ห้ามใช้มือถือในโรงเรียนไทย ปี 2569 ดีจริงไหม? 7 เรื่องที่พ่อแม่ควรรู้ก่อนโรงเรียนเก็บโทรศัพท์
โรงเรียนควรเก็บมือถือจากนักเรียน หรือสอนให้ใช้เป็น?
มือถือกลายเป็นทั้งนาฬิกา แผนที่ กล้องถ่ายรูป ช่องทางติดต่อผู้ปกครอง และแหล่งค้นคว้าของนักเรียนในเครื่องเดียว แต่ในเวลาเดียวกัน เสียงแจ้งเตือน แชต เกม และคลิปสั้นก็อยู่ห่างจากบทเรียนเพียงปลายนิ้ว คำถามที่หลายบ้านถกกันจึงไม่ใช่แค่ว่า “เด็กควรมีมือถือไหม” แต่คือ “เมื่อเดินเข้าโรงเรียนแล้วควรใช้ได้แค่ไหน และใครเป็นคนกำหนด?”
ในปีการศึกษา 2569 ประเด็นนี้ยิ่งใกล้ตัวขึ้น เพราะกรุงเทพมหานครประกาศโครงการ “Phone Off, Learning On” สำหรับโรงเรียนสังกัด กทม. 437 แห่ง ให้ควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในเวลาเรียน โดยมีข้อยกเว้นเมื่อครูอนุญาตให้ใช้เพื่อการเรียน และมีช่องทางติดต่อในกรณีจำเป็น นี่เป็นมาตรการของโรงเรียนสังกัด กทม. ไม่ใช่ข้อห้ามแบบเดียวที่ใช้กับโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ ดังนั้นผู้ปกครองควรตรวจสอบระเบียบของโรงเรียนลูกโดยตรงก่อนสรุปว่า “โรงเรียนไทยห้ามมือถือหมดแล้ว”
ประเด็นนี้ไม่ควรถูกตัดสินด้วยคำตอบสุดโต่งว่าเก็บโทรศัพท์ทุกเครื่องแล้วปัญหาจะหาย หรือปล่อยให้ใช้ได้ตลอดเพราะเด็กต้องเรียนรู้เทคโนโลยี บทความนี้ชวนดู 7 เรื่องสำคัญ เพื่อช่วยให้บ้านกับโรงเรียนคุยกันด้วยข้อมูลและวางกติกาที่ปกป้องเวลาเรียน โดยยังไม่ปิดกั้นโอกาสเรียนรู้ดิจิทัลของเด็ก
1. ปี 2569 มี “กฎหมายห้ามมือถือทุกโรงเรียน” แล้วหรือยัง?
คำตอบสั้น ๆ คือ อย่าเพิ่งเหมารวมว่าเป็นข้อบังคับระดับประเทศสำหรับทุกโรงเรียน จากข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับมาตรการ กทม. โครงการ Phone Off, Learning On ใช้กับโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร โดยประกาศแนวทางให้ควบคุมการใช้อุปกรณ์ในเวลาเรียน และเปิดทางให้ครูอนุญาตใช้อุปกรณ์เมื่อมีเป้าหมายการเรียนที่ชัดเจน รวมถึงให้โรงเรียนกำหนดขั้นตอนจัดเก็บและช่องทางสื่อสารที่จำเป็น
ขอบเขตสำคัญอยู่ที่ “ใครเป็นผู้ดูแลโรงเรียน” และ “ระเบียบของสถานศึกษานั้นเขียนไว้อย่างไร” โรงเรียนสังกัด กทม. โรงเรียน สพฐ. โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนนานาชาติอาจไม่ได้ใช้ขั้นตอนเดียวกัน ผู้ปกครองจึงควรขอประกาศเป็นลายลักษณ์อักษรจากโรงเรียน ไม่อาศัยเพียงโพสต์ต่อ ๆ กันในสื่อสังคมออนไลน์ หากข่าวบอกว่า “ห้ามทั่วประเทศ” แต่ไม่ระบุหน่วยงานหรือประกาศต้นทาง ให้ตรวจสอบก่อนแชร์
องค์การยูเนสโก (UNESCO) รายงานการติดตามนโยบายทั่วโลกว่า ณ วันที่ 18 กันยายน 2569 มีระบบการศึกษา 114 แห่ง หรือประมาณ 58% ของประเทศทั่วโลก ที่มีกฎห้ามใช้มือถือในโรงเรียนระดับประเทศ ขณะที่บางพื้นที่เลือกให้โรงเรียนออกระเบียบของตนเอง และบางแห่งมีข้อจำกัดเฉพาะระดับท้องถิ่น ตัวเลขนี้ชี้ว่าหลายประเทศกำลังหาคำตอบเรื่องเดียวกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกแห่งใช้กติกาแบบเดียวกัน หรือมีผลลัพธ์เหมือนกันทั้งหมด
2. มือถือรบกวนการเรียนจริงไหม หรือเป็นแค่ผู้ใหญ่กังวล?
เหตุผลที่โรงเรียนจำนวนหนึ่งจำกัดมือถือคือการแจ้งเตือนและการสลับไปมาระหว่างบทเรียนกับข้อความหรือแอปอื่นอาจดึงความสนใจออกจากสิ่งที่ครูกำลังสอน นักเรียนบางคนหยิบมือถือเพียงเพื่อดูเวลา แต่เห็นการแจ้งเตือนแล้วเผลอเปิดแชตต่อ ขณะที่เพื่อนในห้องอาจเสียสมาธิจากเสียงหรือกิจกรรมบนหน้าจอข้าง ๆ ด้วย การกำหนดช่วงที่อุปกรณ์พักจึงมีเป้าหมายรักษาเวลาสำหรับการเรียนและการมีปฏิสัมพันธ์ในห้องเรียน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าโทรศัพท์ทุกเครื่องทำให้เด็กเรียนแย่เสมอไป ผลขึ้นกับงานที่ทำ วัยของผู้เรียน วิธีออกแบบบทเรียน และการดูแลของครู โทรศัพท์อาจมีประโยชน์เมื่อใช้ค้นข้อมูล ทำแบบทดสอบ ถ่ายภาพงานทดลอง หรือเข้าถึงสื่อสำหรับเด็กที่ต้องการการช่วยเหลือเฉพาะด้าน แต่ถ้าเปิดให้ใช้โดยไม่มีจุดหมาย กิจกรรมบันเทิงหรือการแจ้งเตือนก็แทรกเข้ามาได้ง่าย
แนวทางที่มีเหตุผลจึงไม่ใช่การถามเพียงว่า “มีโทรศัพท์หรือไม่มี” แต่ควรถามว่า “ในคาบนี้ใช้ไปเพื่อผลการเรียนรู้อะไร ใครเป็นผู้อนุญาต และเมื่อจบกิจกรรมจะเก็บหรือปิดอุปกรณ์อย่างไร” การมีวัตถุประสงค์ชัดเจนทำให้แยกการใช้เพื่อเรียนออกจากการใช้เพื่อความบันเทิงได้ โดยไม่ต้องแสร้งว่าเทคโนโลยีไม่มีประโยชน์
3. ห้ามมือถือแล้วเด็กจะมีสุขภาพจิตดีขึ้นทันทีหรือไม่?
นี่เป็นจุดที่ควรใช้ความระมัดระวัง หลักฐานไม่ได้บอกว่า “เวลาหน้าจอทุกนาทีทำร้ายเด็กทุกคน” รายงานของ UNICEF Innocenti ปี 2025 ระบุว่าไม่พบหลักฐานชัดเจนว่าเวลาหน้าจอโดยตรงเป็นสาเหตุให้สุขภาพจิตเด็กแย่ลงโดยตัวมันเอง แต่ประสบการณ์ออนไลน์บางชนิด เช่น การถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ การถูกล่วงละเมิด หรือการเจอเนื้อหาที่เป็นอันตราย มีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่สำคัญกว่า
จึงควรแยก “การจำกัดมือถือระหว่างคาบเรียน” ออกจาก “การแก้ปัญหาสุขภาพจิตหรือการใช้หน้าจอทั้งหมด” การเก็บโทรศัพท์ช่วงเรียนอาจช่วยลดสิ่งรบกวนและเปิดเวลาให้เด็กได้คุย เล่น หรือทำกิจกรรมกับเพื่อน แต่ไม่ได้ทดแทนการสอนเรื่องความปลอดภัยออนไลน์ การรับฟังปัญหา การป้องกันการกลั่นแกล้ง หรือการดูแลเด็กที่กำลังเดือดร้อน
หากโรงเรียนอ้างประโยชน์ด้านสุขภาพ ควรอธิบายให้ชัดว่าเป็นมาตรการลดการรบกวนในเวลาเรียน หรือเป็นการดูแลด้านใด พร้อมวิธีติดตามผลที่สมเหตุสมผล ไม่ควรใช้ถ้อยคำที่ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าการยึดมือถือเพียงอย่างเดียวจะรักษาปัญหาสุขภาพหรือพฤติกรรมได้ทุกชนิด
4. ทางเลือกมีมากกว่าการ “ห้ามเด็ดขาด” กับ “ปล่อยอิสระ”
โรงเรียนสามารถออกแบบกติกาได้หลายระดับตามอายุและบริบท เช่น
- ปิดและเก็บระหว่างคาบ: นักเรียนนำอุปกรณ์มาได้ แต่ปิดเสียงและเก็บในที่ที่โรงเรียนกำหนดตลอดเวลาเรียน
- ใช้เฉพาะเมื่อครูสั่ง: เปิดใช้เป็นช่วง ๆ เพื่อค้นข้อมูลหรือทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับบทเรียน แล้วเก็บเมื่อจบงาน
- กำหนดพื้นที่หรือเวลา: จำกัดการใช้ในห้องเรียนหรือบางช่วง เช่น เวลาพักและพื้นที่ส่วนกลาง แต่เปิดช่องทางอื่นให้ติดต่อครอบครัว
- ข้อยกเว้นเฉพาะราย: พิจารณาความจำเป็นด้านสุขภาพ ความพิการ การสื่อสาร หรืออุปกรณ์ช่วยเรียน โดยมีแนวทางที่เคารพความเป็นส่วนตัวของนักเรียน
ไม่มีแบบใดเหมาะกับทุกโรงเรียนโดยอัตโนมัติ การเก็บโทรศัพท์ต้องมีระบบรับฝากที่ปลอดภัย ใครรับผิดชอบเมื่อเกิดความเสียหายหรือสูญหาย และนักเรียนจะติดต่อผู้ปกครองในเหตุฉุกเฉินอย่างไร หากโรงเรียนเปิดให้ใช้เพื่อการเรียน ต้องระบุวิธีควบคุมแอป การถ่ายภาพเพื่อน และการไม่เผยแพร่ข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย
5. ก่อนโรงเรียนเริ่มเก็บมือถือ ผู้ปกครองควรถาม 7 ข้อนี้
- กติกาเริ่มใช้เมื่อใด และครอบคลุมนักเรียนระดับชั้นใด? ขอวันเริ่มใช้และรายละเอียดเป็นประกาศ ไม่ใช้การคาดเดาจากข่าวทั่วไป
- ต้องฝากเครื่องไว้ตรงไหนและใครดูแล? ถามเรื่องการติดชื่อ การล็อกพื้นที่จัดเก็บ การรับคืน และขั้นตอนเมื่อเครื่องหายหรือชำรุด
- ติดต่อกันในเหตุฉุกเฉินอย่างไร? ขอเบอร์สำนักงานหรือช่องทางของครูที่ผู้ปกครองใช้ได้ และถามว่าหากต้องรับเด็กกลับก่อนเวลาให้ทำอย่างไร
- มีกรณีจำเป็นทางสุขภาพหรือการเรียนที่ขอยกเว้นได้หรือไม่? ถามว่าใครเป็นผู้พิจารณา ต้องส่งเอกสารอะไร และข้อมูลส่วนตัวจะถูกเก็บรักษาอย่างไร
- ครูอนุญาตใช้เพื่อการเรียนแบบไหน? ให้โรงเรียนยกตัวอย่างกิจกรรมและวิธีแจ้งเมื่อหมดช่วงใช้งาน
- หากนักเรียนฝ่าฝืน มีขั้นตอนอย่างไร? ควรเข้าใจได้ สัดส่วนเหมาะสม และให้โอกาสเรียนรู้ ไม่ทำให้อับอายหรือลงโทษเกินเหตุ
- โรงเรียนรับฟังความเห็นและทบทวนผลอย่างไร? ถามว่าจะประเมินทั้งสมาธิในชั้นเรียน ความปลอดภัย การติดต่อครอบครัว และประสบการณ์ของนักเรียนเมื่อใด
คำตอบที่ชัดช่วยลดความกังวลทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะความกลัวเรื่องติดต่อไม่ได้หรือของหาย ซึ่งมักเป็นประเด็นที่ทำให้ผู้ปกครองไม่สบายใจมากกว่าตัวหลักการห้ามใช้ระหว่างบทเรียนเสียอีก
6. พ่อแม่คุยกับลูกอย่างไรไม่ให้กลายเป็นศึกแย่งมือถือ?
เริ่มจากถามว่าลูกกังวลอะไร ไม่ใช่เปิดบทสนทนาด้วยคำว่า “ติดมือถือ” เด็กอาจกลัวติดต่อบ้านไม่ได้ กลัวเพื่อนเข้าใจผิด กลัวเครื่องหาย หรือใช้เครื่องจดงานจริง ๆ เมื่อรู้เหตุผลแล้ว จึงช่วยกันตรวจประกาศโรงเรียนและทำแผนที่ใช้ได้ เช่น บันทึกเบอร์สำนักงานโรงเรียนไว้ ติดต่อผ่านครูที่ปรึกษา หรือเตรียมอุปกรณ์ทางเลือกเมื่อจำเป็น
อธิบายกติกาให้แคบและชัดว่าเป็นการพักโทรศัพท์ในบางเวลาเพื่อให้มีสมาธิ ไม่ใช่การยึดสิทธิ์ทั้งหมดหรือห้ามใช้เทคโนโลยีทุกสถานการณ์ ชวนลูกคิดด้วยว่าเวลาไหนควรใช้เพื่อเรียน เวลาไหนควรพักหน้าจอ และจะรับมืออย่างไรถ้าเพื่อนส่งข้อความระหว่างคาบ การให้เด็กมีส่วนร่วมวางแผนทำให้กติกาไม่รู้สึกเป็นคำสั่งที่ผู้ใหญ่ประกาศฝ่ายเดียว
ที่บ้านเองควรทำตัวเป็นตัวอย่าง เช่น ไม่หยิบโทรศัพท์ระหว่างมื้ออาหารหรือเวลาคุยกัน และกำหนดช่วงที่ทุกคนพักหน้าจอร่วมกัน วิธีนี้ช่วยสอนการจัดการอุปกรณ์ในชีวิตจริง มากกว่าพูดว่าเด็กต้องวางมือถือแต่ผู้ใหญ่ยังเปิดหน้าจอตลอดเวลา
7. โรงเรียนควรสอน “รู้เท่าทันดิจิทัล” ควบคู่กับการเก็บอุปกรณ์
เด็กยังต้องเติบโตในโลกที่มีโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต เมื่อพักมือถือในชั้นเรียนแล้ว โรงเรียนจึงควรใช้โอกาสนี้สอนทักษะที่การเก็บเครื่องอย่างเดียวสอนไม่ได้ เช่น ตรวจความน่าเชื่อถือของข้อมูล รู้จักข้อมูลส่วนตัว ขอความยินยอมก่อนถ่ายหรือแชร์รูป เข้าใจผลของการกลั่นแกล้งออนไลน์ และขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เมื่อพบเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัย
UNESCO เตือนว่าการจำกัดอุปกรณ์ไม่ได้ทำให้ความจำเป็นในการเรียนรู้ทักษะดิจิทัลหายไป โรงเรียนต้องสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองเวลาเรียนกับการเตรียมเด็กให้ใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ การมีครูเป็นผู้กำกับการใช้งานเพื่อเรียน การฝึกวิเคราะห์สื่อ และการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กแจ้งปัญหา จึงสำคัญพอ ๆ กับกติกาเรื่องการเก็บโทรศัพท์
สรุป: กติกาที่ดีต้องชัด เป็นธรรม และยังสอนให้เด็กใช้เทคโนโลยีเป็น
การจำกัดมือถือในโรงเรียนมีเหตุผลเมื่อช่วยคุ้มครองเวลาเรียน ลดสิ่งรบกวน และทำให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น แต่การห้ามอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบของทุกเรื่อง โรงเรียนควรประกาศขอบเขตและข้อยกเว้นอย่างโปร่งใส มีระบบเก็บรักษาที่เชื่อถือได้ เปิดช่องทางติดต่อฉุกเฉิน และใช้โทรศัพท์เพื่อการเรียนเมื่อมีเป้าหมายชัดเจน
สำหรับผู้ปกครอง คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ว่า “โรงเรียนยึดมือถือไหม” แต่คือ “กติกานี้แก้ปัญหาอะไร ดูแลเด็กอย่างไร และช่วยให้ลูกเรียนรู้การใช้ดิจิทัลอย่างรับผิดชอบด้วยหรือเปล่า” เมื่อตอบได้ครบ บ้านกับโรงเรียนก็ร่วมกันรักษาทั้งสมาธิ ความปลอดภัย และทักษะที่เด็กต้องใช้จริงในอนาคตได้ โดยไม่ต้องเลือกข้างระหว่างการเรียนกับเทคโนโลยี
แหล่งข้อมูล
- UNESCO Global Education Monitoring Report, “How many countries have phone bans in school?”, ปรับปรุง 18 ก.ย. 2569: https://www.unesco.org/gem-report/en/articles/how-many-countries-have-phone-bans-school
- UNICEF Innocenti, “Childhood in a Digital World”, มิ.ย. 2568: https://www.unicef.org/innocenti/reports/childhood-digital-world
- ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย, “437 โรงเรียนสังกัด กทม. เริ่มนำร่องห้ามใช้มือถือในเวลาเรียน”, 19 มี.ค. 2569 (ตรวจสอบกับสำนักงานประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร): https://www.antifakenewscenter.com/นโยบายรัฐบาล-ข่าวสาร/437-โรงเรียนสังกัด-กทม-เริ่มนำร่องห้ามใช้มือถือในเวลาเรียน/
- Amarin TV, “ชัชชาติ ดีเดย์ 18 พ.ค. ห้ามใช้มือถือในเวลาเรียน นำร่อง 437 โรงเรียน”, 13 มี.ค. 2569: https://www.amarintv.com/news/politic/540630
- ภาพปก: Ron Lach / Pexels, https://www.pexels.com/photo/thai-school-girls-in-uniforms-studying-by-desks-10643478/ (ใบอนุญาต Pexels: https://www.pexels.com/license/)
เขียนโดย หนึ่งวัน พันกว่าเรื่อง
หมู่บ้านที่มีบ้านร้างจำนวนมากเกิดขึ้นได้อย่างไร ? เมื่อคนหายไป แต่บ้านยังอยู่
แมตช์หยุดโลกกลางเดือน! เมื่อ ‘เจ้าพ่อปากแดง’ วัดพลัง ‘เจ้าแม่ตะเคียน’ งวด 16 ต.ค. 69 ใครแม่นกว่าเดี๋ยวรู้กัน
เปิดอันดับกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย ปี 2569
จังหวัดที่มี "สนามบิน 2 แห่ง" ในจังหวัดเดียว
รวมพฤติกรรมนักเรียน ที่ครูญี่ปุ่นรู้สึกเกลียดมาก
AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ตุลาคม 69
สถานีรถไฟกลางป่าแห่งนี้ เคยมีรถไฟผ่านทุกวัน แต่วันนี้กลับเงียบลง เพราะอะไร
หวยซองเงินล้าน งวด 16 ตุลาคม 2569
กระป๋องอาหารเกิดก่อน “ที่เปิดกระป๋อง” จริงหรือ? แล้วคนสมัยก่อนเปิดมันยังไง?
“เ...้ยกลายเป็นหงษ์” โพสต์สะดุดตา พาย้อนรู้จัก จีระเกียรติ อดีตผู้ว่าฯ กาญจนบุรี
เปิด 5 อบต. รายได้รวมสูงที่สุดในไทย ปี 2569 ตัวเลขทะลุพันล้าน!
เปิดเงินเดือนข้าราชการครู 2569 ตั้งแต่ครูผู้ช่วยถึง คศ.5 ได้เงินเดือนสูงสุดเท่าไร?
แมตช์หยุดโลกกลางเดือน! เมื่อ ‘เจ้าพ่อปากแดง’ วัดพลัง ‘เจ้าแม่ตะเคียน’ งวด 16 ต.ค. 69 ใครแม่นกว่าเดี๋ยวรู้กัน
รวมพฤติกรรมนักเรียน ที่ครูญี่ปุ่นรู้สึกเกลียดมาก
กระป๋องอาหารเกิดก่อน “ที่เปิดกระป๋อง” จริงหรือ? แล้วคนสมัยก่อนเปิดมันยังไง?
คลิปเสียงกลางรายการ เจแปนเล่าอีกมุม โทรตามลูกชายรับแม่ภัทรกลับบ้านถึง 2 ครั้ง
เปิดเงินเดือนข้าราชการครู 2569 ตั้งแต่ครูผู้ช่วยถึง คศ.5 ได้เงินเดือนสูงสุดเท่าไร?
สืบนครบาลปลอมตัวเป็น "คนเก็บขยะ" บุกจับกุม "บังดำ" รายใหญ่ประเวศ
กระป๋องอาหารเกิดก่อน “ที่เปิดกระป๋อง” จริงหรือ? แล้วคนสมัยก่อนเปิดมันยังไง?
เปิดเงินเดือนข้าราชการครู 2569 ตั้งแต่ครูผู้ช่วยถึง คศ.5 ได้เงินเดือนสูงสุดเท่าไร?
น้ำลดแล้ว อย่าเพิ่งกลับเข้าบ้าน ! 7 จุดเสี่ยงที่ต้องเช็กก่อนกลับเข้าอยู่
เปิด 5 จังหวัดในไทย ที่คนพูดถึงน้อย จนบางครั้งลืมไปว่ามีจังหวัดนี้อยู่!