โดย นายแพทย์ อดุลย์ชัย แสงเสริฐ
1 ) เสริมจมูกโดยการร้อยไหม ? ( 4 -5 เส้น ) ร่วมถึงเอาไหม ไปยกนม ยกก้น ยกอะไรก็แล้วแต่ที่มันหย่อนๆ
2 ) เสริมจมูกโดยการฉีดไหม ? ( ไม่ได้ถามว่าต้องการฉีดไหม แต่เป็นการฉีดสารละลายของไหม จริงๆๆ )
3 ) เสริมหน้าอกโดยการฉีดสาร Hydrophilic gel และ / หรือ Hyaluronic acid
ในฐานะที่เป็นศัลยแพทย์ตกแต่งผมขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่า สิ่งต่างๆที่กล่าวมาข้างต้น ไม่มีในตำราแพทย์ที่ผมเรียนมา ดังนั้นเมื่อไม่มีในตำราแพทย์ แพทย์เฉพาะทางที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันฝึกอบรบแพทย์ที่แพทย์สภารับลองจึงไม่มีใครรู้จัก อย่างไรก็ตามหมอจึงปรึกษา อากู๋ (google ) แล้วเรียบเรียงข้อมูลมาให้อ่านกันดังนี้นะครับ
เสริมจมูกโดยการร้อยไหม
การเสริมจมูกโดยการร้อยไหม นั้นเข้ามาในประเทศไทยประมาณ ปี 2553 ปลายๆปี โดยมี คลินิกชื่อดังแห่งหนึ่งซื้อ franchise จากเกาหลี มาในราคา 1 ล้านบาท ต่อจากนั้นไม่นาน หมอเกาหลีคนนั้นได้มางานประชุมวิชาการที่ประเทศไทย ต้นปี 2554 และได้สาธิต การเสริมจมูกด้วยไหมโดยใช้ชื่อวิธีว่า Minimal Invasive Scaffolder Rhinoplasty ( ที่ตลกก็คือ หมอคนนั้นก็มาขาย franchise ที่งานประชุมอีกเหมือนกัน ) การเสริมจมูกโดยการใช้ ไหมแบบนี้ ตัวไหมจะมีลักษณะพิเศษคือ มีฐานตั้งเหมือนต้นไม้ มีแขนกกางออกเป็นกิ่งก้านเล็กๆ แล้วม้วนตัวเป็นเกรียวเหมือน สปริง ด้วยลักษณะที่แปลกของมันเช่นนี้ เลยเหมาะ
กับการยกปลายจมูก ( หมออ่านจากโฆษณานะ หาได้มีประสบการณ์ไม่ แต่รูปภาพ before after คงศึกษาดูจาก google ได้ )
แต่จากที่เคยได้ยินเรื่องเล่าจากปากของคนไข้ที่ได้ทำวิธีนี้มา คนไข้บอกว่าวันดี คืนดีไหมที่ยิงไว้ปลายจมูก มันยื่นออกมา ก็กลับไปให้หมอตัดออก ตัดไปตัดมาจมูกก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ><
กับการยกปลายจมูก ( หมออ่านจากโฆษณานะ หาได้มีประสบการณ์ไม่ แต่รูปภาพ before after คงศึกษาดูจาก google ได้ )
แต่จากที่เคยได้ยินเรื่องเล่าจากปากของคนไข้ที่ได้ทำวิธีนี้มา คนไข้บอกว่าวันดี คืนดีไหมที่ยิงไว้ปลายจมูก มันยื่นออกมา ก็กลับไปให้หมอตัดออก ตัดไปตัดมาจมูกก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม ><
![]() |
| ภาพจาก Hershe Plastic Surgery Clinic |
ด้วยความที่ว่า Franchise แพง ก็เลยไม่มีใครอยากเสี่ยง แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปลายปี 54 หลังน้ำท่วมได้เริ่มมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ว่า เสริมจมูกโดยการร้อยไหม แต่ไหมชนิดนี้คือ ไหม PDO ( หลังจากที่ร้อยหน้าคนไข้มาแล้วระยะหนึ่ง คงนึกสนุกเอาไหมมาร้อยยกจมูกบ้าง แล้วบอกว่า ร้อยไหมไปแล้วที่จมูก ผิวหนังที่จมูกมันจะสร้าง Collagen ขึ้นมาแทนที่ไหมที่สลายไป ทำให้จมูกโด่ง ( ฮ่าๆๆ Collagen อีกแล้ว --- แล้วร่างกายมันต้องสร้างปริมาณมากแค่ไหนเนี่ยจมูกถึงจะโด่ง หมอท้าเลยว่า ต่อให้กิน collagen ด้วยจมูกมันไม่โด่งหรอก ไหม PDO 4- 5 เส้นเสริมจมูกคิดราคา 15000 บาท โหอย่างแพงเลย ) กรณีนี้หมอ อยากอธิบายให้ฟังว่า ผิวหนังที่บริเวณจมูกนั้นค่อนข้างบาง การร้อยไหมเพื่อให้เกิดการสร้าง collagen นั้นมันต้องร้อยตื้นๆ ยิ่งร้อยตื้น ยิ่งเกิดปัญหาไหมทะลุผิวหนังออกมาได้ แล้วเกิดการอักเสบเป็นๆหายๆ
อีกอย่าง ร้อยไหม 1 เส้นเพิ่ม collagen กี่ มิลลิกรัม แล้วถ้าต้องการจมูก โด่งๆ ต้องร้อยกี่เส้น แล้วจะเห็นผลว่าโด่งเมื่อไร ทันที หรือ ต้องรอ 6-8 เดือน หรือจนกว่า ไหมจะสลายหมด ( ใครรู้ช่วยตอบหน่อย หมอก็อยากรู้ )
อีกอย่าง ร้อยไหม 1 เส้นเพิ่ม collagen กี่ มิลลิกรัม แล้วถ้าต้องการจมูก โด่งๆ ต้องร้อยกี่เส้น แล้วจะเห็นผลว่าโด่งเมื่อไร ทันที หรือ ต้องรอ 6-8 เดือน หรือจนกว่า ไหมจะสลายหมด ( ใครรู้ช่วยตอบหน่อย หมอก็อยากรู้ )
![]() |
| ภาพคนไข้ ร้อยไหมเสริมจมูกแล้ว ไหมตื้นเกินไปเห้นเป็นรอยแดงๆ |
เสริมจมูกโดยการฉีดไหม
การเสริมจมูกโดยการฉีดสารละลายไหม ต้องบอกว่าเป็นสารละลายไหม ( ขอย้ำ เป็นสารละลายจริงๆ ) สารที่ว่าคือPolycarprolactone ( PCL ) สารนี้เป็น Polymer ชนิดหนึ่ง เป็นสารสังเคราะห์ที่ได้มาจากการสังเคราะห์ น้ำมันปิโตเลี่ยม ความสามารถของ PCL คือ เป็น biodegradable polyester คือ สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ คล้ายๆ ขวดพลาสติกลดโลกร้อน คือวางทิ้งไว้มันจะสลายไปเอง แต่ไม่ได้บอกว่า ถ้าสาร PCL นี้เข้าไปในร่างกาย หรือเข้าไปในใต้ผิวหนัง มันจะสลายได้เหมือน วางทิ้งไว้นอกร่างกายหรือเปล่า และที่สำคัญไม่ได้บอกว่าถ้ามันอยู่ในร่างกายของเรานานๆแล้วจะเกิดปัญหาอะไรบ้าง เพราะ สารละลายไหมชนิดฉีด เพิ่งมีใช้ในยุโรปไม่เกิน 3-4 ปี โดย 2 ปีแรกเป็นการทดลองใช้ เพิ่งมาทำการตลาดเมื่อ 1ปีก่อน ผลแทรกซ้อน ต่างๆ ยังไม่มีใครรู้ แต่พี่ไทย เก่งมาก พอรู้ว่าเค้ามี สารฉีดตัวใหม่ ก็กลัวว่าจะตกtrend เลยไปเอามาฉีดกันแล้วบ้าง ตาม Clinic ต่างๆ ( อย่างที่บอก ฝรั่งมันก็รู้ว่า คนไทยชอบฉีดกันเยอะ มันก็เลยอาศัยดูด้วยว่าจะมีปัญหาอะไรบ้างหรือเปล่า -- ) ที่สำคัญ อย ไทย ยังไม่รับลองนะครับ เท่าที่หมอทราบ สารละลายไหมชนิดนี้ แบ่งเป็น ขนาดแบบ S M L E โดยขึ้นกับละลายเวลาละลาย 1 - 4 ปีตามลำดับ ( ไม่ทราบว่า จะผลิตตัวสลายไหมชนิดออกมาหรือเปล่า ในกรณีฉีดแล้วไม่พอใจ -----เพราะหมอเองก็ขี้เกียจจะต้องมานั่งขูดออกตอนหลัง เพราะสงสาร )
อันนี้ต้องบอกเลยนะครับว่า อันตรายเกิน การเสริมหน้าอกด้วยการฉีด หมอว่า อย่าเสี่ยงเลยครับ เพราะหน้าอกถือว่าเป็น ต่อมขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายผู้หญิง โดยหน้าอกจะมีต่อมและท่อน้ำนมอยู่เต็มไปหมด นอกจากนี้ยังคอยรับ Hormone ของร่างกายมากระตุ้นประจำเกือบทุกเดือน ดังนี้ ขนาดอยู่เฉยๆๆ ไม่ได้ทำอะไร ยังมีโอกาสเกิดมะเร็งได้ ถ้าฉีดสารพวกนี้เข้าไป ไม่มีใครรับลองว่าจะเกิดอะไรขึ้น การฉีดสารพวกนี้ มันฉีดเข้าทางฐานนมนะครับ ฉีดเข้าไปเหนือกล้ามเนื้อซึ่งก็คือ ฉีดเข้าที่ตัวเต้านมเลย ซึ่งอันตรายมาก ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าฉีดแล้ว สารพวกนี้ดันทะลึ่งเข้าไปในท่อน้ำนม จะเกิดอะไรขึ้นถ้ายังงัยลองอ่าน วารสารทางการแพทย์ที่ หมอแนบมานะครับ ว่า คน Hong kong ที่ฉีดสารพวกนี้เข้าไปในหน้าอกแล้วเกิดอะไรขึ้น เมื่อเค้าต้องตัดชิ้นเนื้อของเต้านมไปตรวจ
Breast pathology in complications associated with polyacrylamide hydrogel (PAAG) mammoplasty.
Leung KM, Yeoh GP, Chan KW.
Source
Diagnostix Pathology Laboratories Ltd, Canossa Hospital, 1 Old Peak Road, Hong Kong. kmleung@diagnostix.com.hk
และ เมื่อไปทำการตรวจเต้านมด้วยคลื่นแม่เหล็กจะเห็นยังงัย ?http://www.ajronline.org/content/191/3/W89.full.pdf
![]() |
| ภาพจากการทำตรวจ MRI ( หมอว่าด้วยความไม่คุ้นเคยจากการฉีดสารพวกนี้ อาจทำให้รังสีแพทย์สับสนกับมะเร็งเต้านมได้ง่ายๆนะครับ ) |
ส่วนสารที่เป็น Hyaluronic Acid นั้นเป็น บริษัทเดียวกับ filler ที่โด่งดังในไทย และทั่วโลก หมอคงจะไม่เอ่ยถึงอีกนะครับ
อย่างที่หมอกล่าวถึง สารที่ฉีดๆเสมอว่า แน่ใจนะว่าสลาย และต่อให้มันสลายจริง ปริมาณที่ฉีด แค่ไหนถึงจะพอ ในเมื่อสารละลาย 1 ถุงหนึ่งต่อ 1 เต้ามีปริมาณ 10011ร้อยซีซี ( ถามแบบชาวบ้านก็ได้ว่า แล้ว 100 cc เพิ่มได้กี่ Cup ?? บอกได้ไหม ถ้าคิดจะฉีดลองถามคนฉีดก่อน ถ้าเค้าตอบว่าแล้วแต่คน แต่ละคนไม่เท่ากัน ให้ถามกลับไปว่า หมอลองฉีดใส่ตัวเองหรือยัง ก่อนมาฉีดใส่ชาวบ้าน – ซึ่งหมอส่วนใหญ่ที่ทำแบบนี้ก็ดันเป็นผุ้ชายซ่ะด้วย ฮ่าๆๆ )
คิดง่ายๆ ขนาดการเสริมหน้าอกด้วยถุงนมอย่างดี ผิวถุงนมยังก่อให้เกิดมะเร็งได้ นับประสาอะไรกับ สารละลายที่ฉีดเข้าไปที่เนื้อเต้านมโดยตรง
ท้ายที่สุด หมอขอเตือนทุกท่านด้วยความหวังดี เดี๋ยวนี้ มีนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับความสวย ความงามหลายตัวออกมา แล้วโอ้อวดโฆษณากันมาก ว่า ไม่ต้องผ่าตัดบ้างละ ไม่ต้องพึ่งมีดหมอบ้างละ ( กะ จะให้พวกหมอศัลยกรรมสูญพันธ์ กันไปเลยทีเดียว ฮ่าๆๆ )
อีกอย่าง ใหม่ล่าสุดไม่ได้บอกว่าดีที่สุด ไปทางลัดไม่ได้บอกว่า ทางที่ไปมันสะดวกสบาย หมอจึงอยากให้คนไข้ทุกคนฉุกคิดกันซักนิดหนึ่งก่อน จะทำอะไรใดๆ ก็ตามบนร่างกายของเราว่า สังขาร มันไม่เที่ยง ท้ายที่สุดก็อยู่ที่เชิงตะกอนกันทุกคน สาธุ ( หมายเหตุ การที่หมอไม่ได้บอกยี่ห้อ ของสารแต่ละชนิดนั้นเพระาไม่อยากเป็นการส่งเสริมให้คนรู้จักสารพวกนี้มากขึ้นนะครับ ขอโทษนะครับ )
อีกอย่าง ใหม่ล่าสุดไม่ได้บอกว่าดีที่สุด ไปทางลัดไม่ได้บอกว่า ทางที่ไปมันสะดวกสบาย หมอจึงอยากให้คนไข้ทุกคนฉุกคิดกันซักนิดหนึ่งก่อน จะทำอะไรใดๆ ก็ตามบนร่างกายของเราว่า สังขาร มันไม่เที่ยง ท้ายที่สุดก็อยู่ที่เชิงตะกอนกันทุกคน สาธุ ( หมายเหตุ การที่หมอไม่ได้บอกยี่ห้อ ของสารแต่ละชนิดนั้นเพระาไม่อยากเป็นการส่งเสริมให้คนรู้จักสารพวกนี้มากขึ้นนะครับ ขอโทษนะครับ )


















