 1644 ศูนย์กลางอำนาจของราชวงศ์ชิงก็ย้ายไปอยู่ที่พระราชวังต้องห้ามและพระราชวังที่เสิ่นหยางก็กลายเป็นวังส่วนท้องถิ่น ในปี 1955 พระราชวังแห่งนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์พระราชวังเสิ่นหยาง
พระราชวังต้องห้ามในกรุงปักกิ่ง
2. สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ Mausoleum of the First Qin Emperor
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1987
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 4 6
สุสานฉินชื่อหวงเริ่มก่อสร้างในสมัยฉินชื่อหวง ใช้ระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 38 ปี ตั้งแต่ปี 246 - 208 ก่อนคริสตกาล ซึ่งอาณาเขตพื้นที่ของสุสานรวมทั้งสิ้น 2,180 ตร.กม. แบ่งออกเป็นพระราชฐานชั้นในและพระราชฐานชั้นนอก ภายในสุสานใช้บรรจุพระบรมศพของฉินชื่อหวง ทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ตลอดจนกองกำลังทหาร นางสนมและนางกำนัล รถม้าและขุนพลทหาร จำนวนมาก เพื่อเป็นตัวแทนของข้าราชบริพารในการร่วมเดินทางไปยังปรโลกกับพระองค์ สุสานฉินชื่อหวงได้ค้นพบโดยบังเอิญเมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ. 2517 โดยชาวนาในหมู่บ้านซีหยาง ชื่อ หยางจื้อฟา ในขณะที่ขุดดินเพื่อทำบ่อน้ำ ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 35 กม.
ปัจจุบันรัฐบาลจีนขุดค้นพบวัตถุโบราณที่เป็นกองทัพทหารดินเผา สรรพาวุธ รถม้าและม้าศึก จำนวนทั้งสิ้นกว่า 7,400 ชิ้น ภายในบริเวณพื้นที่หลุมสุสานกว่า 25,000 ตร.ม หุ่นทหารดินเผาภายในสุสานมีขนาดรูปร่างที่แตกต่างกัน มีความสูงประมาณ 1.8 เมตร ลักษณะหน้าตา กริยาท่าทาง เครื่องแต่งกายไม่เหมือนกันแม้แต่ตัวเดียว รัฐบาลจีนที่รับผิดชอบในการขุดค้นสุสานประวัติศาสตร์นี้ เชื่อกันว่าหลุมกองทัพดินเผาของฉินชื่อหวง มีด้วยกันทั้งหมด 8 หลุม แต่ในปัจจุบันมีการขุดค้นเพียงแค่ 3 หลุมเท่านั้น เพราะรัฐบาลจีนยังไม่ต้องการทำการขุดค้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเกรงว่าสีของหุ่นทหารดินเผาที่ขุดพบนั้นจะหายไป ในอดีตเริ่มแรกของการขุดพบกองทัพทหารดินเผาจากสุสานใต้ดินนั้น หุ่นทหารเหล่านี้มีแก้มเป็นสีชมพู สวมเครื่องแต่งกายที่มีสีสันสดใสที่ทาสีเอาไว้อย่างสวยงาม โดยส่วนใหญ่จะสวมเสื้อสีชมพู กางเกงสีเขียวและฟ้า แต่ทว่าเมื่อหุ่นทหารดินเผาถูกอากาศและแสงแดด เกิดปฏิกิริยาทางเคมีทำให้สีของหุ่นทหารดินเผาลอกหายไป เปลี่ยนเป็นสีดำอย่างน่าเสียดาย
3. ถ้ำผาม่อเกา (Mogao Caves)
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1987
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 3 4 5 6
ถ้าผาม่อเกา (莫高窟) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองตุนหวง มณฑลกานสู้ ประเทศจีน ในอดีตเป็นหนึ่งในจุดค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่สำคัญในเส้นทางสายไหม การก่อสร้างถ้ำผาแห่งนี้เริ่มต้นเมื่อปี คศ 366 ประกอบไปด้วยวัดที่เจาะเข้าไปภายในภูเขากว่า 492 วัด ภายในถ้ำงดงามด้วยพุทธศิลป์จีนทั้งพระพุทธรูป และภาพเขียนสีที่ประเมินค่ามิได้ ศิลปะเหล่านี้ถุกสร้างขึ้นโดยแรงศรัทธาจากพระและนักแสวงบุญที่เดินทางผ่านมายังตุนหวง เป็นการฝึกสมาธิ และเป็นการเผยแผ่คำสอนในพระพุทธศาสนาให้แก่ผู้ที่ไม่รู้หนังสือ ภาพเขียนสีมีพื้นที่รวมกันกว่า 42,00 ตารางเมตร
4. แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีมนุษย์ปักกิ่ง โจวโข่วเตี้ยน (Peking Man Site at Zhoukoudian)
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1987
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 3 6
แหล่งขุดค้นทางโบราณคดีโจวโข่วเตี้ยน (周口店) เป็นแหล่งขุดค้นที่มีการค้นพบที่สำคัญมากมาย ที่สำคัญคือชิ้นส่วนกระดูกของ Homo erectus มนุษย์โบราณที่ตั้งชื่อต่อมาว่ามนุษย์ปักกิ่ง และยังมีการค้นพบโครงกระดูกของไฮยีน่ายักษ์ Pachycrocuta brevirostris อีกด้วย ซึ่งมนุษย์ปักกิ่งอาศัยอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้เมื่อประมาณ 200,000 ถึง 750,000 ปีที่แล้ว ถ้ำแห่งนี้ถูกค้นพบครี้งแรกโดย John Gunnar Anderson ในปี 1921 และมีการขุดค้นครั้งแรกเมื่อปี 1921 และหลังจากนั้นมาก้มีการค้นพบฟอสซิลมนุษย์รวมทั้งสิ้น 200 ชิ้นของมนุษย์ 40 คน
รูปจำลองหัวกระโหลกมนุษย์ปักกิ่ง
5. กำแพงเมืองจีน Great Wall
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1987
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 3 4 6
กำแพงเมืองจีน (長城) เป็นกำแพงที่มีป้อมคั่นเป็นช่วง ๆ ของจีนสมัยโบราณ สร้างในสมัย พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้เป็นครั้งแรก กำแพงส่วนใหญ่ที่ปรากฏในปัจจุบันสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการรุกรานจากพวกมองโกล และพวกเติร์ก หลังจากนั้นยังมีการสร้างกำแพงต่ออีกหลายครั้งด้วยกัน แต่ภายหลังก็มีเผ่าเร่ร่อนจากมองโกเลียและแมนจูเรียสามารถบุกฝ่ากำแพงเมืองจีนได้สำเร็จ
กำแพงเมืองจีนยังคงเรียกว่า กำแพงหมื่นลี้ (萬里長城) กำแพงเมืองจีนมีความยาวทั้งหมดถึง 6,350 กิโลเมตร และนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคกลางด้วย นอกจากกำแพงเมืองจีนจะเป็นโครงสร้างทางการทหารที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว กำแพงแห่งนี้ยังถือว่าเป็นสุสานที่ยาวที่สุดอีกด้วย มีการบันทึกไว้ว่า นักโทษจากสงครามและทาสกว่า 1 ล้านคนถูกใช้เป็นแรงงงานเพื่อก่อสร้างกำแพงเมืองจีน ซึ่งจำนวนมากเสียชีวิตลงเนื่องจากความเหน็ดเหนื่อย และความหิวโหย ซึ่งศพผู้เสียชีวิตก็จะถูกฝังอยู่ข้างใต้กำแพงนั่นเอง นานนับศตวรรษแล้ว เป็นที่กล่าวขานกันว่าทุกๆ หนึ่งฟุตของกำแพงเมืองจีนก็คือหนึ่งชีวิตของผู้ก่อสร้างกำแพง
กำแพงเมืองจีนทอดตัวจากด่านซานไห่กวนทางด้านทะเลจีนตะวันออกผ่านภูมิประเทศต่างๆ จนถึงด่านเจียหยูกวนทางด้านตะวันตกที่เป็นทะเลทราย
6. เขาไท่ซาน Mount Taishan
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1987
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 3 4 5 6 7
เขาไท่ซาน (泰山) ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเมืองไท่อัน และทอดตัวยาวไปจนถึงทางใต้ของเมืองจี้หนานในมณฑลซานตง ยอดเขามีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,545 เมตร เขาไท่ซานเป็นหนึ่งในภูเขาใหญ่ศักสิทธิ์ทั้งห้าของจีน อันได้แก่
เขาไท่ซานทางทิศตะวันออก
เขาหัวซานทางทิศตะวันตก
เขาเป่ยเหิงซานทางทิศเหนือ
เขาหนานเหิงซานทางทิศใต้
เขาซงซานทางภาคกลาง
ตลอดสองพันปีที่ผ่านมา เขาไท่ซานเป็นหนึ่งในสถานที่แสวงบุญของชาวจีน รวมทั้งองค์จักพรรดิจีน สิ่งก่อสร้างบนเขาได้รับการสร้างอย่างกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง อันเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปิน และนักปราชย์ชาวจีนมากมาย ในการสรรค์สร้างงานศิลปะและบทประพันธ์ นอกจากนี้ภูเขาแห่งนี้ยังเป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมและความเชื่อของจีนมาแต่โบราณ
7. เขาหวงซาน Mount Huangshan
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1990
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 2 7 10
เขาหวงซาน (黄山) เป็นเทือกเขาที่ทอดตัวอยู่ทางตอนใต้ของมณฑลอันฮุย ทางตะวันออกของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีชื่อเสียงมาจากทิวทัศน์ที่งดงามของยอดเขาหินแกรนิตและต้นสนหวงซานรูปร่างแปลกตา และภาพของหมอกและเมฆที่ลอยอยู่ใกล้ยอดเขา บริเวณเทือกเขายังมีน้ำพุร้อนและบ่อน้ำร้อนธรรมชาติอีกมากมาย ย เนื่องมาจากความงดงาม จึงมักจะปรากฏภาพของเทือกเขาหวงซานอยู่ในภาพเขียนจีน หรือปรากฏชื่อในวรรณกรรมอยู่บ่อยครั้ง
เขาหวงซานประกอบไปด้วยยอดเขาจำนวนมาก มียอดภูเขาที่มีชื่อ 72 ยอด และมีอยู่ 77 ยอดที่มีความสูงมากกว่า 1,000 เมตร เขตที่ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกประกอบด้วยบริเวณเทือกเขาซึ่งมีพื้นที่ 154 ตารางกิโลเมตร และรอบๆเทือกเขาอีก 142 ตารางกิโลเมตร เขาหวงซานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกใน ค.ศ. 1990 เนื่องมาจากทิวทัศน์ธรรมชาติที่งดงาม และเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่หายากและถูกคุกคามหลายชนิด
8. ภูมิทัศน์แห่งหวงหลงและพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ Huanglong Scenic and Historic Interest Area
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1992
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 7
หวงหลง (黃龍) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลเสฉวน หุบเขาหวงหลงล้อมรอบด้วยภูเขาหิมะอันเป็นแหล่งของธารน้ำแข็งที่อยู่ทางตะวันออกขามาที่สุด ของอจีนหวงหลงเป็นพื้นที่ที่มีคถูมิประเทศทางธรรมชาติที่วามสวยงาม นอกจากนี้ยังมีความหลาหลายของระบบนิเวศทั้งทางกายภาพ เช่น น้ำตก และน้ำพุร้อน หรือชีวภาพ แพที่เป็นฌนแหล่งที่อยู่ของแพนด้าและลิงจมูกเชิด แต่สิ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดของหวงหลงก็คือการก่อตัวของหินปูนที่ละลายมากับน้ำใต้ดิน จนเกิดเป็นภูมิประเทศที่น่าตื่นตาตื่นใจอันเป็นที่มาขอลชื่อหวงหลงที่แปลว่ามังกรเหลือง
9. ภูมิทัศน์แห่งหุบเขาจิ่วจ้ายโกวและพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ Jiuzhaigou Valley Scenic and Historic Interest Area
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1992
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 7
‘จิ่วไจ้โกว’ (九寨溝) ในภาษาจีนหมายถึง แควเก้าหมู่บ้าน (คำว่า จิ่ว = เก้า, ไจ้ = หมู่บ้าน, โกว = แควหรือธารน้ำ) โดยมีที่มาจากชนชาติทิเบต 9 หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ริมธารน้ำบริเวณนี้มาแต่เดิม จิ่วไจ้โกวได้รับการเรียกขานจากชนเผ่าทิเบตว่าเป็น ‘ขุนเขาธารน้ำอันศักดิ์สิทธิ์’ ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นขุนเขา ป่าไม้ ลำน้ำ หรือหินทุกก้อนล้วนได้รับการเคารพจากชนเผ่าพื้นเมืองทิเบต ปัจจุบันผืนป่าโบราณอันอุดมแห่งนี้จึงยังคงได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี
อุทยานจิ่วไจ้โกวตั้งอยู่ในอำเภอหนันผิงเขตปกครองตนเองของเผ่าเชียงชนชาติทิเบตทางตอนเหนือของมณฑลซื่อชวนหรือเสฉวน ภาคตะวันตกของจีน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 720 ตารางกิโลเมตร ท่ามกลางหุบเขาที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปมา โตรกธารลดเลี้ยวผ่านผาสูงและน้ำตกขนาดใหญ่ ก่อเกิดเป็นทิวทัศน์อันตระการตาโดดเด่นด้วยสีสันของภาพภูมิทัศน์โดยรอบ ความงามประหลาดของน้ำในจิ่วไจ้โกวนั้น มีสาเหตุจากการที่แหล่งน้ำในบริเวณนี้มีการสะสมของธาตุแคลเซี่ยมเจือปนอยู่ในปริมาณสูง อีกทั้งโดยมากเกิดกับพืชซึ่งจมอยู่ใต้ท้องน้ำ ทำให้ทะเลสาบและธารน้ำของที่นี่มีสีสันสดใสงดงามมแปลกตา
10. ภูมิทัศน์แห่งอู่หลิงหยวนและพื้นที่ประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ Wulingyuan Scenic and Historic Interest Area
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1992
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 7
เขตทิวทัศน์ธรรมชาติอู่หลิงหยวน (武陵源) อยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างสวนป่าจางเจียเจี้ยในเมืองจางเจียเจี้ย เขตอนุรักษ์ธรรมชาติหุบเขาสั่วซี ในอำเภอฉือลี่ และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติเขาเทียนจื่อซัน ในอำเภอซางจื๋อ รวมพื้นที่ทั้งสิ้น 500 ตารางกิโลเมตร และล่าสุดเมื่อมีการค้นพบเขตทิวทัศน์แหล่งใหม่ ‘หยางเจียเจี้ย’ ยังได้จัดรวมเข้าไว้ในกลุ่มทิวทัศน์ธรรมชาติเหล่านี้ด้วย ทัศนียภาพแปลกตาที่สุด ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขตทิวทัศน์ธรรมชาติอู่หลิงหยวน คือหมู่เสาหินและยอดเขาหินทรายแหลมเล็กสูง 200 เมตรขึ้นไป ตั้งตระหง่านสลับซับซ้อน แผ่กระจายดั่งท้องทุ่งเสาหินกว้างไกลสุดสายตา ทางตอนเหนือของเมืองจางเจียเจี้ย ในมณฑลหูหนัน
ท่ามกลางดงยอดเขายังมีลำธารน้ำเซาะ สายน้ำตก สระน้ำซุกซ่อนอยู่เบื้องล่าง กอปรกับหุบเขาและชะโงกผาที่วางตัวสลับกันไปมา ก่อเกิดถ้ำหินกว่า 40 แห่ง และสะพานหินธรรมชาติขนาดใหญ่อีก 2 สะพาน ลึกลงไปในทัศนียภาพที่แปลกตาน่ามหัศจรรย์เหล่านี้ เขตทิวทัศน์ฯอู่หลิงหยวนยังเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ที่หายากและใกล้สูญพันธุ์ที่น่าสนใจอีกด้วย
11. หมู่โบราณสถานบนเทือกเขาอู่ตัง (บู๊ตึ๋ง) Ancient Building Complex in the Wudang Mountains
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1994
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 6
เขาบู้ตึ๊ง หรือ อู่ตังซัน (武當山) (ในภาษาจีนกลาง) มีอีกชื่อว่า ไท่เหอซัน เป็นเทือกเขาที่มีความสำคัญของลัทธิเต๋า ที่เล่าสืบมาว่า ปรมาจารย์เจินอู่ หรือเทพเจ้าเสวียนอู่(玄武神)ที่ศาสนาเต๋าเคารพนับถือ ได้บำเพ็ญตบะบนยอดเขาแห่งนี้ รู้สึกติดอกติดใจกับเทือกเขา ที่เสมือนเป็นแดนสุขาวดี ได้ใช้วิชาทั้งบุ๋นและบู้ต่อกรกับภิกษุหลายรูปของฝ่ายพุทธ จนได้รับชัยชนะ สามารถยึดเขาแห่งนี้เป็นที่พำนักสืบมา...
เขาบู้ตึ๊งได้กลายมาเป็นแหล่งฝึกวิชา และเข้าฌานของนักพรตลัทธิเต๋า หลายสำนักมาหลายยุคสมัย และยังเป็นที่กำเนิดสุดยอดวิชากังฟูที่โด่งดัง ตามที่เราเคยคุ้นหูคุ้นตาในนิยายกำลังภายในด้วย
เขตโบราณสถานบนเขาบู้ตึ๊ง มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 321 ตร.กม. ประกอบด้วย ส่วนที่เป็นหมู่ตึกโบราณ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และส่วนที่เป็นทิวทัศน์ธรรมชาติ อาทิ สระน้ำ บ่อน้ำพุร้อน ถ้ำ หน้าผาและยอดเขา รวมกว่าร้อยแห่ง
12. กลุ่มโบราณสถานพระราชวังโปตาลาในลาซา Historic Ensemble of the Potala Palace, including the Jokhang Temple and Norbulingka
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1994
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 4 6
กลุ่มโบราณสถานพระราชวังโปตาลาในลาซาที่ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกประกอบด้วยโบราณสถานสามส่วน ได้แก่
1. พระราชวังโปตาลากลางกรุงลาซาอันเป็นที่ประทับขององค์ดาไลลามะในหน้าหนาว ตั้งอยู่ใจกลางเมืองลาซาบนเขาแดง มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 3,700 เมตร คำว่า ‘โปตะลา’ มาจากภาษาอินเดียโบราณหมายถึง ‘ดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของพระโพธิสัตว์ โดยรอบของพระราชวังโปตะลายังประกอบไปด้วย โรงเรียนสอนศาสนา กุฏิพระ และห้องหับต่าง ๆ ทางปีกตะวันออกและตก นอกจากนี้ ยังมีเขตเมืองเก่า เทศบาลท้องถิ่น โรงพิมพ์พระคัมภีร์ คุกคุมขัง สระน้ำและสวน เป็นต้น
2. พระตำหนักนอร์บุลิงกะ ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมืองลาซาห่างออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร คำว่า ‘นอร์บุลิงกะ’ ในภาษาทิเบตหมายถึง ‘สวนป่าอันเป็นที่รัก’ สร้างในสมัยองค์ทะไลลามะที่ 7 เป็นพระราชวังฤดูร้อนที่ซึ่งองค์ทะไลลามะใช้เป็นสถานที่บริหารบ้านเมือง และประกอบกิจกรรมทางศาสนา
3. วัดต้าเจาหรือวัดชอคัง วัดต้าเจาตั้งอยู่ทางทิศตะวันวันออกเฉียงใต้ของเมืองลาซา สร้างขึ้นในปีค.ศ. 601 (ราชวงศ์ถัง) วัดต้าเจามีความหมายว่า ‘สถานที่ประดิษฐานพระคัมภีร์’ เป็นทางสถาปัตยกรรมที่ผ่านการผสมผสานอย่างลงตัวของศิลปะสมัยถังของจีนและศิลปะทิเบต
13. สถานที่พักร้อนและหมู่วัดในเฉิงเต๋อ Mountain Resort and its Outlying Temples in Chengde
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1994
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 2 4
บ้านพักตากอากาศบนเขาของจักรพรรดิหลังนี้ ตั้งอยู่ทางเหนือในเขตใจกลางเมืองเฉิงเต๋อ ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำพอู่เลี่ยเหอ ได้ถวายการรับใช้ สนองความสำราญพระราชหฤทัยของฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ชิงมาถึง 3 รัชกาล คือ ในสมัยจักรพรรดิคังซี หย่งเจิ้ง และเฉียนหลง รวมระยะเวลานาน 90 ปี ซึ่งเขตมรดกโลกประกอบด้วย
1. เขตพระราชฐาน หมายถึง เขตว่าราชการและที่ประทับของจักรพรรดิ ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมที่โอ่อ่าด้วยความเรียบง่าย และอุทยานที่จัดแต่งเป็นกลิ่นอายบรรยากาศป่าเขาก็ผสมผสานกันอย่างลงตัว ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นเสมือนภาพย่อส่วนของทิวทัศน์ธรรมชาติในประเทศจีนเลยทีเดียว
2. เขตวัด ภายนอกพระราชฐาน เป็นกลุ่มโบราณสถานวัดลามะ สร้างในสมัยต้นราชวงศ์ชิง ซึ่งเป็นช่วงเวลาของศาสนาพุทธนิกายลามะ ได้รับการสนับสนุนเป็นปึกแผ่นมั่นคง โบราณสถานส่วนใหญ่มีการถ่ายเทศิลปวัฒนธรรมของชนส่วนน้อยทางภาคเหนือและภาคตะวันตก ของชาวมองโกล ซินเจียง(ซินเกียง) และทิเบต มาไว้ที่นี่
3. เขตทุ่งราบ หมายถึงพื้นที่ราบตีนเขา ซึ่งเป็นทิวทัศน์ทุ่งหญ้าเขียวขจีทางตะวันออกของเขตทะเลสาบ จักรพรรดิเฉียนหลงทรงใช้เต้นท์มองโกลเป็นที่ให้คณะราชนิกุลของชนส่วนน้อยต่างๆ รวมถึงเจ้านายชั้นสูง และคณะทูตานุทูตจากดินแดนชนส่วนน้อยของจีนเข้าเฝ้าฯบ่อยครั้ง และยังทรงนิยมจัดปิกนิกกลางป่าที่ทุ่งหญ้านี้ด้วย
4. เขตภูเขา คือเขตทางตะวันตกของพระราชวัง ซึ่งกินพื้นที่มากที่สุดถึง 4 ใน 5 ของอาณาเขตทั้งหมด ราว 4.22 ตร.กม. เป็นที่ตั้งของวัด ศาลาพักร้อน และวิหารจำนวนมาก
วัดผู่ถัวจงเฉิงที่เลียนแบบวัดและวังของชนองค์ททะไลลามะในทิเบต
14. ศาลและสุสานขงจื๊อรวมทั้งคฤหาสน์ของตระกูลขงที่ชูฟู่ Temple and Cemetery of Confucius, and the Kong Family Mansion
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1994
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 4 6
เมืองชูฟู่ (曲阜) ถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นแหล่งรำลึกถึงขงจื๊อ เพราะเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญ ที่เรียกว่า 'สามข่ง' สถานที่ที่ชาวจีนเรียกรวมกันว่า ‘สามข่ง’ ประกอบด้วย จวนตระกูลข่ง วัดขงจื๊อและสุสานขงจื๊อ ซึ่งล้วนเป็นสถานที่ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงปรัชญาเมธีนามระบือขงจื๊อ บริเวณที่เป็นจวนตระกูลข่ง เป็นที่พำนักของลูกหลานและทายาทรุ่นสืบๆมาของขงจื๊อ ส่วนวัดขงจื๊อ คือสถานที่ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อการสักการะบูชาขงจื๊อ และบริเวณสุสานขงจื้อ ก็เป็นที่ตั้งของสุสานของคนในตระกูลรุ่นต่างๆกว่าหลายศตวรรษ ซึ่งมีจำนวนแสนกว่าหลุมและเป็นสุสานประจำตระกูลที่ใหญ่ที่สุด ปัจจุบันสถานที่ทั้งสามแห่งได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของเมืองชูฟู่
15. อุทยานแห่งชาติเขาหลูซาน Lushan National Park
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1996
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 2 3 4 6
เขาหลูซาน (廬山) เทือกเขาที่ได้ชื่อว่า ‘อันตราย งดงาม พิสดาร และยิ่งใหญ่’ ด้วยการเป็นแหล่งรวมของ ‘เขาใหญ่’ (ภูเขา 5 ลูก ซึ่งไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ดูคล้ายผู้เฒ่า 5 คนนั่งรวมกลุ่มกันอยู่) ‘แม่น้ำใหญ่’(แม่น้ำแยงซี) และ‘ทะเลสาบใหญ่’(ทะเลสาบผอหยัง) ที่ท้าทายนักนิยมธรรมชาติไปทั่วโลก จุดท่องเที่ยวบนเขาแห่งนี้ ประกอบด้วย เขตทิวทัศน์ 12 เขต และจุดชมวิว น้ำพุน้ำตกเกือบ 300 จุด
ทัศนียภาพบนเขาหลูซันในฤดูกาลต่างๆมหัศจรรย์น่าพิสมัย และอุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำท่า เพราะมีทะเลสาบและแม่น้ำหลายสายไหลอยู่เวียนวนรอบเขา ทำให้อากาศเย็นชุ่มฉ่ำแม้ยามหน้าแล้ง ฤดูฝนยังปกคลุมด้วยไอเมฆละอองหมอก นำความชุ่มชื้นมาสู่ตลอดฤดูกาล (ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,833.5 มิลลิเมตร / ปี) ใน 1 ปียอดเขาสูงบนเขาหลูซัน ยังถูกปกคลุมด้วยทะเลหมอกถึง 191 วัน นับเป็นทิวทัศน์ที่งดงามตระการตา
16. เขาเอ๋อเหมยซาน(เขาง้อไบ๊) และพระพุทธรูปเล่อซาน Mount Emei Scenic Area, including Leshan Giant Buddha Scenic Area
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1996
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 4 6 10
1. เขาเอ๋อเหมยซัน (峨嵋山) เรียกอีกชื่อว่า ต้ากวงหมิงซัน ‘เทือกเขาแห่งแสงสว่าง’ เป็นหนึ่งในสี่ขุนเขาใหญ่ที่เป็นรากฐานของพุทธศาสนาในจีนอันได้แก่
เอ๋อเหมยซันในมณฑลเสฉวน
พู่ถัวซันในมณฑลเจ้อเจียง
จิ่วหัวซันในมณฑลอันฮุย
และอู่ไถซันในมณฑลซันซี )
เขาแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนกลางส่วนใต้ของมณฑลเสฉวน โดยมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 3,099 เมตร นอกจากความโด่งดังในฐานะที่เป็นยอดเขาแห่งตำนานของแผ่นดินพระภูผาเซียน และวัฒนธรรมประวัติศาสตร์อันเรืองรองแล้ว เสน่ห์งดงามของธรรมชาติอันตระการตา ยังทำให้ชื่อเสียงของเทือกเขาแห่งนี้ขจรขจายไปทั่วทั้งในและต่างประเทศ กวีชื่อดังหลายท่านของจีนในอดีต อาทิ กวีสมัยถัง หลี่ไป๋ ท่านซูตงพอ กวีสมัยซ่ง หรือนักเขียนวรรณกรรมยุคใหม่ กัวม่อลั่ว ได้เคยฝากผลงานกวีนิพนธ์ ชื่นชมความงามและพรรณนาคุณค่าแห่งเทือกเขาเอ๋อเหมยซันนี้ไว้หลายยุคหลายสมัย
2. พระพุทธรูปเล่อซาน ( 樂山大佛) พระพุทธรูปสลักริมหน้าผาเล่อซัน สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิถังเสวียนจงแห่งราชวงศ์ถัง ต้นรัชสมัยไคหยวนปี ค.ศ.713 โดยการเจาะสกัดหินบนเขาเป็นพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาท หลังพิงเขา หันหน้าสู่แม่น้ำหมินเจียง มีความสูง 71 เมตร กว้าง 10 เมตร ใช้เวลาก่อสร้างนาน 90 ปี จนมาสำเร็จในปี ค.ศ.803 ในสมัยจักรพรรดิถังเต๋อจง แกะสลักขึ้นด้วยฝีมือช่างงามวิจิตร ลายเส้นที่พลิ้วไหวและสัดส่วนขององค์พระที่ได้สมดุล เต็มไปด้วยพลังที่แผ่ขยายออกไปกว้างใหญ่ไพศาล ล้วนสะท้อนถึงศิลปวัฒนธรรมอันเฟื่องฟูในยุคราชวงศ์ถัง
17. เมืองโบราณผิงเหยา Ancient City of Ping Yao
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1997
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 2 3 4
เมืองเก่าผิงเหยา (平遥) ตั้งอยู่บนที่ราบไท่หยวนริมฝั่งแม่น้ำเฝินเหอ ตอนกลางของมณฑลซันซีทางภาคเหนือของจีน ห่างจากเมืองไท่หยวนเมืองเอกของมณฑลไปราว 90 กิโลเมตร เคยเป็นศูนย์กลางตลาดทางการเงินของประเทศมาแต่เก่าก่อน จนได้รับสมญานามว่าเป็น ‘ปักกิ่งน้อย’
ผิงเหยา เป็นเมืองเก่าที่มีอายุกว่า 2,700 ปี ยังคงรักษาโครงสร้างบ้านเมืองแบบชาวฮั่นในสมัยหมิงและชิง(ราวค.ศ. 1368–1911)ไว้ได้อย่างสมบูรณ์ เมืองแห่งนี้ผ่านกาลเวลาอันยาวนานและกลายเป็นแหล่งสะสมทางโบราณคดีที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง ปัจจุบันมีหน่วยงานรักษาโบราณวัตถุกว่า 300 แห่ง ในจำนวนนี้ ที่มีความสำคัญระดับชาติ 3 แห่ง ได้แก่ กำแพงเมืองเก่า วัดเจิ้นกั๋ว และวัดซวงหลิน นอกจากนี้การวางผังเมืองได้รับการออกแบบอย่างเป็นระเบียบ สิ่งปลูกสร้างภายในเมืองอย่าง วัดวาอาราม อาคารหอสูง ถนน บ้านเรือนราษฎร ฯลฯ ต่างสะท้อนให้เห็นถึงวิทยาการความรู้และวัฒนธรรมที่มีมาแต่โบราณ
18. สวนโบราณ เมืองซูโจว Classical Gardens of Suzhou
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1997
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 3 4 5
สวนคลาสสิคเมืองซูโจวมีประวัติศาสตร์มานาน 2,000 กว่าปี นับตั้งแต่ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 6 ในยุคชุนชิวชาวเมืองซูโจวได้รู้จักการสร้างและจัดสวนมาเนิ่นนานแล้ว มาในสมัยราชวงศ์หมิงแฟชั่นสร้างสวนของซูโจวยิ่งเป็นที่นิยมไปทั่ว ส่งผลให้ปลายสมัยราชวงศ์ชิงมีสวนทั้งในและนอกเมืองซูโจวรวมอยู่ถึง 170 กว่าสวน
สวนหลากหลายในเมืองซูโจว แบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ สวนในที่พักอาศัย สวนในวัด และสวนชานเมือง โดยมีสวนในที่พักอาศัยเป็นพระเอก เพราะมีปริมาณมากที่สุด อีกทั้งมีกลิ่นอายของศิลปะที่ละเมียดละไมโดดเด่น แต่ทั้งหมดล้วนสร้างสีสันและบรรยากาศให้เมืองซูโจว เมืองแห่งแม่น้ำและลำคลอง หรือ ‘ดินแดนเวนิสแห่งตะวันออก’ นี้ ยังเป็นดินแดนแห่งสวนยุคราชวงศ์หมิงและชิง ในคริสต์ศตวรรษที่ 14-20 หรือ ‘เมืองแห่งสวน’
19. เมืองเก่าลี่เจียง Old Town of Lijiang
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1997
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 2 4 5
ณ แผ่นดินที่เคยเป็นเมืองเก่าต้าเหยียนลี่เจียง ลือนามในฐานะที่เป็นตลาดนัดและเมืองยุทธศาสตร์เก่าแก่มาแต่ครั้งโบราณ บันทึกประวัติศาสตร์กล่าวว่า เมืองเก่าต้าเหยียนสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายราชวงศ์ซ่ง ต้นราชวงศ์หยวน (คริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึง 13) โดยบรรพบุรุษตระกูลมู่แห่งเมืองลี่เจียง อาจงอาเหลียง เมื่อครั้งที่ย้ายศูนย์กลางการปกครองจากไป๋ซามาที่เชิงเขาสิงโต เริ่มสร้างบ้านแปลงเมืองขึ้น ตั้งชื่อว่า ‘ต้าเย่ฉ่าง’ ภายหลังรัชสมัยจื้อหยวน ปีที่ 13 (ค.ศ.1276) ในราชวงศ์หยวน เปลี่ยนชื่อเป็น ‘ลี่เจียง’ (丽江) ตามชื่อเก่าของแม่น้ำจินซาเจียง(金沙江) ต่อมาในรัชสมัยหงอู่ ปีที่ 16 ในราชวงศ์หมิง จึงได้มีการก่อสร้างศาลาว่าการเมืองลี่เจียงขึ้น มีอาณาบริเวณกว้างขวาง เป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก จนถูกชมเชยว่าเป็น ‘น้องๆพระราชวังต้องห้าม’ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ต้าเหยียนหลี่’ ในสมัยราชวงศ์ชิง และหลังจากนั้นเมืองลี่เจียงก็ค่อยๆรุ่งเรืองขึ้นเป็นรูปเป็นร่างตลอดยุคสมัยที่ผ่านมา ลี่เจียง เป็นศูนย์กลางทางการเมือง การศึกษาและวัฒนธรรมแห่งชนชาติ และครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างจีนและอินเดีย หยุนหนัน(ยูนนาน) และทิเบต และชุมทางพักม้าระหว่างการเดินทางที่สำคัญสิ่งปลูกสร้างที่เป็นศิลปะเฉพาะตัวของชนชาติน่าซี ที่มีพื้นฐานมาจากรูปแบบโครงสร้างที่ไม่ใช้คานและเสา (รูปแบบโครงสร้างจิ่งกัน) พัฒนาและผสมผสานกันอย่างกลมกลืนกับศิลปะท้องถิ่นของชนชาติฮั่น ทิเบตและไป๋
20. พระราชวังฤดูร้อนและอุทยานในกรุงปักกิ่ง Summer Palace
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1998
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 3
พื้นที่ที่เป็นพระราชวังฤดูร้อนอี๋เหอหยวนในปัจจุบันนี้ มีประวัติศาสตร์มาเกือบพันปีแล้ว ย้อนหลังไปราวคริสต์ศักราชที่ 11 สมัยราชวงศ์จิน (ค.ศ. 1115-1234)พื้นที่ในเขตไห่เตี้ยน(海淀区) นอกกรุงปักกิ่ง มีภูมิประเทศของขุนเขางดงาม ประดุจภาพวาด อากาศเย็นสบาย เหมาะแก่การพักผ่อน อีกทั้งไม่ไกลจากเมืองหลวงมากนัก จึงเหมาะเป็นสถานที่ที่เจ้านายผู้ปกครองในระบบศักดินานิยมมาพักผ่อนตากอากาศ และก่อสร้างพระราชวังฤดูร้อนขึ้น
ในสมัยจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911)พระราชวังฤดูร้อนได้ทวีความสำคัญขึ้น โดยจักรพรรดิต่อมาอีกหลายพระองค์โปรดเสด็จมาประทับทรงงาน ตลอดจนว่าราชการแผ่นดินที่พระราชวังฤดูร้อนนอกเขตพระราชฐาน จนทำให้พระราชวังฤดูร้อนมีบทบาทสำคัญในด้านเป็นศูนย์กลางทางการเมือง กล่าวกันว่า การก่อสร้างพระราชวังฤดูร้อนนอกพระราชฐานนี้ดำเนินมาตลอดเวลา 800 ปีจวบจนกระทั่งสิ้นสุดกาลสมัยของราชวงศ์แมนจู
และสำหรับ สวนในพระราชวังอี๋เหอหยวน แห่งนี้ เดิมทีคือ 'อุทยานชิงอีหยวน' (清漪园) อยู่ในอาณาเขตพระราชวังหยวนหมิงหยวน (圆明园) ริมเชิงเขาวั่นโซ่วซัน ด้านตะวันตกมีทะเลสาบชื่อ ทะเลสาบซีหู (西湖) ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อมาเป็น ทะเลสาบคุนหมิง ซึ่งใช้แรงงานนับแสนคนในการขุด
21. หอสักการะฟ้าเทียนถัน Temple of Heaven
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1998
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 3
หอสักการะฟ้าเทียนถันเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ที่ออกแบบมา เพื่อรับใช้คติในการแสดงความเคารพต่อ 'ฟ้า' ของชาวจีน ซึ่งปัจจุบันนับเป็นสิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับพิธีกรรมการเซ่นไหว้ที่ใหญ่ที่สุดในกลุ่มโบราณสถานประเภทเดียวกันที่หลงเหลืออยู่ในกรุงปักกิ่ง
หอสักการะฟ้าเทียนถัน เดิมเรียก 'หอสักการะฟ้าดิน' แรกเริ่มเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิเสด็จมาเซ่นไหว้เทพเจ้าฟ้าและดิน มาในสมัยราชวงศ์หมิงปีที่ 9 แห่งรัชกาลหมิงเจียจิ้ง (ค.ศ.1530) ได้มีการสร้าง 'หอสักการะดิน'(地坛) ขึ้นทางทิศเหนือชานกรุงปักกิ่ง สถานที่แห่งนี้จึงเป็นที่สำหรับเซ่นไหว้สักการะเฉพาะเทพเจ้าแห่งฟ้า แล้วเปลี่ยนมาใช้นาม เทียนถัน(天坛)
ทั้งนี้ การประกอบพิธีสักการะ และสวดมนต์ภาวนาต่อสวรรค์ของกษัตริย์ราชวงศ์หมิง(ค.ศ.1368-1644) และชิง(ค.ศ.1644-1911) กระทำขึ้นเพื่อขอความสิริมงคลแก่ตน ขอฟ้าขอฝนให้พืชผลในไร่นาอุดมสมบูรณ์ พสกนิกรอยู่ร่มเย็นเป็นสุข
22. งานแกะสลักหินต้าสู Dazu Rock Carvings
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1999
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 3
หินสลักที่อำเภอต้าสู(大足县) มีความสำคัญทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะด้านศาสนา ซึ่งไม่เพียงแต่มีงานศิลปะของพุทธศาสนาเท่านั้น ยังเป็นศูนย์รวมงานศิลปะของศาสนาเต๋า และแนวคิดสำนักปรัชญา‘หยู่เจียเสียว์’ของขงจื๊อรวมอยู่ด้วย หากกล่าวว่า ถ้ำผาม่อเกาคู อันยิ่งใหญ่ที่เมืองตุนหวง และถ้ำผาหยุนกัง ที่เมืองต้าถง คือสัญลักษณ์ของงานศิลปะถ้ำยุคเริ่มแรกของจีน หินสลักที่ต้าจู๋ เมืองฉงชิ่ง ก็นับได้ว่าเป็นตัวแทนของศิลปะถ้ำในยุคหลัง ซึ่งได้รวบรวมผลงานศิลปะการแกะสลักหินของจีนในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 9 ถึงยุคกลางคริสต์ศตวรรษที่ 13 ตลอดจนสะท้อนแนวคิดความเชื่อทางศาสนา และรสนิยมในสังคมสามัญชน
หินสลักสำคัญที่อำเภอต้าจู๋อยู่ในอาณาบริเวณของ‘เทือกเขาทั้ง 5’ ได้แก่ เขาเป่ยซัน เป๋าติ่งซัน หนันซัน สือจ้วนซัน และเขาสือเหมินซัน ซึ่งประกอบด้วยหินสลักที่กระจายอยู่ตามเขาต่างๆนี้กว่า 75 จุด รวมรูปหินสลักทั้งหมดมากกว่า 100,000 ชิ้น
23. เขาอู่อี๋ซาน Mount Wuyi
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1999
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 3 6 7 10
เขาอู่อี๋ซัน (武夷山) ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศจีน ในมณฑลฝูเจี้ยนเขาอู่อี๋ซัน ครอบคลุมพื้นที่ของเขตอนุรักษ์ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ 4 เขต ได้แก่ เขตโบราณสถานทิวทัศน์เขาอู่อี๋ซัน เขตอนุรักษ์ธรรมชาติเขาอู่อี๋ซัน โบราณสถานเมืองเก่าสมัยฮั่น และเขตอนุรักษ์ต้นน้ำจิ่วชีว์ซี และยังเป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมความเชื่อและศาสนา ตลอดจน ‘การผลิตชา’ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่เปรียบเสมือนลมหายใจของชาว สำหรับที่เขาอู่อี๋ซันนี้ ก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่เป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมชาที่มีชื่อเสียงของประเทศจีน โดยเฉพาะการผลิตชาที่ทั่วโลกรู้จักกันดี คือ ชาอูหลง乌龙茶อีกทั้งยังมีประเพณีการดื่มชาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นอีกด้วย
ลักษณะทางภูมิศาสตร์อยู่ในเขตโซนร้อนแถบเอเชียกลาง มีสภาพอากาศอบอุ่น ส่งผลให้พืชพันธุ์ในแถบเทือกเขานี้ มีลักษณะพิเศษกว่าถิ่นอื่นๆในประเทศจีน และสามารถรักษาสภาพป่าไม้ และพันธุ์พืชอันหลากหลายได้ค่อนข้างสมบูรณ์ โดยเฉพาะป่าฝนทางใต้ของจีน และป่าเขตร้อนแถบเอเชียเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด
24. หมู่บ้านโบราณตอนใต้ของมณฑลอานฮุย ซีตี้และหงชุน Ancient Villages in Southern Anhui - Xidi and Hongcun
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2000
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 3 4 5
หมู่บ้านอนุรักษ์ซีตี้ 西递 และหงชุน 宏村 นับเป็นหมู่บ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของการอยู่อาศัยในสมัยโบราณที่โดดเด่นทางตอนใต้ของมณฑลอันฮุย มีรูปแบบการวางเค้าโครงทางสถาปัตยกรรม การเลือกตำแหน่งที่ตั้ง หรือทิศทางการตั้งบ้านเรือน ซึ่งอิงทฤษฎีฮวงจุ้ยตามตำราโจวอี้เป็นที่ตั้ง สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดปรัชญาโบราณของจีน ที่แสดงว่า มนุษย์มีความเลื่อมใสและเคารพต่อกฎแห่งธรรมชาติ ขณะเดียวกันก็ตระหนักถึงความเป็นหนึ่งเดียวของสวรรค์กับพิภพ
ภูมิปัญญาโบราณของผู้ปลูกสร้างบ้านเรือนเหล่านี้ ไม่เพียงแต่ได้ผสมผสานความงามทางธรรมชาติรวมเข้ากับที่อยู่อาศัยแล้ว ยังแฝงความมีรสนิยมและความเป็นวิทยาศาสตร์เข้าไว้ในชีวิตประจำวันของพวกเขาอีกด้วย ซึ่งนี่ คือแก่นสารของแบบฉบับการสร้างที่อยู่อาศัยในอดีตของชาวจีน
นอกจากนี้โครงสร้างการจัดการและระบบการใช้น้ำในหมู่บ้านทั้งสองแห่ง โดยเฉพาะในหมู่บ้านหงชุน ซึ่งเป็นก่อรูปขึ้นเป็นตัวสัตว์ ยังแสดงถึงภูมิปัญญาชั้นสูงในการดัดแปลงทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ และยังมีคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์อีกทางหนึ่งด้วย
25. สุสานจักรพรรดิราชวงศ์หมิงและชิง
Imperial Tombs of the Ming and Qing Dynasties, including the Ming Dynasty Tombs and the Ming Xiaoling Mausoleum*
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2000 2003
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 3 4 5
การสร้างสุสานกษัตริย์ของชาวจีน นับเป็นผลงานทางสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า สะท้อนศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ของชาติ โดยนิยมแบ่งเป็น 2 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนบนดิน และใต้ดิน ซึ่งจะยึดหลักฮวงจุ้ยที่ว่า ต้องมีพลังหยินหยางเกื้อกูลค้ำจุนกัน คือ ‘หลังอิงขุนเขา หันหน้าสู่น้ำ’ จักพรรดิในยุคสมัยแห่งราชวงศ์หมิงและชิง(ค.ศ.1368-1911) ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องฮวงจุ้ยมากเป็นพิเศษ จนกล่าวได้ว่าเป็นยุคทองแห่งศิลปะการก่อสร้างสุสาน โดยมีปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง-ฮ่องเต้จูหยวนจาง เป็นผู้ปฏิรูปข้อบังคับกฎระเบียบในการสร้างสุสานขึ้นใหม่ อาทิ
ต่อมาในสมัยราชวงศ์ชิง ก็ยึดหลักเกณฑ์ตามแบบฉบับของหมิง โดยเพิ่มเติมในเรื่องของการสร้างสวนภายในให้สอดคล้องกับธรรมชาติโดยรอบ รวมถึงให้ความสำคัญในเรื่องการจัดลำดับตามศักดิ์อาวุโส อีกทั้งเกิดรูปแบบการฝังพระศพฮ่องเต้ ฮองเฮา นางสนมรวมไว้ในสุสานเดียวกัน และสร้างตำหนักประกอบพิธีเซ่นไหว้ให้มีความสอดคล้องสมบูรณ์มากขึ้นด้วย
- สุสานหมิงเสี่ยน สุสานชิงตะวันออก และสุสานชิงตะวันตก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปีค.ศ. 2000
- สุสาน 13 กษัตริย์ราชวงศ์หมิง และสุสานหมิงเสี้ยว ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปีค.ศ. 2003
26. ถ้ำผาหลงเหมิน Longmen Grottoes
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2000
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 3
ถ้ำผาหลงเหมิน 龍門石窟 เปรียบเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ ที่หลงเหลือจากอดีตระหว่างรอยต่อยุคราชวงศ์เหนือสู่ราชวงศ์ถังอันรุ่งเรือง เป็นหนึ่งในถ้ำผาที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาพุทธ ทั้งนี้ได้แสดงออกซึ่งผลงานศิลปะที่ให้แง่คิดในด้านลัทธิความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ซึ่งนับเป็นแหล่งรวมงานศิลปะการแกะสลักหินชั้นสูงอีกแห่งหนึ่งของชาติ
ดังที่ทราบกันว่า ถ้ำผาหลงเหมินเป็นขุมทรัพย์ทางศิลปะของงานแกะสลักถ้ำหินอันโด่งดัง เทียบเคียงกับถ้ำผาม่อเกาคู ที่ตุนหวงในมณฑลกันซู่ และถ้ำผาหยุนกัง ที่ต้าถงในมณฑลซันซี ซึ่งล้วนสร้างขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ระหว่างยุคราชวงศ์เหนือเชื่อมต่อกับราชวงศ์ถัง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ศาสนาพุทธในจีนมีวิวัฒนาการและเจริญขึ้นถึงขีดสุด ถ้ำผาหลงเหมินจึงมีงานเจาะสกัดหินชิ้นใหญ่มหึมาหลายชิ้น และยังเป็นแหล่งรวมงานศิลปะชั้นหัวกะทิในยุคนั้นด้วยเนื่อวจากได้รับการ ทะนุบำรุงจากจักรพรรดิทั้งในสมัยราชวงศ์เหนือเรื่อยมาจนถึงสมัยราชวงศ์ถัง โดยเฉพาะการบูรณปฏิสังขรณ์ต่างจากถ้ำผาที่อื่นๆ
27. เขาชิงเฉิงและระบบชลประทานตูเจียงเอี้ยน Mount Qingcheng and the Dujiangyan Irrigation System
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2000
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 2 4 6
เขาชิงเฉิง 青城山 ตั้งอยู่ห่างออกไปราว 15 กิโลเมตรทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองตูเจียงเอี้ยน ในมณฑลซื่อชวน(เสฉวน)ทางภาคตะวันตกของจีน เป็นแหล่งต้นกำเนิดที่สำคัญแห่งหนึ่งของลัทธิเต๋าในจีน เนื่องจากขุนเขาแห่งนี้มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ตลอดปี จึงได้ชื่อว่าเป็น ‘เมืองแห่งแมกไม้สีเขียว
เขื่อนชลประทานตูเจียงเอี้ยน 都江堰 เป็นโครงการชลประทานโบราณบนลำน้ำหมินเจียง (เขตต้นน้ำของแม่น้ำแยงซีเกียง) ใกล้ที่ราบลุ่มฝั่งตะวันตกของเมืองเฉิงตู มณฑลซื่อชวน ปัจจุบันมีสถานภาพเป็นเมืองตูเจียงเอี้ยน
ก่อนที่เขื่อนชลประทานแห่งนี้จะสร้างขึ้น ความเชี่ยวกรากของแม่น้ำหมินเจียงได้ก่อให้เกิดอุทกภัยอยู่บ่อยครั้ง จวบจนเมื่อปีค.ศ. 256 ข้าหลวงเมืองสูนาม หลี่ปิงและบุตรชาย ได้นำประชาชนในท้องถิ่นก่อสร้างเขื่อนชลประทานแห่งนี้ขึ้น จากนั้นมา พื้นที่ราบลุ่มอันกว้างใหญ่เมืองเฉิงตูก็ได้ชื่อว่าเป็น ‘เมืองแมนแดนสวรรค์’ และได้กลายเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของจีน ตูเจียงเอี้ยนไม่เพียงเป็นโครงการชลประทานโบราณขนาดใหญ่ ที่ใช้เทคนิคการทดน้ำโดยไม่สร้างเขื่อนกักน้ำเพียงแห่งเดียวของโลก ที่ยังคงมีการใช้งานอยู่จวบจนปัจจุบัน แต่ยังเป็นแหล่งความรู้ทางการชลประทานชั้นนำของโลก ที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมทางการเมือง ศาสนาและสถาปัตยกรรมที่รุ่งเรืองในอดีต.
28. ถ้ำผาหยุนกัง Yungang Grottoes
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2001
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 3 4
ในด้านศิลปะแล้ว ถ้ำผาหยุนกัง 雲崗石窟 มีลักษณะเป็นพุทธศิลป์แบบจีน ที่มีวิถีการเจริญงอกงามมาจากพุทธศิลป์ของอินเดียและพุทธศิลป์แถบเอเชียกลาง เป็นกระจกสะท้อนถึงกระบวนการสรรสร้างประติมากรรมทางศาสนาพุทธที่ค่อยๆแผ่ขยายเข้ามาสู่ประเทศจีน และสอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตชนชาวจีนซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ด้วยเหตุนี้จึงพัฒนาขึ้นเป็นศิลปะเฉพาะตัวนามว่า ‘ศิลปะแบบหยุนกัง’ ซึ่งกลายมาเป็นจุดเปลี่ยนในเส้นทางการเจริญเติบโตของพุทธศิลป์ในจีนที่สำคัญ และยังส่งอิทธิพลถึงงานศิลปะถ้ำในที่ต่างๆของประเทศด้วย อาจกล่าวได้ว่า ศิลปะถ้ำแบบหยุนกังเป็นจุดกำเนิดของรูปแบบงานศิลปะถ้ำเชื้อสายจีนโดยแท้ ประติมากรรมรูปสลักนูนที่ถ้ำผาหยุนกังเกิดขึ้นจากการเจาะสกัดหินบนผนังเขา มีความยาวกว้างใหญ่จากทิศตะวันออกจรดทิศตะวันตกราว 1 กิโลเมตร ประกอบด้วยถ้ำผาใหญ่ 45 คูหา และช่องเขาใหญ่เล็กซึ่งเป็นแท่นบูชาพระพุทธรูปที่สำคัญ 252 แท่น รูปสลักนูนที่ปรากฏอยู่ทั้งภายในและภายนอกมากกว่า51,000 ชิ้น
งานศิลปะที่ปรากฏอยู่ทั่วถ้ำผาหยุนกังงามวิจิตรด้วยฝีมือแกะสลักอันละเอียดลออ อีกด้านหนึ่งก็เต็มไปด้วยมนต์ขลัง อลังการโอ่อ่าน่าเกรงขาม และยังสะท้อนถึงศิลปะและเทคนิคการสลักเสลาหินผาอันล้ำเลิศ ที่เจริญรุ่งเรืองและตกทอดมาจากต้นแบบในสมัยฉิน-ฮั่น นอกจากนี้ยังผสมผสานศิลปะคันธารของอินเดียมาไว้อย่างกลมกลืน นับเป็นงานศิลปะที่ควรค่าในการศึกษาทั้งในแง่ศิลปศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์
29. แดนน้ำสามสายในเขตคุ้มครองมณฑลยูนนาน Three Parallel Rivers of Yunnan Protected Areas
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2003
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 7 8 9 10
แดนน้ำสามสายเป็นเขตอนุรักษ์ในมณฑลหยุนหนานที่ต้นแม่น้ำใหญ่สามสายไหลู่ขนานกันก่อนที่จะแยกออกจากกัน ได้แก่แม่น้ำแยงซี แม่น้ำนู่เจียงหรือสาละวิน และแม่น้ำหลันชางเจียงหรือแม่น้ำโขง แม้ว่าในตอนต้นของแม่น้ำสายใหญ่ทั้ง 3 สายนี้ จะเป็นสายน้ำเล็กๆที่ไหลคดเคี้ยวไปมาเท่านั้น ต่อเมื่อไหลผ่านไปตามเทือกเขาต่างๆ ก็เพิ่มความเชี่ยวกรากและแรงกัดเซาะมากขึ้นเรื่อยๆ มากถึงขนาดทำให้พื้นที่ในแดนน้ำ 3 สายทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลหยุนหนันนี้ อุดมไปด้วยช่องเขาและหุบเขาที่มีความลึกและสูงชัน ร ก่อเกิดทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตาอีกทั้งยังเป็นดินแดนที่อุดมด้วยพืชไม้นานาพันธุ์กว่า 6,000 ชนิด และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าอีกกว่า 700 ชนิด (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 173 ชนิด นก 417 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 59 ชนิด สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 36 ชนิด ปลาน้ำจืด 76 ชนิด จำพวกผีเสื้อและแมลง 31 ชนิด)
ขณะเดียวกันก็เป็นที่อยู่อาศัยของชนกลุ่มน้อยกว่า 8 แสนคนจาก 16 ชนชาติ จึงกลายเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางภาษา ประเพณีวัฒนธรรม และความเชื่อต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างเหมาะเจาะลงตัว
30. เมืองหลวงและสุสานของอาณาจักรโกคูรยอโบราณ Capital Cities and Tombs of the Ancient Koguryo Kingdom
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2004
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 1 2 3 4 5
เป็นเวลากว่า 20 ปีมาแล้ว ที่นักโบราณคดีจีนทำการขุดค้นและศึกษาอาณาจักรโบราณในมณฑลทางอีสานของประเทศ และพบว่า มีโบราณสถานที่เป็นหลุมศพกระจายอยู่มากมายกว่า 7,000 แห่ง สำหรับโบราณสถานในอดีตอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีนี้ ครอบคลุมซากเมืองเก่าอู๋หนี่ว์ซันซันเฉิง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเขตแคว้นราชธานีแห่งแรก เหอเซิ่งกู่เฉิง ของอาณาจักรโคคูเรียว เมื่อราว 37 ปี ก่อนคริสต์ศักราช เมืองเก่ากั๋วเน่ยเฉิง ราชธานีแห่งที่ 2 ของอาณาจักรโคคูเรียว (ค.ศ.3) และเมืองพิทักษ์ หวันตูซันเฉิง ฐานกำลังทหารพิทักษ์เมืองหลวงกั๋วเน่ยเฉิง ที่เคยเป็นเมืองหลวงชั่วคราวถึง 2 ครั้ง สร้างขึ้นเป็นแนวยาวบนสันเขา 6,947 เมตร ปัจจุบันพบซากประตู เมืองเก่า 7 จุด
รวมไปถึงสุสานกษัตริย์และคนในตระกูลสูงศักดิ์แห่งอาณาจักรโคคูเรียว และซากพระราชวังเก่า นอกจากนี้ ห่างออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองจี๋อัน 5 กม. ที่ตีนเขาหลงซัน(龙山) เป็นที่ตั้งของสุสานหินรูปร่างคล้ายปีรามิดแห่งอียิปต์ เป็นหลุมฝังศพท่านนายพลที่ถูกเรียกขานว่า ‘ปีรามิดแห่งตะวันออก’
แต่มรดกโลกแห่งนี้ก็นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่าเกาหลีและจีน เนื่องจากทางเกาหลีใต้พยายามเรียกร้องให้ทางการจีนยอมรับว่า มรดกโลกแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เกาหลีเหนือและใต้
รูปสุสานนายพล
31. ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์แห่งมาเก๊า Historic Centre of Macau
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2005
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 2 3 4 6
มาเก๊าเป็นท่าเรือที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในด้านการค้าระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก เมืองนี้อยู่ภายใต้การปกครองของโปรตุเกสตั้งแต่กลางคริสตศตวรรษที่ 16 จนกระทั่งปี 1999 ที่มีการส่งมอบมาเก๊าคืนสู่อธิปไตยของจีนอีกครั้ง ศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์มาเก๊าประก อบด้วยสถานที่กว่า 20 แห่งที่แสดงถึงความร่ำรวยทางงวัฒนธรรมการผสมผสานและการอยู่ร่วมกันทางวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตก สถานที่ต่างๆอันได้แก่ ถนน อาคารที่อยู่อาศัย วัดแบบจีน โบสถ์สไตล์โปรตุเกส จตุรัส ป้อมปราการและประภาคารที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศจีน ได้เป็นประจักษ์พยานถึงการติดต่อและเผชิญหน้าระหว่างจีนและโลกตะวันตกที่เก่าแก่และยาวนานที่สุด
ซากโบสถ์เซนต์ปอล
32. ศูนย์อนุรักษ์แพนด้าเสฉวน Sichuan Giant Panda Sanctuaries
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2006
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 5
ศูนย์อนุรักษ์แพนด้าเสฉวน ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑลเสฉวน ประเทศจีน เป็นสถานที่เพาะพันธุ์และบ้านของหมีแพนด้ากว่าร้อยละ 30 ของหมีแพนด้าทั่วโลก สัตว์ใกล้ศูนย์พันธุ์หลากหลายสายพันธุ์อื่นๆ เช่น เสือดาวหิมะ เสือลายเมฆ และแพนด้าแดงอีกด้วย นอกจากนั้นแล้วยังเป็นสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์นานาชนิด ประมาณ 5,000 ถึง 6,000 สปีชีส์ และคาดว่ามีความใกล้เคียงกับป่ายุคเทอร์เชียรี
ศูนย์อนุรักษ์มีพื้นที่รทั้งหมด 9,245 ตร. กม. กินอาณาบริเวณ 7 เขตอนุรักษ์ธรรมชาติ (Nature Reserve) และ 9 อุทยานภูมิทัศน์ (Scenic Parks)
33. ยินซู Yin Xu
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2006
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 2 3 4 6
ยินซู ( 殷墟;) คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเมืองอันหยาง มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน เมืองหลวงเก่าแห่งนี้ก่อตั้งโดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์ชางเมือ 1,400 ปีก่อนคริสตกาลหรือ 3,400 มาแล้ว และตั้งชื่อว่า ยิน (Yin) และราชวงศ์ชางยังถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าราชวงศ์ยินตามชื่อเมืองนี้ ยินเป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายของราชวงศ์ซาง โดยเป็นเมืองหลวงอยู่ 225 ปี มีจักรพรรดิปกครองอยู่ 12 พระองค์ หลังจากราชวงศ์ชางถูกล้มล้างโดยราชวงศ์โจว เมืองแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างไป เหลือเพียงตำนาน จนมีการขุดค้นพบอีกครั้งในปี 1899
ที่นี่มีการขุดค้นพบมากมายซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงถึงยุคทองของอารยธรรมจีนยุคสำริด สุสานหลวงและพระราชวังที่นี่เป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมจีน และกระดูกคำทำนายที่จารึกด้วยตัวอักษรจีนโบราณที่เก่าแก่ที่สุดก็เป็นจุดเริ่มต้นของการจดบันทึกในประเทศจีน
34. ไคผิงเตียวโหลวและหมู่บ้าน Kaiping Diaolou and Villages
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2007
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 2 3 4
ไคผิงเตียวโหลว 开平碉樓 และหมู่บ้าน คือแหล่งมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในเมืองไคผิง และเมืองใกล้เคียง ในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เป็นหอสูงหลายชั้นสร้างจากคอนกรีตเสริมแรง ซึ่งในปัจจุบันมีตัวหอเหลืออยู่ในเมืองไคผิงประมาณ 1,833 หอ และประมาณ 500 หอในเมืองไถซาน
งานก่อสร้างหอนั้นมีมาตั้งแต่สมัยปลายราชวงศ์หมิง วัถุประสงค์เพื่อต่อต้านของผู้รุกรานซึ่งก็คือชาวจีนแคะ แต่ยุคทองของการสร้างหอคอยดังกล่าวนี้เริ่มในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อชาวจีนจำนวนมากเริ่มอพยพไปตั้งรกรากทางฝั่งตะวันตกของอเมริกาในยุคตื่นทอง โดยไปทำงานเป็นคนงานในเหมืองหรือก่อสร้างทางรถไฟ แต่เมื่อถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงประมาณก่อนสงครามโลก ชาวจีนส่วนหนึ่งได้เดินทางกลับบ้าน และอีกส่วนหนึ่งได้ส่งเงินกลับ พวกเขาจึงซื้อที่ดินแล้วสร้างอาคารแปลกตาตามสถาปัตยกรรมที่เขาได้พบเห็นในต่างประเทศผสานกับสถาปัตยกรรมจีน ในช่วงที่มีการก่อสร้างมากสุดคือตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2443 (ค.ศ. 1900) ถึง ปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ. 1931) มีการสร้างหอถึง 1,648 หอ คิดเป็นเกือบร้อยละ 90 ของจำนวนหอทั้งหมด
35. คาร์สต์ในตอนใต้ของจีน South China Karst
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2007
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 7 8
ภูมิประเทศแบบคาร์สต์ หมายถึง พื้นที่หินปูนที่น้ำฝนน้ำท่า ชะละลายหินออกไป ปมากจนเป็นตะปุ่มตะป่ำ เต็มไปด้วยหลุมบ่อ ถ้ำ และ ทางน้ำใต้ดิน
คาร์สต์ในตอนใต้ของจีน ประกอบด้วยคาร์สต์ ที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองฉือหลิน ในมณฑลยูนนาน เมืองลี่โป ในมลฑลกุ้ยโจว และเมืองอู่หลง นครฉงชิ่ง ประเทศจีน ซึ่งสถานที่ทั้งสามแห่งนี้เป็นคาร์สที่โดดเด่นและน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดของโลกที่ประกอบด้วคาร์สจากเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน ซึ่งคาร์สทั้งสามแห่งมีความสมบูรณ์และหลากหลายจึงสามารถเป็นแหล่งอ้างอิงให้แก่คาร์สอื่นๆจากทั่วโลก คาร์สที่ฉือหลินหรือที่คนไทยรู้จักในนามป่าหินฉือหลินนั้นมีพัฒนาการมาเกือบ 270 ล้านปีตั้งแต่ยุคเปอเมี่ยนจนถึงปัจจุบัน คาร์สที่เมืองลี่โปนั้นคาร์บอเนตได้ถูกกัดกร่อนจนมีรูปทรงกรวยเป็นเขาสูงชัน คาร์สที่เมืองอู่หลงนั้นก็เป็นตัวอย่างของคาร์สที่ถูกกัดกร่อนโดยแม่น้ำ ในที่นี้ก็คือแม่น้ำแยงซีเกียงและลำน้ำสาขา
ป่าหินฉือหลินและคาร์สที่เมืองลี่โปริมแม่น้ำหลี่เจียง
36. บ้านดินแห่งฝูเจี้ยน Fujian Tulou
ปีที่ขึ้นทะเบียน 2008
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 3 4 5
บ้านดินแห่งฝูเจี้ยน 福建土楼 ตั้งอยู่ในเขตภูเขา มณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน เป็นอาคารรูปทรงวงแหวนหลายชั้นที่สร้างจากดินของชาวจีนแคะ ซึ่งที่ได้ลงทะเบียนเป็นมรดกโลกนี้มีจำนวน 46 หลัง ทั้งหมดสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึง 20 อาคารแต่ละหลังสามารถเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนกว่า 800 คน ถู่โหลมักจะมีทรงกลมหรือสี่เหลี่ม มีจำนวนชั้นระหว่าง 3- 5 ชั้น ภายนอกจะเป็นกำแพงหนาประมาณ 2 เมตร ที่ทำจากดิน หิน ไม้ ไม้ไผ่และวัสดุอื่นๆที่หาได้ในท้องถิ่น ภายในจะเป็น ห้องโถง ยุ้งฉาง บ่อน้ำ และพื้นที่อยู่อาศัย ลบ้านแต่ละหลังเป็นแสมือนมืองงเล็กๆเมืองหนึ่งเลยทีเดียว ด้วยโครงสร้างที่ชาญฉลาดทำให้บ้านดินถูโหล่เป็นที่อยู่อาศัยที่มีแสงสว่างเพียงพอ มีอากาศถ่ายเท คงทนต่อแผ่นดินไหว อบอุ่นในหน้าหนาว และเย็นสบายในหน้าร้อน บ้านดินส่วนมากจะมีแค่ทางเข้าเพียงทางเดียว และชั้นบนสุดของบ้านแต่ละหลังยังมีช่องปืนเพื่อการป้องกันโจรผู้ร้าย ด้วยเหตุนี้บ้านดิน 46 หลังจึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเนื่องจากเป็นตัวอย่างของบ้านแบบโบราณที่มีลักษณะเฉพาะของการอยู่ร่วมกันและป้องกันตนเอง และกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
37. อุทยานแห่งชาติซานชิงซาน Sanqingshan
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1987
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 7
เขาชิงซาน (三清山) ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมณฑลเจียงซี ประเทศจีน งดงามด้วยภูมิทัศน์เสาหินแกรนิต (89 เสา) และยอดเขา (48 ยอด) ที่มีรูปร่างประหลาด ยอดเขาสูงสุดคือยอดเขาหยู่จิง (玉京) สูง 1,817 เมตร นอกจากจะมีภูมิประเทศที่สวยงามแล้ว ที่นี่ยังอุดมไปด้วยพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ประกอบด้วยพืชกว่า 1,000 สายพันธุ์และสัตว์กว่า 800 สายพันธุ์ และด้วยที่ตั้งอันเหมาะสมทำให้ที่แห่งนี้มีระบบนิเวศแบบพิเศษกล่าวคือ เป็นป่าเขตอบอุ่นที่ล้อมรอบด้วยป่ากึ่งเขตร้อน
38. เขาอู่ไถ Mount Wutai
ปีที่ขึ้นทะเบียน 1987
หลักเกณฑ์การพิจารณาข้อที่ 2 3 4 6
อู่ไถซาน ( 五台山) หรือ เขาอู่ไถ ตั้งอยู่ในเขตภูเขา มณฑลชานซี ประเทศจีน เป็นหนึ่งในสี่ภูเขาอันศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนาของจีน (ประกอบด้วยอู่ไถซาน จิ่วหัวซาน เอ๋อเหมยซานหรือง้อไบ๊ และผู่ถัวซาน) เขาแห่งนี้เป้นที่ตั้งของวัดสำคัญๆที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของจีนกว่า 53 แห่ง และทั้งหมดก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หนึ่งในนั้นเป็นอาคารไม้ที่เก่าแก่ที่สุดของจีน ที่หลงเหลือมาตั้งแต่สมันราชวงศ์ถัง ประกอบด้วยห้องโถงหลักของวัดหนานชาน และห้องโถงตะวันออกของวัดฝูกังที่สร้างขึ้นเมื่อปี 782 และ 857 ตามลำดับ หรือเมื่อประมาณ 1,200 ปีมาแล้ว ซึ่งอาคารทั้งสองแห่งได้รับการค้นพบเมื่อปี 1937 โดยนักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม
Amazing China





ที่มา:
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
124 VOTES (4/5 จาก 31 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จังหวัดหนึ่งเดียวในภาคอีสาน ที่มีอำเภอน้อยที่สุดเพียง 6 อำเภอ
ประเทศที่มีโรงแรมสัญชาติไทย ตั้งอยู่เป็นจำนวนมากที่สุดในโลก
สะพานมอญน้ำลด เห็นวัดจมน้ำโผล่ ช่วงนี้เกิดจากอะไร
ประเทศที่อาบน้ำบ่อย ที่สุดในโลก
โรงเรียนเอกชนที่มีนักเรียนมากที่สุดในประเทศไทย
"นามสกุลลงท้าย 'กลาง-กระโทก-ขุนทด' รู้ยังว่าคือรหัสลับบอกถิ่นกำเนิด?"
ไข่น้ำ พืชจิ๋วโปรตีนสูง ทำไมถูกจับตาเป็นอาหารสุขภาพแห่งอนาคต
10 จังหวัดที่มักถูกมองว่าเป็นแหล่งผลิตเด็กสอบติดมหาวิทยาลัยดัง
เช็กค่าห้องโรงพยาบาลเอกชน 2569 แพงสุดคืนละ 150,000 บาท
ประเทศเดียวเท่านั้นบนโลก ที่ไม่มีเมืองหลวงเหมือนประเทศอื่นๆ
สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่เหลือเพียง 2 ตัวในโลก
ขนมไทยชนิดไหน “ขายดีที่สุด” ในตลาดเช้าHot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ทำไมเกษตรกรไทยจึงเป็นหนึ่งในกลุ่มอาชีพที่แบกหนี้หนักที่สุด
การสู้รบครั้งสุดท้าย ที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศไทยและประเทศลาว
7 เมนูอาหารจานเดียวที่คนไทยสั่งมากที่สุดในชีวิตประจำวัน
จังหวัดที่มีอำเภอน้อยที่สุดในไทย






































