ไขปริศนาดาวพุธ หดตัว ร่องรอยถูกซ่อนกว่า 4,000 ล้านปี งานวิจัยใหม่ชี้อาจหดถึง 11.6 กม.
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับการศึกษาดาวพุธแล้วรู้สึกว่านี่เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะดาวเคราะห์ที่เราอาจมองเห็นเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ บนท้องฟ้า กลับมีประวัติศาสตร์ภายในที่ซับซ้อนกว่าที่คิด
ดาวพุธ ดาวเคราะห์ที่อยู่ใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด และเป็นดาวเคราะห์ที่มีขนาดเล็กที่สุดในระบบสุริยะ กำลังกลายเป็นเป้าหมายสำคัญของนักวิทยาศาสตร์อีกครั้ง หลังงานวิจัยใหม่พบว่า การหดตัวของดาวพุธตลอดประวัติศาสตร์อาจมากกว่าที่เคยประเมินกันไว้
ตัวเลขที่กำลังได้รับความสนใจคือประมาณ 11.6 กิโลเมตรในแนวรัศมี
แต่ก่อนที่จะตกใจกับตัวเลขดังกล่าว ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า นี่ไม่ได้หมายความว่าดาวพุธกำลังหดตัวลง 11.6 กิโลเมตรในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือมนุษย์กำลังเฝ้ามองเห็นดาวดวงนี้เล็กลงต่อหน้าต่อตา
สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังพูดถึงคือ การหดตัวสะสมตลอดประวัติศาสตร์ของดาวพุธ ซึ่งกินเวลายาวนานหลายพันล้านปี จากกระบวนการที่ดาวค่อย ๆ สูญเสียความร้อนภายใน และหลักฐานสำคัญที่ใช้ศึกษาปรากฏการณ์นี้ก็คือ “รอยย่น รอยเลื่อน และโครงสร้างการบีบอัด” ที่หลงเหลืออยู่บนพื้นผิว
งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Geophysical Research Letters เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 โดยทีมที่นำโดย กาคุ นิชิยามะ (Gaku Nishiyama) จากสถาบันวิจัยอวกาศของศูนย์การบินและอวกาศเยอรมัน หรือ DLR พบว่า การประเมินการหดตัวของดาวพุธในอดีตอาจต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 10–30% เนื่องจากร่องรอยบางส่วนถูกพื้นผิวที่ขรุขระและเศษวัสดุจากการชนของวัตถุในอวกาศบดบังเอาไว้
เรื่องนี้จึงไม่ใช่เพียงการค้นพบว่า “ดาวพุธเล็กลง” เท่านั้น แต่กำลังนำไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ภายในดาวพุธกำลังบอกอะไรเราเกี่ยวกับวิวัฒนาการของดาวเคราะห์หินตลอดช่วงเวลาหลายพันล้านปี
ดาวพุธไม่ได้กำลังยุบตัวลงต่อหน้าต่อตา แต่กำลังทิ้งร่องรอยจากอดีตเอาไว้
คำว่า “ดาวพุธกำลังหดตัว” อาจฟังดูเหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ความจริงตรงกันข้าม
ดาวพุธก่อตัวขึ้นในช่วงแรก ๆ ของประวัติศาสตร์ระบบสุริยะ เมื่อประมาณ 4,500–4,600 ล้านปีก่อน ในเวลานั้นภายในดาวมีพลังงานและความร้อนสูงมาก วัสดุภายในยังอยู่ในสภาวะร้อนและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ดาวพุธค่อย ๆ สูญเสียความร้อนออกสู่อวกาศ
หลักการพื้นฐานทางฟิสิกส์บอกเราว่า เมื่อวัสดุภายในเย็นตัวลง วัสดุเหล่านั้นสามารถหดตัวได้ และเมื่อการหดตัวเกิดขึ้นภายในดาวทั้งดวง เปลือกแข็งที่อยู่ด้านนอกก็จำเป็นต้องปรับตัวตาม
การปรับตัวดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเรียบง่าย แต่ทำให้พื้นผิวเกิดแรงบีบอัดและสร้างโครงสร้างทางธรณีวิทยาขึ้นมา
หนึ่งในหลักฐานสำคัญคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า lobate scarps หรือหน้าผารอยเลื่อนลักษณะคล้ายหน้าผาที่เกิดจากการเลื่อนตัวของเปลือกดาว รวมถึงสันเขาและโครงสร้างที่เกิดจากการบีบอัดอื่น ๆ
พูดง่าย ๆ ก็คือ หากดาวพุธหดตัว พื้นผิวด้านนอกก็ต้อง “ย่น” เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของขนาดดาว
ร่องรอยเหล่านี้จึงเปรียบเสมือนรอยแผลเป็นที่เก็บบันทึกประวัติศาสตร์ของดาวพุธเอาไว้
นักวิทยาศาสตร์สามารถนำความยาว ความสูง การกระจายตัว และลักษณะของโครงสร้างเหล่านี้มาวิเคราะห์ย้อนกลับ เพื่อประเมินว่าดาวพุธเคยมีการหดตัวมากเพียงใด
แต่ปัญหาใหญ่คือ “หลักฐานบางส่วนหายไป”
นี่คือจุดที่ทำให้งานวิจัยครั้งล่าสุดน่าสนใจเป็นพิเศษ
ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พยายามประเมินการหดตัวของดาวพุธจากโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่สามารถมองเห็นได้บนพื้นผิว
แต่การมองเห็นไม่ได้หมายความว่าเรากำลังเห็นทุกอย่าง
ดาวพุธเป็นดาวเคราะห์ที่ถูกวัตถุจากอวกาศพุ่งชนมาเป็นเวลาหลายพันล้านปี การชนแต่ละครั้งสามารถสร้างหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ พร้อมทั้งเหวี่ยงเศษหินและวัสดุจากพื้นผิวกระจายออกไปโดยรอบ
เศษวัสดุที่กระจายจากการชนเรียกว่า ejecta
เมื่อวัสดุเหล่านี้ตกกลับลงบนพื้นผิว มันสามารถปกคลุมภูมิประเทศที่มีอยู่ก่อนหน้า และทำให้โครงสร้างทางธรณีวิทยาบางอย่างถูกบดบัง
นั่นหมายความว่า รอยเลื่อนหรือรอยย่นที่เกิดขึ้นในอดีตอาจยังอยู่ที่นั่น เพียงแต่เราไม่สามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจนอีกต่อไป
หากนักวิทยาศาสตร์นับเฉพาะโครงสร้างที่ยังมองเห็นได้ ก็มีโอกาสเกิดปัญหาทันที
เพราะสิ่งที่ถูกนับอาจเป็นเพียง “ส่วนที่เหลืออยู่” ของหลักฐานทั้งหมด
และหากหลักฐานหายไป การคำนวณการหดตัวก็อาจต่ำกว่าความเป็นจริง
นี่คือแนวคิดสำคัญที่ทีมวิจัยนำมาทดสอบในการศึกษาครั้งนี้
พื้นผิวที่ขรุขระอาจกำลังซ่อนประวัติศาสตร์ของดาวพุธ
ทีมวิจัยไม่ได้เพียงมองหารอยเลื่อนใหม่ แต่พยายามหาความสัมพันธ์ระหว่าง ความขรุขระของพื้นผิว กับจำนวนโครงสร้างที่เกี่ยวข้องกับการหดตัว
เหตุผลก็คือ พื้นผิวที่ขรุขระมากอาจเป็นสัญญาณว่าบริเวณนั้นได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ทางธรณีวิทยาหรือการชนที่ค่อนข้างใหม่กว่าในเชิงธรณีวิทยา
ทีมวิจัยจึงจัดทำแผนที่ความขรุขระของพื้นผิวดาวพุธในระดับทั่วทั้งดาว แล้วนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการบีบอัด
ผลที่พบมีความน่าสนใจมาก
บริเวณที่มีพื้นผิวขรุขระมากกลับพบโครงสร้างที่บ่งชี้การหดตัวน้อยลง
ในทางกลับกัน พื้นที่ที่พื้นผิวเรียบกว่ากลับสามารถพบโครงสร้างการบีบอัดได้มากกว่า
หากมองเพียงผิวเผิน อาจสงสัยว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
คำอธิบายหนึ่งคือ ในบริเวณที่มีเศษวัสดุจากการชนปกคลุมอยู่มาก ร่องรอยเดิมอาจถูกฝังหรือทำให้สังเกตได้ยาก
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ พื้นผิวที่ขรุขระอาจไม่ได้หมายความว่าไม่เคยเกิดการหดตัว แต่หมายความว่าเราอาจมองไม่เห็นหลักฐานของการหดตัวที่เคยเกิดขึ้นในบริเวณนั้น
งานวิจัยพบความสัมพันธ์ในลักษณะตรงข้ามระหว่างความขรุขระกับโครงสร้างการบีบอัด และนำความสัมพันธ์นี้มาพิจารณาเพื่อแก้ไขการประเมินเดิม
จากเดิมประมาณ 8.3 กิโลเมตร สู่ 11.6 กิโลเมตร
เมื่อแก้ไขผลกระทบจากการบดบังของพื้นผิวแล้ว ตัวเลขก็เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
การประเมินหนึ่งที่ใช้โครงสร้างการบีบอัดทั้งหมดให้ค่าการหดตัวในแนวรัศมีประมาณ 8.3 กิโลเมตร
แต่เมื่อทีมวิจัยนำอิทธิพลของความขรุขระบนพื้นผิวเข้ามาพิจารณา ค่าดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 11.6 กิโลเมตร
นั่นเท่ากับว่าค่าประมาณใหม่สูงกว่าค่าก่อนแก้ไขประมาณ 3.3 กิโลเมตร
หากมองเป็นสัดส่วน งานวิจัยประเมินว่าการหดตัวอาจถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 10–30% ขึ้นอยู่กับวิธีตีความและการเลือกโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่นำมาคำนวณ
ตรงนี้ต้องย้ำอีกครั้งว่า 11.6 กิโลเมตรไม่ใช่ตัวเลขที่หมายความว่ารัศมีของดาวพุธกำลังลดลง 11.6 กิโลเมตรในปัจจุบัน
มันคือค่าการหดตัวของรัศมีที่สะสมจากประวัติศาสตร์การเย็นตัวของดาวพุธตามแบบจำลองและหลักฐานทางธรณีวิทยา
ถ้าพูดเป็นเส้นผ่านศูนย์กลาง ตัวเลขดังกล่าวจะเทียบได้ประมาณ 23 กิโลเมตร
แต่แม้จะเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ งานวิจัยก็ยังเตือนว่า 11.6 กิโลเมตรอาจไม่ใช่เพดานสูงสุด
นักวิจัยมองว่าค่าที่ได้ควรถือเป็นการประมาณแบบค่อนข้างอนุรักษนิยม เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่อาจทำให้เราพลาดหลักฐานการหดตัวไปอีก
ทำไม 11.6 กิโลเมตรจึงมีความหมายมากกว่าที่คิด?
สำหรับคนทั่วไป 11.6 กิโลเมตรอาจฟังดูเหมือนระยะทางธรรมดา แต่สำหรับดาวเคราะห์ที่มีรัศมีประมาณ 2,440 กิโลเมตร การเปลี่ยนแปลงระดับนี้มีความหมายทางธรณีวิทยาอย่างมาก
เพราะการหดตัวของดาวเคราะห์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของขนาดภายนอก
มันเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน
นักวิทยาศาสตร์ใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการหดตัวเพื่อศึกษาวิวัฒนาการทางความร้อนของดาวพุธ เนื่องจากการสูญเสียความร้อนภายในมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างภายในและกระบวนการแข็งตัวของแกนดาว
ดังนั้น หากดาวพุธหดตัวมากกว่าที่เคยคิด แบบจำลองเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความร้อนและโครงสร้างภายในของดาวก็อาจต้องนำกลับมาทบทวน
ตัวแปรที่เกี่ยวข้องไม่ได้มีเพียงอุณหภูมิเท่านั้น แต่รวมถึงองค์ประกอบของแกนกลาง ปริมาณธาตุที่สร้างความร้อนภายใน ความหนาของชั้นต่าง ๆ และกระบวนการที่เกิดขึ้นระหว่างการเย็นตัวของดาวด้วย
ดาวพุธมีแกนโลหะขนาดใหญ่ และนั่นทำให้มันยิ่งน่าสนใจ
ดาวพุธมีลักษณะเฉพาะตัวเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์หินหลายดวงในระบบสุริยะ เพราะมันมีแกนกลางที่เป็นโลหะขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดของดาวทั้งดวง
การศึกษาการหดตัวจึงสามารถช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบแบบจำลองภายในของดาวพุธได้
หากดาวสูญเสียความร้อนและเกิดการหดตัวในระดับหนึ่ง กระบวนการดังกล่าวต้องสอดคล้องกับคุณสมบัติภายในบางอย่าง
แต่หากการหดตัวจริงมากกว่าที่เคยคิด แบบจำลองเกี่ยวกับการเย็นตัวของดาวก็อาจต้องปรับตาม
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมตัวเลขเพียงไม่กี่กิโลเมตรจึงสามารถสร้างความสนใจในวงการวิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์ได้
เพราะสิ่งที่เรากำลังวัดจากพื้นผิว อาจกำลังบอกเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นลึกลงไปภายในดาว ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นได้โดยตรง
รอยย่นบนพื้นผิวอาจเป็น “บันทึกเวลา” ของดาวพุธ
หากลองจินตนาการว่าดาวพุธเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง พื้นผิวของมันก็เปรียบเสมือนหน้ากระดาษที่ถูกเขียนทับมาหลายพันล้านปี
หลุมอุกกาบาตคือร่องรอยจากการชน
ภูเขาไฟและที่ราบลาวาคือหลักฐานของกิจกรรมภายใน
ส่วนหน้าผารอยเลื่อนและสันเขาบางชนิดก็คือหลักฐานของแรงบีบอัดที่เกิดขึ้นเมื่อดาวมีการหดตัว
ปัญหาก็คือ “หนังสือ” เล่มนี้ไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์
บางหน้าถูกฉีก
บางข้อความถูกเขียนทับ
บางส่วนถูกปกคลุมด้วยเศษวัสดุจากการชน
ดังนั้น การอ่านประวัติศาสตร์ดาวพุธจึงไม่ใช่เพียงการถ่ายภาพแล้วนับจำนวนรอยเลื่อน แต่ต้องพยายามตอบด้วยว่า หลักฐานที่มองไม่เห็นหายไปเพราะอะไร
งานวิจัยครั้งล่าสุดจึงมีความสำคัญ เพราะเสนอวิธีมองปัญหาอีกแบบหนึ่ง นั่นคือ หากบริเวณที่ขรุขระมีโอกาสซ่อนหลักฐานมากกว่า เราก็ควรนำผลกระทบดังกล่าวมาคิดในการประเมินการหดตัวด้วย
แต่ยังมีข้อควรระวัง ไม่ใช่ว่า 11.6 กิโลเมตรคือคำตอบสุดท้าย
แม้งานวิจัยจะนำไปสู่ตัวเลข 11.6 กิโลเมตร แต่ผู้เขียนงานวิจัยเองก็ไม่ได้เสนอว่าตัวเลขนี้เป็นคำตอบสุดท้ายแบบไม่มีข้อสงสัย
ประการแรก วิธีแก้ไขดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความขรุขระกับการมองเห็นโครงสร้างทางธรณีวิทยา
ประการที่สอง ยังมีแรงหรือกระบวนการอื่นที่อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนรูปของเปลือกดาวและทำให้การหดตัวที่แท้จริงมากกว่าที่สามารถตรวจพบจากภูมิประเทศได้
ประการที่สาม ภูมิประเทศบางพื้นที่ของดาวพุธได้รับผลกระทบจากภูเขาไฟและการไหลของลาวา ซึ่งสามารถปกคลุมโครงสร้างที่มีอยู่ก่อนหน้าได้เช่นกัน
ประการที่สี่ ความละเอียดของข้อมูลภูมิประเทศเองก็มีผลต่อการประเมินขนาดของโครงสร้าง
ด้วยเหตุนี้ นักวิจัยจึงมองว่าค่าการหดตัวจากหลักฐานทางธรณีวิทยาอาจยังเป็นค่าที่ต่ำกว่าความเป็นจริง และหากโครงสร้างที่ตรวจพบทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงกับการเย็นตัวทั่วทั้งดาวได้อย่างถูกต้อง การหดตัวจริงอาจมากกว่า 11.6 กิโลเมตรด้วยซ้ำ
เรื่องนี้ไม่ได้จบลงที่ดาวพุธ
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ แนวทางของงานวิจัยนี้อาจนำไปใช้กับดาวเคราะห์หรือวัตถุหินดวงอื่นได้
นักวิจัยระบุว่า ผลกระทบจากความขรุขระของพื้นผิวอาจมีความสำคัญต่อการศึกษาดวงจันทร์เช่นกัน
เหตุผลก็คือ ดวงจันทร์มีพื้นผิวที่ขรุขระในบางพื้นที่มากกว่าดาวพุธ และหากความขรุขระสามารถบดบังโครงสร้างทางธรณีวิทยาได้จริง การประเมินการเปลี่ยนแปลงขนาดของดวงจันทร์ในอดีตก็อาจมีหลักฐานบางส่วนที่ยังมองไม่เห็น
นั่นหมายความว่า วิธีการที่ใช้กับดาวพุธอาจกลายเป็นเครื่องมืออีกอย่างหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์ของวัตถุหินในระบบสุริยะ
แม้กระทั่งดาวอังคารก็อาจต้องพิจารณาปัจจัยด้านพื้นผิวในลักษณะที่ซับซ้อนเช่นกัน เพียงแต่ดาวอังคารมีทั้งกระบวนการจากน้ำ ลม และการเปลี่ยนแปลงของพื้นผิวอื่น ๆ ซึ่งทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างความขรุขระกับโครงสร้างทางธรณีวิทยาซับซ้อนกว่าดาวพุธ
ยาน BepiColombo อาจช่วยตอบคำถามที่ยังค้างคา
ข่าวดีสำหรับนักวิทยาศาสตร์คือ เรื่องราวของดาวพุธยังไม่ได้จบอยู่ที่ข้อมูลจาก MESSENGER
ภารกิจ BepiColombo ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์การอวกาศยุโรป หรือ ESA และองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่น หรือ JAXA กำลังมีบทบาทสำคัญในการศึกษาดาวพุธ
ภารกิจดังกล่าวมีเครื่องมือที่สามารถช่วยศึกษาพื้นผิวของดาวพุธในรายละเอียดมากขึ้น รวมถึงการวัดภูมิประเทศและความขรุขระในระดับที่ละเอียดขึ้น
นักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าข้อมูลจาก BepiColombo จะช่วยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างหลุมอุกกาบาต รอยเลื่อน สันเขา และโครงสร้างทางธรณีวิทยาอื่น ๆ ได้ชัดเจนกว่าเดิม
หากพบโครงสร้างใหม่หรือสามารถตรวจสอบโครงสร้างเดิมได้ละเอียดขึ้น ก็อาจช่วยตอบคำถามว่า 11.6 กิโลเมตรเป็นค่าที่ใกล้เคียงความจริงเพียงใด หรือแท้จริงแล้วดาวพุธเคยหดตัวมากกว่านั้น
มหาวิทยาลัยฮอกไกโดระบุว่า การสังเกตการณ์ในอนาคตจาก BepiColombo อาจช่วยปรับปรุงภาพความเข้าใจเกี่ยวกับการหดตัวของดาวพุธให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการตรวจวัดความขรุขระของพื้นผิวในระดับที่ละเอียดกว่าเดิม
ดาวพุธจึงไม่ได้ “ตายสนิท” อย่างที่ภาพจากระยะไกลอาจทำให้เราเข้าใจ
เมื่อพูดถึงดาวพุธ หลายคนอาจนึกถึงดาวเคราะห์ขนาดเล็ก สีเทา เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต และต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมสุดขั้วใกล้ดวงอาทิตย์
แต่เมื่อศึกษาลงไปในรายละเอียด ภาพกลับไม่ง่ายเช่นนั้น
ดาวพุธมีประวัติศาสตร์ทางธรณีวิทยาที่ซับซ้อน มีหลักฐานของการชน การเปลี่ยนแปลงพื้นผิว การเกิดภูเขาไฟในอดีต และการเปลี่ยนรูปของเปลือกดาวจากการหดตัว
แม้กิจกรรมทางธรณีวิทยาบางประเภทจะลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต แต่ดาวพุธยังคงเป็นหน้าต่างสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจว่า ดาวเคราะห์หินดวงหนึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างไรหลังจากก่อตัวขึ้น
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเจาะเข้าไปถึงแกนกลางของดาวเพื่อศึกษาว่าภายในเกิดอะไรขึ้น
เพียงแค่ศึกษารอยย่นบนพื้นผิวอย่างละเอียด นักวิทยาศาสตร์ก็สามารถย้อนกลับไปตั้งคำถามกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายพันล้านปีก่อนได้
ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดจากงานวิจัยนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลข 11.6 กิโลเมตร แต่คือวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลัง
เพราะในทางวิทยาศาสตร์ สิ่งที่เรามองเห็นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นหลักฐานทั้งหมดที่มีอยู่เสมอไป
กรณีของดาวพุธเป็นตัวอย่างที่เห็นภาพชัดเจนมาก นักวิทยาศาสตร์เคยใช้รอยเลื่อนและสันเขาบนพื้นผิวเป็นหลักฐานในการคำนวณการหดตัว แต่ต่อมากลับพบความเป็นไปได้ว่า หลักฐานบางส่วนอาจถูกเศษวัสดุจากการชนปกคลุมไปแล้ว
ดังนั้น ตัวเลขเดิมอาจไม่ได้ “ผิด” เพียงแต่กำลังสะท้อนข้อมูลที่มนุษย์สามารถมองเห็นได้ในเวลานั้น
เมื่อมีข้อมูลและวิธีวิเคราะห์ที่ดีขึ้น คำตอบก็สามารถถูกปรับปรุงได้
นี่เป็นธรรมชาติที่สำคัญของวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์ไม่ได้หมายความว่า เมื่อมีตัวเลขหนึ่งแล้วจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง แต่หมายถึงการพร้อมกลับไปตรวจสอบคำตอบเดิม เมื่อมีหลักฐานใหม่เข้ามา
เรื่องของดาวพุธจึงน่าสนใจตรงที่ นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายาม “อ่านสิ่งที่หายไป” ไม่ใช่เพียงอ่านสิ่งที่ยังมองเห็น
และเมื่อมองในมุมนี้ รอยย่นบนพื้นผิวดาวพุธจึงมีค่ามากกว่าภูมิประเทศธรรมดา เพราะมันเป็นเสมือนบันทึกความทรงจำของดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง
บันทึกนั้นกำลังบอกเราว่า ดาวพุธเคยร้อนเพียงใด สูญเสียความร้อนอย่างไร และภายในของมันเปลี่ยนแปลงมาอย่างไรตลอดหลายพันล้านปี
ที่สำคัญ ยังมีคำถามอีกมากที่ยังตอบไม่ได้อย่างสมบูรณ์
ดาวพุธหดตัวจริงเท่าไรกันแน่?
โครงสร้างที่นักวิทยาศาสตร์พบทั้งหมดเกิดจากการเย็นตัวของดาวหรือมีบางส่วนมาจากกระบวนการเฉพาะพื้นที่?
มีรอยเลื่อนอีกจำนวนเท่าใดที่ถูกเศษวัสดุจากการชนปกคลุมจนเรายังมองไม่เห็น?
และหากข้อมูลจาก BepiColombo ทำให้พบหลักฐานใหม่ ตัวเลข 11.6 กิโลเมตรจะยังคงอยู่หรือจะต้องปรับเพิ่มขึ้นอีก?
คำถามเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการหาคำตอบ
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ดาวพุธยังไม่หมดเรื่องให้มนุษย์ค้นหา
สรุป
งานวิจัยใหม่จากทีมของ กาคุ นิชิยามะ และคณะ ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Geophysical Research Letters เสนอว่า การหดตัวของดาวพุธตลอดประวัติศาสตร์อาจถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะพื้นผิวที่ขรุขระและเศษวัสดุจากการชนสามารถบดบังโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เกิดจากการหดตัวได้
เมื่อแก้ไขผลกระทบดังกล่าว การประเมินการหดตัวในแนวรัศมีเพิ่มจากประมาณ 8.3 กิโลเมตร เป็น 11.6 กิโลเมตร หรือเพิ่มขึ้นราว 3.3 กิโลเมตร และงานวิจัยประเมินว่าค่าการหดตัวก่อนหน้านี้อาจต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 10–30%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 11.6 กิโลเมตรไม่ควรถูกตีความว่า ดาวพุธกำลังเล็กลงอย่างรวดเร็วในยุคปัจจุบัน แต่เป็นการประมาณ การหดตัวสะสมในแนวรัศมีตลอดประวัติศาสตร์ของดาว จากการสูญเสียความร้อนภายใน
ที่สำคัญ นักวิจัยยังมองว่าตัวเลขดังกล่าวอาจเป็นเพียงค่าขั้นต่ำ เพราะยังมีปัจจัยอื่นที่สามารถซ่อนหลักฐานการหดตัวเอาไว้ได้
สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้อาจทำให้เราต้องมองดาวพุธเสียใหม่
จากดาวเคราะห์ดวงเล็กที่ดูเงียบงันและเต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาต ดาวพุธกลับกำลังทำหน้าที่เหมือนห้องทดลองตามธรรมชาติที่เก็บประวัติศาสตร์ของระบบสุริยะเอาไว้บนพื้นผิว
ทุกหน้าผา ทุกสันเขา และทุกโครงสร้างที่ดูเหมือนเป็นเพียงรอยย่นธรรมดา อาจกำลังบอกเล่าเรื่องราวของดาวดวงนี้ตั้งแต่เมื่อหลายพันล้านปีก่อน
และสิ่งที่มนุษย์เพิ่งค้นพบในวันนี้ อาจเป็นเพียงอีกหนึ่งหน้าของหนังสือเล่มใหญ่ที่ชื่อว่า “ประวัติศาสตร์ของดาวพุธ”
แหล่งที่มาของข้อมูล :
-
Gaku Nishiyama, Adrien Broquet, Nicola Tosi, Frank Preusker, Alexander Stark, Hauke Hussmann และ Ernst Hauber, “Underestimation of Planetary Contraction Due to Obscuration by Surface Roughness: The Case of Mercury,” วารสาร Geophysical Research Letters, เผยแพร่วันที่ 10 กันยายน 2569, DOI: 10.1029/2026GL124067 โดยงานวิจัยระบุว่าการหดตัวของดาวพุธอาจถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง 10–30% จากผลของความขรุขระและการบดบังโครงสร้างทางธรณีวิทยาบนพื้นผิว
-
American Geophysical Union (AGU) Newsroom, “Mercury is shrinking more than we thought,” เผยแพร่วันที่ 10 กันยายน 2569 ซึ่งเป็นข้อมูลประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับงานวิจัยฉบับดังกล่าว และยืนยันว่าการศึกษานี้เผยแพร่ในวารสาร Geophysical Research Letters
-
Hokkaido University, “Mercury may have shrunk by more than 10 kilometers over its history,” เผยแพร่เดือนกันยายน 2569 อธิบายว่า หลังคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างความขรุขระของพื้นผิวกับโครงสร้างทางธรณีวิทยา ค่าการหดตัวที่ประเมินได้เพิ่มจาก 8.3 กิโลเมตร เป็น 11.6 กิโลเมตร และระบุว่าค่าดังกล่าวอาจยังต่ำกว่าความเป็นจริง
-
ข้อมูลภารกิจ MESSENGER ของ NASA และข้อมูลภูมิประเทศที่นำมาใช้ในการศึกษาพื้นผิวและโครงสร้างทางธรณีวิทยาของดาวพุธ โดยงานวิจัยฉบับใหม่ใช้ข้อมูลภูมิประเทศและแผนที่ความขรุขระระดับโลกเพื่อเปรียบเทียบกับการกระจายตัวของโครงสร้างการหดตัว
-
ข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจ BepiColombo ของ ESA และ JAXA ตามที่กล่าวถึงในแหล่งข้อมูลของ Hokkaido University ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้การศึกษาพื้นผิวและโครงสร้างทางธรณีวิทยาของดาวพุธมีความละเอียดมากขึ้นในอนาคต
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
5 จังหวัด ที่ดินราคาประเมินถูกที่สุดในไทย ตารางวาเริ่มต้นหลักสิบมีจริง
เงินเดือนทหารลาวเทียบไทย ต่างกันแค่ไหน? เปิดตัวเลขค่าจ้างที่เห็นแล้วต้องรู้
เปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทย
รวม 10 พิธีกรข่าวดังของไทย ใครรายได้สูง และแต่ละคนมีรายได้เท่าไหร่?
10 วงดนตรีดังที่สุดในไทย ค่าตัวเล่นคอนเสิร์ตครั้งหนึ่งเท่าไหร่?
เปิด 5 อบต. รายได้รวมสูงที่สุดในไทย ปี 2569 ตัวเลขทะลุพันล้าน!
ปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลา หรือเลี่ยงภาษีที่ดิน?
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2569
ส่องสถิติเลขท้าย 2 ตัว ย้อนหลัง 10 ปี งวด 16 ต.ค. เด่นตัวไหนสุด?
เยอะมาก! เปิดยอดเงินรางวัล “บิว ภูริพล” หลังกวาด 2 ทอง 1 เงิน คว้า MVP เอเชียนเกมส์ 2026
4 สำนักเปิดข้อมูล งวด 16 ต.ค. 69 “ราชาตั๋วเด่น-เฮีย เสาชิงช้า” พบ 43-49 ตรงกัน
หวย 16 ต.ค. 69 “เลขกระแส” กับ “สถิติย้อนหลัง” ดูอะไรมีประโยชน์กว่ากัน? ย้อน 6 งวดวันเดียวกัน แล้วมีจุดหนึ่งที่ต้องระวัง
ปลูกต้นไม้ เลี้ยงปลา หรือเลี่ยงภาษีที่ดิน?
เงินเดือนทหารลาวเทียบไทย ต่างกันแค่ไหน? เปิดตัวเลขค่าจ้างที่เห็นแล้วต้องรู้
เปิดข้อมูลนักเรียนต่างสัญชาติในไทย จังหวัดไหนมีตัวเลขสูงที่สุด พร้อมดูตัวเลขจริง
เยอะมาก! เปิดยอดเงินรางวัล “บิว ภูริพล” หลังกวาด 2 ทอง 1 เงิน คว้า MVP เอเชียนเกมส์ 2026
ถอดรหัส "คำผวน" มรดกภูมิปัญญาทางภาษาและความอัจฉริยะของสมองไทย
เปิดเลข เนวิน ครบ 68 ปี เลข 4–68–2 โผล่ชัด คอหวยจับตางวด 16 ต.ค. 69
เปิดเลข เนวิน ครบ 68 ปี เลข 4–68–2 โผล่ชัด คอหวยจับตางวด 16 ต.ค. 69
คนไทยเต็มฟรอนต์โรว์ แบรนด์ระดับโลกแห่เลือก แต่โจทย์ใหญ่คือ จะอยู่ได้นานแค่ไหน
เปิดกรุเหรียญ ร.9 ที่นักสะสมตามหา จากเหรียญไม่กี่บาท สู่ราคาหลักแสน–ล้าน
วิน มิน ตัน สาวพม่าผู้ดังไกลถึงโลกตะวันตก เล่นหนังเรื่องเดียว ก่อนเลือกหายจากวงการ
