ถ้ำพระบุพโพ คืออะไร มาดูกันค่ะ
จะมีลักษณะเป็นไหเซรามิกตั้งอยู่ที่ฐานพระแท่นแว่นฟ้ามีท่อพลาสติกส่งพระบุพโพ(น้ำเหลืองหรือของเสีย)จากฐานพระโกศเมื่อพระบุพโพเต็มก็จะเปลี่ยนไหใบใหม่
มีเรื่องเล่ากันว่าในคราวงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เรื่องบุพโพนั้นเป็นเรื่องหนักใจของงานพระบรมศพมาก เพราะมักส่งกลิ่นรบกวน ต้องสุมเครื่องหอมดับกลิ่นกันอยู่เสมอ ว่ากันว่า กลัวกลิ่นถึงขนาดเจาะพื้นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเพื่อประดิษฐานถ้ำบุพโพไว้ลึกๆ แล้วยังท่อไม่ไผ่ทะลุปล้องลงไปถึงถ้ำบุพโพที่วางอยู่ในพื้นที่ถูกเจาะลงไปนั้น เพื่อจะได้ไม่ส่งกลิ่นรบกวน เจ้าพนักงานภูษามาลาที่เฝ้าพระบรมศพ พระศพ ต้องค่อยดูว่าพระบุพโพเต็มในถ้ำบุพโพหรือไม่ เพื่อจะได้นำไปทำตามโบราณราชประเพณีต่อไป
หลายคนเคยได้ยินว่า "วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์" เป็นที่ใช้ในงานพระราชพิธีสำคัญที่กระทำเงียบๆคือ การถวายพระเพลิงพระบุพโพ (น้ำเหลือง) ก่อนจะถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระศพเจ้านายพระองค์ต่างๆ แต่เป็นการภายในเงียบๆ ที่เมรุผ้าขาวภายในวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ จึงอยากจะนำภาพมาให้ชมกันว่าลักษณะเป็นอย่างไร ซึ่งในภาพจะเป็นเมรุตั้งอยู่ บริเวณหน้าพระอุโบสถข้างพระมณฑปเจดีย์ทองค่ะ
นำพระบุพโพลงไปเคี่ยวในกระทะใช้เวลาเคี่ยวบนกระทะน่าจะใช้เวลานานพอสมควรกว่าจะให้แห้งติดกระทะไปเป็นฝุ่นเนี่ย อีกพิธีที่ยุ่งยากและน่าสยองคือถวายรูดเจ้าพนักงานสนมนี่จะต้องใจกล้ามากๆ
เรื่องของ”ราชสำนัก” เฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องการจัดแจงการ”พระบรมศพ”ของพระมหากษัตริย์หรือเจ้านายชั้นสูงมาพอสมควร ก็จะทราบข้อเท็จจริงประการหนึ่งได้ว่า ในยุคสมัยก่อนที่ยังไม่มี “ฟอร์มาลีน”หรือยารักษาสภาพศพนั้น การเก็บหรือตั้งพระบรมศพหรือพระศพไว้บำเพ็ญพระราชกุศลนานๆนั้น สิ่งที่น่ากลัวและหวั่นใจมากที่สุดของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนทุกท่านก็คือเรื่องของ “กลิ่น” ที่เกิดจากการกระบวนการ”คืนธาตุ”ของพระสรีรกาย อันเป็นไปตามธรรมดาของโลกนั่นเอง
ก็สำหรับผู้ที่เคยได้กลิ่น “ศพ”ของจริงมาแล้ว ย่อมจะรู้แน่แก่ใจเป็นอย่างดีที่สุดว่า เป็น”ที่สุด”ของกลิ่นทั้งหลายทั้งปวง แม้จะเอาน้ำหอมน้ำปรุงมาชโลมเทใส่มากมายมหาศาลสักปานใด ก็ไม่อาจที่จะกลบกลิ่นที่เกิดจากกระบวนการสลายตัวให้เหือดหายได้ไม่.......
คนโบราณท่านฉลาด จึงหาหนทาง”แก้ไข”ที่ต้นเหตุ โดยการเอาพระบรมศพหรือพระศพนั้นมาต้มในกระทะใบบัวขนาดใหญ่ ให้พระมังสะเนื้อหนังทั้งสิ้นเปื่อยนุ่ม ก่อน “ถวายรูด” เพื่อ “สำรอก”เอาเนื้อหนังแลตับไตไส้พุงตลอดจนน้ำเลือดน้ำหนองของศพออกมา “เผา” หรือ “ถวายพระเพลิง” ให้สิ้น คงเหลือไว้แต่พระบรมอัฐิ,พระอัฐิ ตามแต่ละกรณี อันไม่อาจจะเน่าเสียเสื่อมสลายส่งกลิ่นอันไม่พึงปรารถนาใดๆได้อีก
แล้วจึงค่อยอัญเชิญเอา “อัฐิกัง” คือ “กระดูก”นี้แลมาใส่โกศ หรือโลง เพื่อบำเพ็ญกุศลต่อไปอีกที
ทีนี้เรามาดูรายละเอียดสำหรับพระศพที่อยู่ในพระโกศนะคะ
ต้องจัดท่าท่าลงงอเข่าค่ะถ้าลงแบบขัดสมาธิเนี่ยรับรองได้ต้องตัดขาทิ้งแน่นอนอย่าเรื่องการลงโกศเนี่ยมีบันทึกในหนังสือจดหมายเหตุเกี่ยวกับการลงพระบรมโกศของรัชกาลที่สองท่านอย่างละเอียดดังนี้
"ครั้นทรงเครื่องพระมหาสุกำเสร็จแล้ว หลวงพิพิธภูษาถวายบังคม แล้วเชิญพระปทุมปัตนิการ (ไม้กาจับหลัก) ทำด้วยเงินกาไหล่ทองวางลงเป็นพื้นรองพระบาทยุคล (เท้า) มีก้านพระปทุมปัตนิการขึ้นมารองรับพระหนุ (คาง) (เพื่อให้พระเศียรอยู่ในท่าที่เหมาะสม อาจเพื่อไม่ให้ก้มต่ำลงหรือขยับเขยื้อน) แล้วถวายพันธินาการด้วยพระกัปปาสิกะสูตร (ด้ายสายสิญจน์หรือด้ายดิบ) เป็นบ่วงขันธ์ห้า (มัดตราสัง) แต่พระบาทเป็นปฐมขึ้นไปตามลำดับ แล้วถวายซองพระศรีทองคำถมยาราชาวดีใส่เครื่องสักการะพระจุฬามณี
แล้ว เชิญพระกัปปาสิกะเศวตพัสตร์ (ผ้าฝ้ายสีขาวหรือผ้าห่อเหมี้ยง) ยาวหกศอกปูซ้อนเป็นหกแฉก แล้วเชิญพระศพเสด็จทรงนั่งเหนือพระกัปปาสิกะเศวตพัสตร์หกชายหุ้มเป็นปริมณฑล รวบชายประชุมเป็นหนึ่งเหนือพระอุตมางคลักขณา (รวบชายไว้เหนือพระเศียร) แล้วพันธินาการด้วยพระกัปปาสิกะเศวตสูตรเป็นขันธบาศ แต่อโธภาคลำดับมั่นทุกชั้น ตลอดถึงที่ประชุมชายพระกัปปาสิกะเศวตพัสตร์ แล้วเหลือเศษพระกัปปาสิกะเศวตสูตรไว้พอผูกผ้าโยงสดับปกรณ์
แล้วเชิญ พระเศวตกัปปาสิกะพัสตร์พับขนบกว้างคืบหนึ่งโดยยาวตลอดตราเป็นมหาพันธิกา แต่พระบาทตลาเหลื่อมกลีบมั่นขึ้นไปทุกชั้นถึงที่พระกัณฐา เหน็บตราไว้เป็นมหันตพันธนาวสาน (ห่อด้วยผ้าตั้งแต่พระบาทพันขึ้นไปจนถึงคอแล้วเหน็บไว้)
เสร็จราชการ พาหิรโกศแล้ว สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าและพระบรมวงศานุวงศ์ชาวมาลาคณการพร้อมกันกราบ ถวายบังคมพระบรมศพแล้วเชิญเสด็จเข้าประดิษฐานในลองพระสุพรรณโกศ หนุนพระปฤษฎางค์ข้างซ้ายขวาหน้าพระบรมศพด้วยพระเขนยนวมกันเอียง (เชิญพระบรมศพลงพระโกศ หนุนด้วยหมอนโดยรอบเพื่อกันเอียง) สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าทรงถวายพระมหากฐินเป็นพระอาภรณ์พิไสยราชปฏิการ ตามบุราณราชประเพณีพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าแต่ก่อนสืบมา"
ถึงแม้ในปัจจุบันจะไม่มีพระราชประเพณีเช่นนี้แล้ว ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลเพื่อความรู้ทั้งสิ้นนะคะ
มิได้มีเจตนาหลบหลู่สถาบันพระมหากษัตริย์ของชาติไทยเราแต่อย่างใดค่ะยอมรับค่ะว่าการหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ และประเพณีของเราข้อมูลต่างๆชวนน่าหลงไหล และน่าศึกษาอย่างมาก
จึงเปิดโอกาสให้เม้นท์กันได้ เผื่อว่าจะมีใครมีความรู้มาเสริมกับเราได้เพื่อเป็นการกระจายความรู้ได้ดียิ่งๆขี้นไป
รบกวนทุกคนเม้นท์ด้วยความสุภาพค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ
%%%%%%%%%%
เครดิตดีๆ......เพจคลังประวัตอศาสตร์ไทย
เพจชวลิต ฉนฺทสีโล
5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทย
จาก Chicken Ramen ถึงมาม่า จุดเริ่มต้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่คนทั้งโลกคุ้นเคย
10 เรื่องลี้ลับที่คนทั่วโลกเคยเจอ และยังอธิบายไม่ได้ชัดเจน
ห้างสรรพสินค้าไทยที่หรูหรามาก จนหลายคนไม่กล้าเข้าไปเพื่อใช้บริการ
AI เลือกอะไรให้เราทุกวัน ตั้งแต่ข่าว เพลง ไปจนถึงของที่เห็น
อาหารไทยที่กำลังสูญหาย
รถจักรยานสัญชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบัน
หาต้นบอนไซจากธรรมชาติ ต้องดูตรงไหนก่อนขุดกลับมาปลูก
10 อาหารแห่งอนาคตที่อาจเปลี่ยนโต๊ะอาหารเร็วกว่าที่คิด
วัดที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย
ทำไมหลายคู่รักเลือกอยู่ด้วยกันโดยไม่แต่งงาน?
รายได้จริงของตำรวจตระเวนชายแดน ได้เดือนละเท่าไหร่?
10 อาหารแห่งอนาคตที่อาจเปลี่ยนโต๊ะอาหารเร็วกว่าที่คิด
ทำไมตอนเด็ก น้ำแข็งจากช่องฟรีซถึงอร่อยกว่าที่คิด
5 จังหวัดที่มีงูเยอะที่สุดในประเทศไทย
😃 ชวนมาดูช่างภาพชาวเบลเยียมถ่ายภาพสถานที่รกร้างชวนหลอนไว้หลายแห่ง เพื่อตีแผ่ความสวยงามของยุโรปในอดีต 😉
ทำไมหลายคู่รักเลือกอยู่ด้วยกันโดยไม่แต่งงาน?
