"โอม" พยางค์ศักดิ์สิทธิ์
ในการบูชาทั้งหลายของฮินดูที่จะต้องอ่านมนตร์ หรือคาถา ที่ล้วนแต่เป็นภาษาโบราณ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นภาษาสันสกฤต แต่คาถาที่รจนาด้วยภาษาอื่นก็มี และหากเป็นภาษาเก่าแก่ก็จะเข้าใจยาก หรือแทบไม่เข้าใจเลย โดยเฉพาะหากประพันธ์แบบสูตร คือใช้วิธีการย่อศัพท์หรือย่อเนื้อหาด้วยแล้ว แทนจะกล่าวได้ว่าท่องไปโดยไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ประเด็นความเข้าใจไม่ได้สำคัญเท่ากับความศรัทธา ซึ่งจะเป็นส่วนหลักของพิธีกรรม
เป็น ที่น่าสังเกตว่า คาถาทั้งปวง (แม้จะไม่ทั้งหมด) มักจะเริ่มต้นด้วยโอมเสมอ เพราะโอมนั้นเป็นพยางค์ที่ศักดิ์สิทธิ์ มิได้มีความหมายแค่ตัวอักษร แต่มีพลังอันยิ่งใหญ่รวมอยู่ในนั้น คำนี้มีการใช้เป็นที่แพร่หลาย จนเป็นที่ทราบกันดีว่า หากจะท่องมนตร์ศักดิ์สิทธิ์ ก็จะตั้งต้นด้วย โอม ก่อน ในภาษาไทยเราจึงมีคำว่า โอมอ่าน หมายถึงการร่ายมนตร์ หรือที่เด็กๆ ชอบพูดกันว่า โอม เพี้ยง...
ด้วย เหตุนี้ ฮินดูบูชา ในฉบับนี้จึงมิได้เล่าถึงพิธีกรรมหรือเทศกาล แต่จะขอเล่าถึงส่วนสำคัญของพิธี นั่นคือ ความหมายและความสำคัญของโอม
การเขียนและออกเสียง
คำ นี้ในภาษาสันสกฤตเขียนได้สองแบบ คือ โอม และ เอามฺ ส่วนในภาษาไทยนั้นเรานิยมเขียนว่า โอม ตามเสียงที่ได้ยิน ขณะที่ในอินเดีย นิยมใช้สัญลักษณ์พิเศษแทน โอม คือใช้ ॐ นี้ ท่านอาจเห็นได้ตามพิธีกรรมต่างๆ ของฮินดู การออกเสียงโอมนั้น จะออกเสียงสระโอยาวกว่าปกติ บางครั้งจึงสะกดเป็น โอ3ม คือใส่เลข 3 เข้าไปเพื่อแสดงว่าออกเสียงยาวกว่าปกติ ซึ่งความจริงแล้วเป็นการเขียนแทนเสียงที่ตรงกับการออกเสียงจริงที่สุด
สมัยที่ผู้เขียนได้เรียนกับอาจารย์ชาวอินเดีย ท่านเน้นว่า คำนี้ต้องออกเสียงโอ ยาวๆ และออกเสียงดังๆ ด้วย ซึ่งจะเป็นเสียงที่มีพลังมาก
คำว่า โองการ นั้น หมายถึง คำว่าโอม นั่นเอง (โอมฺ + การ หรือ เอามฺ การ, เปลี่ยนเสียง ม เป็น ก ตามการออกเสียง) นิยมใช้ในการขึ้นต้น และลงท้ายบทร้อยกรองในศาสนาของฮินดู เชน และพุทธฝ่ายมหายาน ในภายหลังนำมาใช้ในความหมายว่า เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ด้วย เช่น โองการแช่งน้ำ โองการลุยไฟ ฯลฯ
ที่มา
คำว่า โอม ในภาษาสันสกฤตนั้น มาจากสระ 3 ตัว คือ อะ อุ และ ม สระอะนั้นแทน ไวศวนร สระอุแทนหิรัณยครรภะ และม แทน พระอิศวร อันเป็นสัญลักษณ์แทนการเริ่มต้น ระหว่างกลาง และบั้นปลายแห่งจักรวาล และยังเชื่อมโยงกับพระผู้เป็นเจ้า คือ พระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ ตามลำดับ
มี คัมภีร์หลายเล่มที่กล่าวถึงพยางค์โอมนี้ โดยเฉพาะคัมภีร์อุปนิษัท ไตตติริยะ ฉานโทกย มาณฑูกยะ กถอุปนิษัท และภควัทคีตา เป็นต้น สำหรับมาณฑูกยะนั้น เป็นคัมภีร์สั้นๆ แต่กล่าวถึง โอม ทั้งเล่มโดยเฉพาะ
คัมภีร์ มาณฑูกยะอธิบายว่า มีอักษรสามตัว ในพยางค์ โอม นี้ คือ อะ อุ และ ม อักษร อะ นั้น แทนภาวการณ์ตื่นเต็มตัว ที่เรามีประสบการณ์ภายนอกโดยอาศัยจิตใจ และอวัยวะรับสัมผัสทั้งหลาย อักษร อุ แทนภาวะหลับ ซึ่งจะมีการใช้ประสบการณ์ภายใน ส่วนอักษร ม นั้น เป็นภาวะหลับสนิท ไม่มีความปรารถนา และจิตสำนึกจะอยู่ที่ตัวเอง
คัมภีร์ กถะ อุปนิษัท หรือ กโถปนิษัท กล่าวว่า เป้าหมายสูงสุดที่แสดงไว้ในพระเวททั้งปวง ที่มนุษย์ปรารถนาเมื่อดำรงชีวิตอยู่นั้นก็คือ เอามฺ (โอม) พยางค์โอมนี้ ก็คือ พรหมัน ถือเป็นสิ่งสูงสุด ผู้ที่รู้พยางค์นี้ จักบรรลุความปรารถนาทั้งปวง และเครื่องค้ำจุนสิ่งทั้งปวง ผู้ที่รู้สิ่งนี้ ก็จะได้บรรลุถึงโลกแห่งพรหม
นอกจากนี้ยังมีฉานโทกยะ อุปนิษัท อธิบายว่าพยางค์โอมนี้ เป็นแก่นล้ำลึกที่สุดของสรรพสิ่ง สิ่งสูงสุด
ส่วน คัมภีร์ภควัทคีตา เล่าว่า โอม เป็นโลกนิรันดร์ของพรหม ผู้เปล่งเสียงโอมนั้น เมื่อออกจากร่างกายไปแล้ว ก็จะบรรลุเป้าหมายอันสูงสุด นั่นคือ ไปสู่พระผู้เป็นเจ้า ทั้งยังระบุว่า การท่องคำว่า โอม ซ้ำๆ ควรจะท่องด้วยความเข้าใจความหมายแท้จริงด้วย
การท่องมนตร์ หรือท่องคำศักดิ์สิทธิ์นั้น เป็นธรรมเนียมสำคัญอย่างหนึ่งของชาวฮินดู พวกเขาจะมีมนตร์ที่นิยมท่องต่างๆ กัน บ้างก็ ท่อง “รามๆๆๆๆ” ก็มี แล้วแต่ว่าใครจะนับถือศรัทธาสิ่งใด การท่องโอม ก็เป็นเครื่องกำหนดสมาธิอีกอย่างหนึ่งของชาวฮินดู
ยัง มีนักวิชาการสมัยใหม่ ชื่อ อมฤต ราย อธิบายถึงการออกเสียงโอม เอาไว้ว่า โอมไม่ใช่เป็นแค่เสียง หรือการสั่นสะเทือนของเสียงเท่านั้น และไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ ทว่าโอมนั้นเป็นจักรวาลทั้งมวล เป็นทุกสิ่งที่เราเห็น ที่เราสัมผัส ที่เราได้ยินและรู้สึก นอกจากนี้แล้ว โอมคือทุกสิ่งในการรับรู้ของเรา และทุกสิ่งที่อยู่เหนือการรับรู้ของเรา โอมยังเป็นแก่นของการดำรงชีวิตของเรา หากคิดว่าโอมเป็นเพียงเสียง เป็นวิธีการ หรือสัญลักษณ์แทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว นับว่าผิดพลาดอย่างมหันต์ โอมเป็นพลังงานอันลี้ลับแห่งจักรวาล เป็นที่รวมของทุกสิ่ง ที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต ในจักรวาลทั้งมวล โอมยังเป็นบทเพลงอมตะของพระผู้เป็นเจ้า เป็นเสียงสะท้อนอย่างต่อเนื่องในความเงียบไปยังพื้นที่ด้านหลังของทุกสรรพ สิ่งที่ดำรงอยู่
ด้วยเหตุนี้ จึงนิยมการออกเสียง โอม ก่อนพิธีกรรม หรือการสวดท่องใดๆ
สำหรับ ในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานนั้น มีการท่องโอมขึ้นต้นคาถาต่างๆ บ้างเช่นกัน เช่น โอม มณิ ปัทเม หุม ของฝ่ายทิเบต หรือฝ่ายจีนก็เช่นกัน
การใช้โอม ในพิธีกรรมของฮินดู
พยางค์ โอมนั้น อาจไม่เก่าแก่นัก หากพิจารณาจากหลักฐานที่มีอยู่ กล่าวได้ว่าที่มีปรากฏก็ในคัมภีร์อุปนิษัท ซึ่งเกิดขึ้นหลังสมัยแก่นของคัมภีร์พระเวท ที่เรียกว่า สังหิตา มาเนิ่นนานนัก
ปัจจุบัน นี้ โอม นับเป็นแก่นสำคัญในลัทธิความเชื่อของฮินดู โดยเฉพาะปรากฏเป็นสัญลักษณ์ในงานศิลปะมากมาย ทั้งในอินเดีย ทิเบต และที่อื่นๆ ที่มีผู้นับถือฮินดู ซึ่งนับเป็นเครื่องหมายของศาสนาฮินดู รวมทั้งแนวคิดปรัชญา และเทพเจ้าด้วย
ชาว ฮินดูเชื่อว่าเมื่อมีการสร้างโลก สร้างสรรพสิ่งขึ้นมา ความรู้สึกหรือจิตสำนึกทั้งปวงก็เกิดขึ้นมาจากการเปล่งเสียงโอม ซึ่งเกิดขึ้นในเบื้องต้นเป็นครั้งแรกนั่นเอง และก่อนการสร้างโลก ก็มี ศุณยากาศ (สุญญากาศ) คือ ความว่าง โล่ง อันที่จริง ศุณยากาศ นั้น หมายถึง ไม่มี ท้องฟ้า หรือ ไม่มีอากาศ เป็นความโล่งยิ่งกว่าความไม่มีสรรพสิ่ง เพราะหลังจากนั้นทุกสิ่งเกิดขึ้นในภาวะที่มีศักย์ คือ มีพลังในตน
การ สั่นสะเทือนของเสียง โอม นั้น เป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพระผู้เป็นเจ้าในภาคปรากฏตน หรือที่มีตัวตน (สาคุณพรหม) โอม จึงเป็นการสะท้อนถึงสิ่งที่เป็นจริงแท้นิรันดร์ มีคำกล่าวว่า “อทิ อนทิ” หมายถึง ไม่มีจุดเริ่มต้น หรือ สุดสิ้นสุด และรวมเอาทุกสิ่งไว้
เรื่อง ของ “โอม” นั้น มีมากมาย และยืดยาวไม่สามารถกล่าวให้จบในพื้นที่สั้นๆ เช่นนี้ได้เลย จะว่าไปแล้ว มีหนังสือหลายเล่ม ที่กล่าวถึงพยางค์โอมนี้ ทว่ากล่าวโดยสรุป อาจกล่าวได้ว่า โอม เป็นการออกเสียงที่สำคัญ ไม่ว่าในการทำพิธี หรือในที่ใดๆ การออกเสียงโอมเมื่อต้นพิธีกรรม จะช่วยรวบรวมสมาธิ และพลังศรัทธาแก่ผู้ประกอบพิธี และผู้ร่วมพิธี ขณะเดียวกัน การเปล่งเสียงโอมยังให้ความสงบและสะท้อนถึงพระผู้เป็นเจ้าในลัทธิความเชื่อ ต่างๆ อันมีกำเนิดมาแต่สมัยโบราณ
โปรดอ่านลืมว่า โอม ต้องออกเสียงสระยาวกว่าปกติ และเสียงดังพอสมควร โอ.....ม เช่นนี้


















5 จังหวัดที่กำลังจะกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 จังหวัดไหนพุ่งแรงสุด
15 ลักษณะของคนที่มี EQ ต่ำ
คนเป็นแสน แย่งชิงตำแหน่งงานเพียง 1,000 ตำแหน่ง
ไม้มงคลที่ควรปลูกมากที่สุด
10วิทยาลัยที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย
คณะที่เรียนยากที่สุด แต่คุ้มค่าที่สุดในระยะยาว
มีบ้านหลายหลัง เป็น "เจ้าบ้าน" ในทะเบียนบ้านได้กี่หลัง?
“จังหวัดไหนในไทย น่าอยู่ที่สุดในปีนี้?”
2 ภาษา ที่มีคนใช้น้อยที่สุดในโลก
นิสัยจากวันเกิด
จังหวัดที่พูดภาษาเขมรมากที่สุดในประเทศไทย
5 ความเจริญของไทย ภาพลักษณ์ใหม่ที่ชาวต่างชาติแห่ชื่นชม
จังหวัดที่พูดภาษาเขมรมากที่สุดในประเทศไทย
สรุปดราม่า "พระสิ้นคิด" รุกป่า 12 ไร่ กรมป่าไม้ยืนยัน “ไม่จับ-ไม่ไล่ วัดอยู่ต่อได้”
จังหวัดที่มี"ป่า"น้อยที่สุดในประเทศไทย
ชีวิตคนไม่มีแอร์ในหน้าร้อน…อยู่ยังไงให้รอด?”