หน้าแรก เว็บบอร์ด หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line หาเพื่อน Skype โปรโมชั่น Pic Post ตรวจหวย ควิซ Page คำนวณ คำคม วิดีโอ สเปซ เกม Play ไดอารี่ อัลบั้ม แต่งรูป Glitter ดาวน์โหลดรูปจาก IG
 
ติดต่อเว็บไซต์ลงโฆษณาแจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสมเงื่อนไขการให้บริการ
 
Login เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
 
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาสร้างบอร์ด ตั้งกระทู้ใหม่

รวมเรื่องเข้าใจผิด ในวงการศัลยกรรม

บอร์ด ศัลยกรรม ความงาม แฟชั่น โพสท์โดย ~...No NamE...~
รวมเรื่องเข้าใจ ผิด ในวงการศัลยกรรม



                                                                                                          โดย นายแพทย์อดุลย์ชัย แสงเสริฐ



                            หลายครั้งที่ ได้คุยกับคนไข้ และ ได้รับฟังถึงคำปรึกษามากมาย ทำให้หมอเกิดความคิดขึ้นว่า จริงๆว่า มีคนไข้จำนวนมากยังเข้าใจผิดถึงการทำศัลยกรรม ร่วมถึงการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดด้วย หมอจึงอยากรวบรวม เรื่องที่คนไข้ส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทำศัลยกรรม โดยจะเริ่มจากเรื่อง Basic จนไปถึงระดับ Advance

            1 ) หลังผ่าตัดควรงดกินไข่เพราะเป็นของแสลง และกลัวแผลเป็น  ??


                         ตามความเชื่อแบบโบราณ และแบบคนทั่วไป รวมถึงหมอเองตอนที่ยังไม่ได้เป็นหมอ คุณพ่อ คุณแม่หมอ เวลาหมอเกิดแผลก็มักบอกว่า อย่าไปกินไข่นะ !! เดี่ยวจะเป็นแผลเป็น หรือไม่ก็จะเป็น  keloid  เลยทำให้คนไข้ หลายคนไม่ว่าจะผ่าตัดเล็กหรือใหญ่ มักจะถามหมอว่า ห้ามกินไข่ใช่ไหมคะ /ครับ  ต่อขอบอกว่าทางการแพทย์แล้ว คำว่า ของแสลงจริงๆนั้นไม่มี  แต่เรามักให้คนไข้หลีกเลี่ยงอาหารประจำชาติบางอย่างที่ไม่สะอาด เช่น ปลาร้า ปลาแดก อ่อม ของหมัก ของดอง และ ของมึนเมา  เพราะของพวกนี้ไม่สะอาด ไม่สด อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้

โรงงานปลาร้า 
 
             สำหรับไข่ กับแผลเป็น แผล  keloid นั้นปกติ ไม่เกี่ยวข้องกันซักที่เดียวครับ  ในไข่นั้นมีโปรตีน ที่ช่วยให้ร่างกายสร้าง collagen ที่ให้แผลหาย  แต่การเกิดแผลเป็น และ keloid นั้น เกิดจากไม่สมดุลกันของร่างกายที่สร้าง collagen ปริมาณมากเกินไปในขณะที่แผลหาย จึงทำให้เกิดแผลเป็น นูน หรือ keloid ได้      ดังนั้นในคนที่เป็นแผลแล้วไม่เกิดแผลเป็น ต่อให้กินไข่ซัก 1 โหลต่อวัน ก็ไม่ทำให้เกิดแผลเป็นนูนได้ครับ  แต่ในคนที่มีโอกาสเกิดแผลเป็นนูน   อยู่แล้วต่อให้ไม่กินเลย ยังงัยก็เกิด เพราะลักษณะ การเกิดแผลเป็นนูนนั้นเป็นลักษณะที่ถ่ายทอดมาจาก คุณพ่อและคุณแม่ครับ
          

              2 ) เสริมจมูกเกิน 10 ปี ต้องเปลี่ยน ??

                        คำถามนี้ ถามกันบ่อยครับ เกือบทุกคนโดยเฉพาะคุณพ่อ คุณแม่ที่พาบุตรหลานมาทำศัลยกรรม ทุกท่านจะมีความกังวลเสมอว่า ถ้าลูกมาทำศัลยกรรมเสริมจมูกแล้ว มันจะอยู่กับลูกเราไปตลอดหรือเปล่า แล้วจำเป็นไหมว่าต้องเปลี่ยนทุก 10 ปี 
                        หมอขอตอบอย่างนี้ครับ Silicone ที่เรานำมาเสริมจมูกนั้นเป็น  Medical grade Silicone ถ้าเราเอามันวางไว้เฉยๆ บอกได้เลยครับว่า มันก็จะคงรูปทรงและ รูปร่างแบบนั้นไปจนถึงวันสิ้นโลก แต่เหตุผลที่คุณหมอหลายๆท่านแนะนำให้เปลี่ยนเพราะว่า เมื่อเราใส่ Silicone เสริมจมูกเข้าไปในร่างกายเราแล้ว ร่างกายของเราจะตอบสนองต่อ Silicone โดยการสร้างเนื้อเยื่อมาหุ้ม ( Capsule ) 

 
จุดขาวๆตรงลูกศร คือ Calcium ที่มาเกาะที่ silicone
 
Calcium ที่มาเกาะกับ Capsule ที่มาหุ้ม Silicone 
                        และ เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานๆ Capsule นั้นจะมีความแข็งแรงขึ้น และสามารถบิดหรือเปลี่ยนรูปทรง Silicone นั้นได้ หรือ อาจมี Calcium จากร่างกายของเรามาเกาะบริเวณรอบๆ Capsule นั้นทำให้  รูปร่างที่เห็นภายนอกนั้นเป็น ตะปุ๋ม ตะป่ำ ไม่เรียบได้ ( Calcium ที่สร้างจากร่างกายนั้น บางคนเป็น บางคนไม่เป็นนะครับ อย่ากลัวกันไปก่อน )
                      นอกจากนี้ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับ สรีระร่างกายใบหน้าที่เปลี่ยนไปตาม วัย  จมูกที่สวยเข้ากับหน้าแบ๋วๆ ตอนอายุ 20 พออายุ 30 -40 มันอาจไม่เหมาะแล้ว หรืออาจจะคิดง่ายๆ ว่า ขนาดบัตรประชาชนยังเปลี่ยนทุก 6 ปีเลย แสดงว่า ใบหน้าเรามันย่อมเปลี่ยนอยู่เสมอ



               3 ) เสริมจมูกแล้ว สามารถลดขนาดปีกจมูก  ??

                     อันนี้ต้องบอกว่าเป็นผลพลอยได้มากกว่าครับ   หมอมักต้องอธิบายคนไข้ให้เข้าใจอยู่นานว่า มันเป็นผลพลอยได้จากการเสริมจมูก และผลพลอยได้นั้นไม่ได้ กับทุกคน    การเสริมจมูกนั้น สิ่งที่คนไข้จะได้แน่ๆคือ ดั้งจมูก !!! รับลองว่าโด่งขึ้นแน่   แต่สำหรับปีกจมูกนั้น ในรายที่ปีกจมูกบานไม่มาก เนื้อน้อย ก็มักดูเล็กลง 
                     แต่สำหรับคนที่เนื่อปลายจมูกเยอะ และ ปีกจมูกบานมากๆ หมดสิทธิเลยครับ ไม่ต้องส่องกระจกและพยายามดึงปลายจมูกและปีกจมูกให้ดูเล็กอยู่ที่บ้านครับ  เพราะการเสริมจมูก มันทำไม่ได้ขนาดนั้น  หมอมักอธิบายให้คนไข้ ฟังง่ายๆว่า การยกปีกจมุกนั้นก็เหมือน  คนยกน้ำหนักในกีฬา โอลิปิกนั้นแหละครับ  ถ้าคนตัวเล็กๆ ยกน้ำหนักมากๆ ย่อมยกไม่ขึ้น  ถ้าอยากยกน้ำหนักขึ้นก็ต้องให้คนตัวใหญ่             

 
                    ดังนั้น ถ้าต้องการยกปีกให้แคบๆเล็กๆๆ เราจำเป็นต้องใส่ปลาย silicone ให้มีขนาดใหญ่เพื่อที่จะยกปีกได้สูงขึ้น แคบขึ้น  แต่เมื่อเราใส่ปลาย silicone ให้ใหญ่ ปลายจมูกที่ดูใหญ่ๆ เนื้อเยอะๆยิ่งดูใหญ่เข้าไปใหญ่เลย 
                    และที่สำคัญ ไอ้ปลาย silicone ใหญ่ๆนี้แหละครับ ถ้าปล่อยให้มันค้ำปลายจมูกไว้นานๆ แน่นอนไม่ใครก็ใครต้องไปก่อน และที่มักแพ้ไปก็คือ เนื้อจมูกของเรานะครับ มันจะทะลุ    ฉะนั้นถ้าอยากลดขนาดปีกจมูก หมอแนะนำให้ตัดดีกว่า เรียกง่ายๆว่า เกาให้ถูกที่คัน



              4 ) ฉีดเสริมจมูก เสริมนม ไม่นับว่าเป็น ศัลยกรรม  ?? 


 

                 ฮ่าๆ อ่านแล้วต้องหัวเราะ เหมือนไก่ หรือไข่เกิดก่อนกัน  ต้องขอเล่าประวัติศาสตร์ซักนิดหนึ่งนะครับ  ก่อนหน้าที่ โลกของเราจะสามารถผลิต  Medical grade Silicone สำหรับ เสริมจมูก เสริมนมได้นั้น 
                ได้มีการฉีด  Liquid Silicone กันอย่างแพร่หลายในประเทศสหรัฐอเมริกา ฉีดกันเป็นล่ำเป็นสัน จนได้บทสรุปว่า มันไม่ดีและเป็นสารก่อมะเร็ง หลังจากนั้น ประเทศสหรัฐอเมิรกา จึงแบน liquid Silicone จากประเทศไป  และที่ สำคัญ หมอที่ฉีดกันส่วนใหญ่ก็คือ หมอศัลยกรรมตกแต่งใน อเมริกา


                  ดังนั้นเมื่อมีการผลิต Medical grade Silicone  ขั้นมาศัลยแพทย์ตกแต่ง ร้อยละ 90 ทั้งในและต่างประเทศ จึงเลือกที่จะนำมาเสริมจมูก เสริมนม โดยไม่แตะต้องอะไร ก็ตามที่เป็นแบบ ฉีด แป๊บเดียว เดี๋ยวเดียวสวยอีกเลย เพราะ อย่างที่เล่าไว้ ว่ากว่าจะรู้ว่า liquid Silicone มันไม่ดีเป็น สารก่อมะเร็ง ต้องใช้เวลาเกือบ 10 ปี ฉะนั้น  filler ทั้งหลายแหละที่ผลิตขึ้นมาแล้วนำมาใช้ไม่ถึง 10ปี   แล้วหมอสิวนำไปฉีดกันเป็นล่ำเป็นสัน   บอกได้เลยว่า สุดท้ายน่าจะมีบทสรุปไม่ต่างกัน 
                นอกจากนี้ เรายังได้ยินเหล่าดารา และ Celeb ทั้งหลายปฏิเสธกันเสียแข็งว่า ไม่ได้ทำศัลยกรรม ที่หน้าเปลี่ยน เป็นเพราะ Botox บ้าง Filler บ้าง ร้อยไหมบ้าง ??  ก็แล้วแต่จะคิดนะครับ ( แต่สำหรับหมอก็ยังดีกว่า ตอบว่า ต่อมน้ำลายอักเสบ และ ฝังเข็มแล้วจมูกโด่ง ครับ ฮ่าๆๆๆ )
              จริงๆต้องขอเตือนเลยนะครับว่า อะไรที่ได้มาง่ายๆ ทำง่ายๆ มันไม่ถาวรนะครับ  ( ได่ข่าวว่า ก็มี ฉีด filler แล้วตาบอดไปอีกราย สองราย แล้ว ไป Admit อยู่โรงพยาบาลชื่อดังแถวทองหล่อ -- จริงๆทางบริษัทที่นำเข้า filler ควรจะให้เบอร์ติดต่อฉุกเฉินนะครับ ว่าเมือฉีดจมูก ฉีดหว่างคิ้วแล้วตามัว ต้องรีบทำยังงัย ติดต่อใคร )



             5 ) filler   ฉีดซ้ำๆ ได้ ??

                   ใช้ครับ filler คือ สารเติมเต็ม ถ้าเราไม่คิดถึงแหล่งที่มานะครับ ว่าจริงๆแล้วมันผลิตมาจาก การหมักของ แบคทีเรีย Streptoccocus equi  ( ไม่ต้องตกใจไป เป็นเชื้อโรคที่ไม่ก่อโรคครับ -- เค้าว่าอย่างนั้น )   โดยหลักการเติมของ fiiler คือ ในเนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนัง ( subcutaneous ) มีรูพรุน ลักษณะเหมือนฟองน้ำอยู่ เมือคุณหมอฉีด filler เข้าไป ตัว filler จะเข้าไปเติมเต็ม รูพรุนเหล่านั้น ( สรุปว่าเข้าไปอุดรูพรุนๆ เหล่านั้น )  ทำให้ชั้นไขมันผิวหนังนั้นหนาตัวขึ้น  ( โด่งได้ทันใจแถม ปั้นได้ด้วย )

 
                 คราวนี้พอระยะเวลาผ่านไป Filler ยุบลงหายไป ( คนไข้ รวมถึงหมอส่วนหนึ่งเข้าใจว่ามันสลาย --- ซึ่งหมอมือฉีดทั้งหลาย รู้ว่ามันไม่สลาย )  ซึ่งตรงนี้ต้องอธิบายอย่างนี้ครับว่า การฉีด filler นั้นตัว filler ต้องมีตัวนำครับ ( คล้ายๆ การจับคู่  --  filler หลายชนิดก็มีการจับคู่กับ สารแตกต่างกัน แต่ส่วนใหญ่มักจับคู่กับน้ำ ( เราจะได้ยินคุณหมอมือฉีดมักเตือนว่า อย่าไปหน้าเตาไฟ อย่าไปเข้า ซาวน่า อย่าไปอยู่ที่ร้อนๆ อันนี้ หมอขอหัวเราะหน่อยเถอะครับ ประเทศไทยเป็นเมืองร้อนจะให้ไปอยู่ไหน เดินออกจาก clinic ก็ร้อนแล้ว )   ดังนั้นเมือ น้ำซึมออกไปจากตัว filler ตัว filler จะยุบลงแต่โครงสร้างโมเลกุลของ filler จะยังอยู่ในรูพรุนของ เนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนัง !!! 
 
                ดังนั้น คิดตามหลักของคนที่มีเงินขนาด 15000-20000 บาท ที่เอาเงินไปให้ หมอมือฉีด ฉีดเสริมจมูก เสริมหน้าอก ว่า เมือรูพรุนที่เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังมันตันแล้ว จะเอารูที่ไหนไปให้ filler กล่องใหม่ฉีดอีก ??  แต่ต้องบอกว่า มีคนไข้ที่จมูกยุบไปแล้วกลับไปฉีดเติม แน่นอนว่าโด่งได้อีก แต่คราวนี้หลายคนได้ของแถมกลับมาด้วยคือ รอยแดงๆ ผิวแดงๆบริเวณที่ฉีด  เหตุผลก็คือ filler หลอดใหม่จะเข้าไปอัดกันแน่นในรูพรุนนั้น ทำให้เนื่อเยื่อแล้วผิวหนังตึงขึ้น เมื่อผิวหนังตึงมากๆ ร่างกายเราจะมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยการ เพิ่มปริมาณเลือดเข้าไปเลี้ยง ซึ่งก็คือ รอยแดงๆที่เกิดขึ้น
ปลายจมูกแดง เพราะฉีดรอบ 2
               หมอยังยืนยัน นอนยันเหมือนเดิมนะครับว่า filler เค้าไม่ได้ออกแบบมาให้ ฉีดจมูก เสริมคาง แม้ว่า FDA ของไทย หรือ ของ สหรัฐจะอนุญาติให้ใช้ได้ แต่เค้าก็ให้ใช้ในกรณีเติมร่องลึกๆต่างบนใบหน้า นะครับไม่ได้อนุญาติให้เอามา Augment ( เสริม ) แต่อย่างที่เคยบอกไว้ หมอไทยซะอย่างอะไรที่เค้าห้าม ก็เอามาทำ อะไรที่เค้าให้ทำกลับไม่ค่อยจะทำกัน 
 
                                       




             6  ) ฉีด ยาสลาย filler สลายได้จริง บ่ ??

                 ต้องบอกว่า จริงๆจะเขียนถึง filler แค่ข้อเดียว แต่ถ้าไม่เขียนเรื่องการสลาย filler ก็คงจะเป็นการจบหัวข้อนี้แบบทื่อๆไป  แน่นอนครับ มียาสลาย filler แน่ๆๆ ( แต่อย่างที่บอกนะครับ ก็ไหนว่าก่อนฉีด หมอมือฉีดทั้งหลายบอกว่า มันสลายเอง )    ต้องขอบอกแบบนี้ครับว่า มันเป็นเรื่องต่อเนื่อง  คือเมื่อคนไข้ไปฉีดเข็มที่สองแล้วเกิดปัญหา ว่ามีรอยแดงเกิดขึ้น หมอมือฉีดจะมีวิธีการรักษาดังนี้คือ เอาคนไข้ไปยิง V-beam Laser  เพื่อรักษารอยแดง !!  และแน่นอน Laser มีความร้อน ความร้อนนั้นก็ไปทำให้ filler ยุบลงไปอีก 
  
      คนไข้ :  อ้าว ??  หมอคะ  แล้วจมูกนู๋หายไปไหนอีกละคะ   
    (  ฮ่าๆๆๆ   คราวนี้ หมอมือฉีดทั้งหลายก็ได้ทีบอกว่า )
      หมอ :  หมอว่า ไปเสริมถาวรด้วย silicone สวยกว่า แถมไม่ต้องมาฉีดเติมบ่อยๆด้วย ไม่ต้องเสียเงินแพงๆน่ะ เดี๋ยวหมอแนะนำหมอเก่งๆ ทำถูกๆให้ 
    ( หรือถ้า Clinic นั้นมีแผนกศัลยกรรมด้วย ก็ได้โอกาสปัดความรับผิดชอบไปบัดดล )
                หมอ ศัลยกรรมตกแต่งที่ได้เจอ Case แบบนี้มักจะตรวจดูก่อนว่า มี filler มากน้อยแค่ไหนที่จมูก ถ้าเจอหมอเก่งๆหน่อย มักจะบอกคนไข้กลับไปฉีดสลายซิ ที่ Clinic เดิม ถ้าสลายแล้วจะเสริมให้   คนไข้ก็กลับไปที่ Clinic เดิมเพื่อจะฉีดยาสลาย   หมอก็ฉีดให้ แล้วก็เป็นดังภาพด้านล่างครับ

จุดที่ถูกฉีดยาสลาย filler แล้วบุ๋ม 
              จบไหมครับ ?? ยาสลาย filler มันสลายจริงๆ แต่ไม่สามารถสลายไปได้ทั้งหมดนะครับ เพราะตอนนี้ เนื้อเยื่อไขมันใต้ผิวหนังจะอุดมไปด้วย filler 2 หลอด  แล้วจะมีช่องให้ยาสลาย filler มันแทรกเข้าไปสลายได้ยังงัย ??  ดังนั้นมันจึงสลายได้เป็นจุดๆไป ก็จุดที่ฉีดนั้นแหละครับ



        7 ) ร้อยไหมเสริมจมูก  แล้วจมูกโด่ง เด้งแบบ K-pop ??

            อันนี้ต้องบอกว่า ขำไม่ออกเพราะ ได้ยินจากปากหมอคนดังในแวดวงผิวหนังว่า ร้อยไหมแล้วจมูกโด่ง  คือถ้าคุณบอกคนไข้แบบนี้ว่า " ร้อยไหมเข้าไปเสริมจมูก แล้ว ไหมจะไปกระตุ้นการสร้าง Collagen แล้วทำให้จมูกโด่งขึ้น ??  แต่ต้องใช้เวลานะอย่างน้อย 6-8 เดือน "  ผมอยากถามว่า มีอะไรทำให้สมองอันชาญฉลาด ของคุณหมอ ผ่อไป หรือว่าคุณหมอเชื่ออย่างนั้นจริงๆ  หรือเป็นเพราะว่า Sale ขายไหมมาบอกให้คุณเชื่อ ?    หรือเป็นเพราะ แบงค์หนาๆในมือของคนไข้ทำให้คุณต้องเชื่อว่ามันเสริมได้จริง ??   
                 สำหรับผมได้ยินจากปากคนไข้บ่อยขึ้น จนถึงกระทั้งมาขอร้องให้เอาออก

ปลายไหมเสริมจมูกที่เลื่อนมาอยู่ที่ปลายจมูก

                  มันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ แล้วตัวไหมเองก็เป็น ไหมละลายธรรมดาๆ ต่อให้จะโฆษณาว่ามันเป็นไหมวิเศษแค่ไหนก็ตาม   มันไม่มีทาง สร้าง collagen ได้หนา ได้โด่ง ได้เด่งแบบ K-pop  ขนาดนั้นหรอกครับ    ไม่งั้น ไอ้ที่เอาไปร้อยหน้าเรียว หน้าเล็ก ป่านนี้มันไม่ กลายเป็นหน้าอูม  จาก Collagen ที่สร้างไปหมดแล้วหรอ  ??  ไหมก็ไหมตัวเดียวกันนิ อย่ามาเถียง !!
              ผมก็รู้ว่า พวกคุณหมอทั้งหลายก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แล้วทำไมยังจะทำให้คนไข้อีก   ถ้ามันทำได้จริงป่านนี้เกาหลีมันเลิกเสริมจมูกแล้วครับ ร้อยไหมมันๆ อย่างเดียวก็พอ
              แล้วยิ่งถ้าเวลาฟังจากปากคนไข้ว่า หมอคนนั้น หมอคนนี้ หมอชื้อดัง ออก TV บ้างละ ลงหนังสือบ้างละ เป็นคนบอก !!   แล้วจะไม่ให้เค้าเชื่อได้งัย  หมอดูดีดูหล่อ ดูสวย  ดูหน้าเชื่อถือ หมอบอกอะไรก็ต้องเชื่อ ?? ยิ่งทำให้ผมรู้สึกหดหู่ ( T ^ T )
             ทิ้งท้ายสำหรับ หมอๆที่หลงเข้ามาอ่านนะครับ  ผมเองก็ไม่ดีเด่ กว่าหมอคนอื่นเท่าไร ยังมีกิเลส มีอิจฉา ริษยา อยากมีอยากได้เหมือน มนุษย์ปกติ แต่อย่างน้อยผมก็นับถือพุทธและเชื่อในคำสอนของพุทธศาสนา  จึงอยากจะเตือนสติสำหรับคนที่ชอบโกหกดังนี้ครับ

              คำสอนของพระพุทธองค์ทำให้เห็นได้ว่า กรรมหรือผลกรรมของการโกหกนั้นพอสรุปคร่าวๆได้ดังนี้

               ผลที่เกิดขึ้นเป็นการภายนอก เห็นง่าย
              คือคนเขาจะไม่เชื่อถือ
              พูดอะไรไปแม้จริง ก็มีกระแสบางอย่างทำให้เขารู้สึกมัวๆ ขัดๆ
              เพราะคนโกหกประจำจะดูกะล่อนๆ คนทั่วไปสัมผัสและรู้สึกได้

              ผลที่เกิดขึ้นเป็นการภายใน เห็นยาก แต่รู้ได้ถ้าเลิกเข้าข้างตัวเอง
              คือใจจะปรุงแต่ง ฟุ้งไปในอุปาทานนานาชนิดอยู่ตลอด
              หลอกคนอื่นบ่อยๆ ในที่สุดก็หลอกกระทั่งตัวเอง
              ยิ่งหม่นมืดยิ่งมองไม่เห็นว่าหลอก
               นึกว่าดี นึกว่าไม่เป็นไร 

ที่มาจาก http://www.thammachuk.com    



          

            
           
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 


โพสท์โดย: ~...No NamE...~
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
28 VOTES (4/5 จาก 7 คน)
 
รวมเรื่องเข้าใจผิด ในวงการศัลยกรรม
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ

18 ภาพลับสมอง ที่ทำให้เราสับสน (ดูสิว่าใช้เวลานานแค่ไหน ถึงเข้าใจ)

รวมภาพลวงตาที่อาจทำให้คุณต้องหันกลับมามองซ้ำ ว่านี่ของจริงหรือหลอก!!

17 เคล็ดลับที่นักการตลาดเผยเกี่ยวกับการเพิ่มยอดขายในร้านค้าปลีก ที่คุณจะซื้อโดยงงๆ

แอน ทองประสม โพสต์ตัดพ้อ คนรักกัน ไม่น่าทำกัน

แชร์ภาพประสบการณ์ความหวาดเสียว ที่จะสร้างความตื่นเต้นให้คุณไม่รู้จบ!

รีวิวเนื้อกระเทียมกระป๋องกรมพลาธิการทหารบก ในงานกาชาด

เมียตัวจริงโผล่ ฟ้องผัว-แฟนสาว ที่ถูกรางวัลที่หนึ่ง 6 ล้านบาท ลั่น นั่นเป็นสินสมรส

รู้จักเจ้าบ่าว วัย 70ปี แต่งงานเจ้าสาวอายุห่างเกือบ 50ปี ที่แท้เป็นเจ้าสัวระดับประเทศ

“กระเทย” กับสังคมญี่ปุ่น!! “กระเทยไทยสวยมาก สวยกว่าผู้หญิงจริงๆเสียอีก”

กระบะขับสวนเลนมาปาดหน้า ถูกหนุ่มเรียกจอด รีบวางท่าดุดันแถมถือมีดลงมาเคลียร์

มหัศจรรย์แห่งชีวิต! ลูกแมวน้อยหายาก มี 1 หัว 2 หน้า แถมยังรอดชีวิตมาได้นานกว่า 4 เดือน

สงกรานต์ โพสต์ภาพ รอยแดงทั้งตัว

รวมภาพเหล่าอาชญากรที่มีทรงผมแปลกประหลาด และรอยสักบนใบหน้าที่ชวนให้ตกใจ น่าขำขัน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด ศัลยกรรม ความงาม แฟชั่น
แชร์วิธีสระผมที่ถูกต้อง แก้ผมร่วง ผมบาง ผมน้อย ผมขาดง่าย หรือใครอยากเร่งผมยาวทำตามช่วยได้แน่นอภ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ จัดประกวด "ธิดาไหมนาโพธิ์-ธิดาไหมจำแลง" เพื่อประชาสัมพันธ์ผ้าไหมและการท่องเที่ยวเวทีเพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้บกพร่องทางการได้ยิน"MISS & MISTER, MISS QUEEN DEAF THAILAND 2020"“ ศัลยกรรม ” กับเส้นทางชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไป
ตั้งกระทู้ใหม่