น้องพลอย คนดีของสังคม ><
กรณีนักศึกษาปี ๑ ขับรถชนแล้วแปะป้ายไว้ให้เจ้าของรถติดต่อกลับมา ทำให้เป็นกระเเสข่าวในโลกอินเทอร์เน็ต..น้องพลอย เป็นนิสิตชั้นปี ๑ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา สำหรับกรณีน้องพลอยนี้ ถือว่าเป็นเยาวชนอีกคนที่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับเยาวชนไทยที่มีสัมมาทิฏฐิเป็นพื้นฐานในจิตใจ น่าชื่นชมค่ะ
"สัมมาทิฏฐิ" หมายถึง มีความเห็นชอบ เห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
สัมมาทิฏฐิที่เป็นเบื้องต้นของกุศลธรรมนั้น มี ๑
๐ ประการ ได้แก่
๑) ทานที่ให้แล้วมีผล
๒) การสงเคราะห์กันมีผล
๓) การยกย่องบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผล
๔) ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วมีจริง
๕) โลกนี้มี (ที่มา)
๖) โลกหน้ามี (ที่ไป)
๗) แม่มี
๘) พ่อมี
๙) สัตว์ที่เกิดแบบโอปปาติกะมี
๑๐) พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้วมี
สัมมาทิฏฐิทั้ง ๑๐ ประการนี้ โดยเนื้อแท้ คือเรื่องของ “กฎแห่งกรรม” ซึ่งการที่พระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่องสัมมาทิฏฐิ ๑๐ ประการนี้ก่อนอย่างอื่น ก็เพราะว่า สัมมาทิฏฐิทั้ง ๑๐ ประการนี้ เป็นเบื้องต้นของความดีทุกประการของคนเรา การประพฤติกรรมดีหรือชั่ว หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าการกระทำความดีและความชั่วของคนเรานั้น ทำได้ ๓ ทาง คือ ทางกาย (กายกรรม) วาจา (วจีกรรม) และใจ (มโนกรรม) และไม่ว่าเราทำอะไรไว้ทั้งกรรมดีและชั่วก็ตาม เราจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นเสมอ จะให้ใครมารับผลกรรมแทนเราไม่ได้
เมื่อทำความเข้าใจพื้นฐานตรงนี้แล้ว ความตระหนักในความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองก็จะเกิดขึ้นตามมา มีผลที่ทำให้ใจของเขาสว่างพอที่จะมองออกต่อไปว่า พระธรรมคำสอนต่างๆ ที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนานี้ แท้จริงทุกคำสอนล้วนเป็นการสอนให้เกิดความเข้าใจถูกในเรื่องกฎแห่งกรรมดี และกฎกรรมชั่ว
เมื่อความเข้าใจของใครก็ตามที่มีใจสว่างมาถึงระดับนี้ ความซาบซึ้งในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ก่อเกิด “นิสัยดีๆ” ประจำตัวเขาขึ้นมา แล้วก็ทำให้เขาสามารถทำความดีต่างๆ ให้สูงยิ่งขึ้นไป.
๑) ทานที่ให้แล้วมีผล
๒) การสงเคราะห์กันมีผล
๓) การยกย่องบูชาบุคคลที่ควรบูชามีผล
๔) ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่วมีจริง
๕) โลกนี้มี (ที่มา)
๖) โลกหน้ามี (ที่ไป)
๗) แม่มี
๘) พ่อมี
๙) สัตว์ที่เกิดแบบโอปปาติกะมี
๑๐) พระอรหันต์ผู้หมดกิเลสแล้วมี
สัมมาทิฏฐิทั้ง ๑๐ ประการนี้ โดยเนื้อแท้ คือเรื่องของ “กฎแห่งกรรม” ซึ่งการที่พระพุทธองค์ตรัสสอนเรื่องสัมมาทิฏฐิ ๑๐ ประการนี้ก่อนอย่างอื่น ก็เพราะว่า สัมมาทิฏฐิทั้ง ๑๐ ประการนี้ เป็นเบื้องต้นของความดีทุกประการของคนเรา การประพฤติกรรมดีหรือชั่ว หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าการกระทำความดีและความชั่วของคนเรานั้น ทำได้ ๓ ทาง คือ ทางกาย (กายกรรม) วาจา (วจีกรรม) และใจ (มโนกรรม) และไม่ว่าเราทำอะไรไว้ทั้งกรรมดีและชั่วก็ตาม เราจะต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นเสมอ จะให้ใครมารับผลกรรมแทนเราไม่ได้
เมื่อทำความเข้าใจพื้นฐานตรงนี้แล้ว ความตระหนักในความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองก็จะเกิดขึ้นตามมา มีผลที่ทำให้ใจของเขาสว่างพอที่จะมองออกต่อไปว่า พระธรรมคำสอนต่างๆ ที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนานี้ แท้จริงทุกคำสอนล้วนเป็นการสอนให้เกิดความเข้าใจถูกในเรื่องกฎแห่งกรรมดี และกฎกรรมชั่ว
เมื่อความเข้าใจของใครก็ตามที่มีใจสว่างมาถึงระดับนี้ ความซาบซึ้งในเรื่อง “กฎแห่งกรรม” ก่อเกิด “นิสัยดีๆ” ประจำตัวเขาขึ้นมา แล้วก็ทำให้เขาสามารถทำความดีต่างๆ ให้สูงยิ่งขึ้นไป.
ออกแนวธรรมะสักนิด แต่เป็นอะไรที่น่าเอาเยี่ยงอย่าง อยากให้ทุกคนหันมาทำความดี ทั้งกับตัวเองและผู้อื่นนะคะ o(><)o
โพสท์โดย: Ployiiiii
ที่มา: facebook.com
ที่มา: facebook.com
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
220 VOTES (4/5 จาก 55 คน)
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ท่อน้ำตาคืออะไร? รู้จักหน้าที่ อาการท่อตัน และวิธีดูแลดวงตา
เหรียญ 10 มูลค่า 1 ล้านบาท
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ทุ่งนาบางกะปิสู่ย่านธุรกิจสําคัญ
มารู้จัก “ตะขบยักษ์” ผลไม้พื้นบ้านลูกโต รสหวาน ปลูกง่าย
เจาะลึกความปลอดภัยของ iMessage มั่นใจได้แค่ไหน
10 รถจักรยานยนต์ยุค 80 รุ่นดัง ที่หลายคนยังจดจำ
10 นักร้องลูกทุ่งไทยที่มีค่าจ้างงานแสดงสูงที่สุด
ทำไมฝูงลิงแสมจึงอยู่คู่เมืองลพบุรีมายาวนาน
ทำไม "ทรายจากทะเลทราย" ถึงเอามาสร้างตึกสร้างบ้านไม่ได้
4 รถแห่ที่มีค่าจ้างที่แพงที่สุด
ทำไมคำว่า AMBULANCE บนหน้ารถพยาบาลต้องเขียนกลับด้าน
ทําไมชุมชนชาวจีนยูนนานถึงตั้งรกรากบนหน้าผาพรมแดนผาตั้งHot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ท่อปัสสาวะ ท่อเล็กๆ แต่อักเสบเป็นอันตราย
ย้อนรอยประวัติศาสตร์ทุ่งนาบางกะปิสู่ย่านธุรกิจสําคัญ
เจาะลึกความปลอดภัยของ iMessage มั่นใจได้แค่ไหน