ถ้าผมเล่าเรื่อง UFO แล้วใครจะเชื่อผม
เรื่องนี้ถ้าผมเล่าให้ใครฟังในยุคนั้น หรือแม้กระทั่งนำมาเล่าให้คนในยุคนี้ฟัง ทุกคนคงหัวเราะร่า แล้วชี้หน้าบอกว่าพวกมึงเอ๋ย... คงเพ้อเจ้อเพราะฤทธิ์ของสมุนไพรใบเขียวเป็นแน่แท้ แต่เชื่อเถอะครับว่า ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ ไม่เคยพร่ามัวหรือเลือนหายไปตามกาลเวลาเลยสักนิด ทุกรายละเอียด ทุกความรู้สึก ทุกเสียงตะโกน และดวงไฟสีเหลืองนวลวับวามเหนือน่านฟ้าในคืนนั้น มันคือ "เรื่องจริง" ที่ติดตัวพวกผมทุกคนมาจนถึงทุกวันนี้
ย้อนกลับไปประมาณปี พ.ศ. 2522 ในยุคนั้นพวกผมยังเป็นเพียงเด็กวัยรุ่น เลือดร้อน ก๋าแก่น และเต็มไปด้วยความคึกคะนองตามประสาคนวัยนั้น อายุของผมตอนนั้นก็ราวๆ 18 ปีเต็ม ส่วนเพื่อนๆ ในกลุ่มที่ร่วมชะตากรรมด้วยกันอีก 3-4 คน อายุมากที่สุดในกลุ่มก็คงไม่เกิน 22 ปี ยุคนั้นโลกยังไม่ได้หมุนไวเหมือนสมัยนี้ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีโซเชียลมีเดียให้ก้มหน้ามอง สิ่งเดียวที่พวกเราทำในยามว่างจากงานหรือการเรียน คือการรวมตัวกันออกหาสถานที่ลับตาคน เพื่อปลดปล่อยความคึกคะนองตามวิถีวัยรุ่นยุค 70s
คืนนั้นเป็นเวลาประมาณสามทุ่มกว่า ๆ อากาศกำลังเย็นสบาย ความคะนองมันเรียกร้องให้พวกผมรวมตัวกันได้ประมาณ 4-5 คน พวกเรานัดหมายกันไปสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งคนแถวนั้นรู้จักกันดีว่าเป็น "ป่ากก" บริเวณนั้นเป็นทุ่งกว้างขนาดใหญ่ มีต้นกกขึ้นสูงลิ่วทึบแน่นจนแทบจะมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน ซึ่งสถานที่แบบนี้นี่แหละครับคือสวรรค์น้อยๆ ของพวกเราในยามนั้น
พวกเราช่วยกันย่องเข้าไป ถางพงหญ้าและลุยเข้าไปข้างในป่ากก ช่วยกันเคลียร์พื้นที่ตรงกลางให้กลายเป็นลานกว้างขนาดพอดีๆ สำหรับนั่งล้อมวงกัน พอทำเสร็จแล้วเข้าไปนั่งข้างใน บอกได้คำเดียวเลยว่ามันสบายเหลือเกิน มันทั้งโปร่ง ทั้งโล่ง แถมลมพัดเย็นสบาย ที่สำคัญที่สุดคือมันสามารถหลบเลี่ยงจากสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาภายนอกได้อย่างมิดชิด เหมาะแก่การตั้งวง "ดูดกัญชา" สมุนไพรยอดฮิตของวัยรุ่นยุคนั้นอย่างยิ่ง
บรรยากาศในตอนนั้นเต็มไปด้วยความผ่อนคลาย เสียงหัวเราะหยอกล้อกันตามประสาเพื่อนฝูง อารมณ์กำลังเคลิ้มๆ สบายๆ ได้ที่ ทุกคนกำลังจมลงสู่ความมึนนิด ๆ แต่แล้ว... ความเงียบสงบในคืนนั้นก็ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ด้วยบางสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เจอในชีวิตนี้
ขณะที่พวกเรากำลังนั่งเคลิ้มกันอยู่ สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นแสงสว่างแวบๆ ผิดปกติ สะท้อนลงมาจากทางด้านบน พอมองขึ้นไปเหนือศีรษะ หัวใจผมตกลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที แสงนั้นมันไม่ใช่แสงแดด และไม่ใช่แสงสะท้อนจากกระจก แต่มันเป็นแสงสว่างวับๆ ที่เคลื่อนตัวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
"เฮ้ย! เฮ้ยพวกมึง ดูโน่นดิ!" ผมตะโกนออกมาสุดเสียง
เพื่อนทุกคนที่กำลังเคลิ้มๆ อยู่ต่างตกใจ แหงนหน้าขึ้นไปมองตามมือผมพร้อมกัน ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของพวกเราทั้ง 4-5 คนในตอนนั้น มันคือวัตถุขนาดมหึมา ลอยอยู่เหนือหัวพวกเราในระยะที่ใกล้มาก ใกล้จนรู้สึกได้ถึงความอึดอัด มันคือวัตถุทรงแปลกประหลาดที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนในชีวิต มีดวงไฟสีเหลืองสว่างวับๆๆๆ เปล่งแสงสลับกันไปมาอยู่รอบตัวยานเต็มไปหมด ทุกคนอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกันด้วยความตื่นตะลึงและขวัญผวา
"เฮ้ย! นั่นมัน... ยานอวกาศนี่หว่า!"
ความรู้สึกในวินาทีนั้น มันเหมือนโลกหมุนช้าลง ยานลำนั้นมันใหญ่โตและลอยต่ำลงมาเรื่อยๆ ต่ำเสียจนพวกเรารู้สึกว่ามันแทบจะกดทับลงมาบนหัวของพวกเราในป่ากกแห่งนั้น ด้วยความกลัวสุดขีด กลัวว่ายานจะร่วงลงมาทับร่างจนแหลกเหลว พวกเราทุกคนต่างกระโดดสลัดความเคลิ้มทิ้งไปทันที แล้วสปรินท์ตัวกระโดดพรวดออกจากวงที่นั่งอยู่ แตกกระเจิงไปคนละทิศคนละทางอย่างไม่คิดชีวิต
แต่แปลกตรงที่ ยานลำนั้นไม่ได้ร่วงลงมาทับพวกเราอย่างที่คิด มันหยุดนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ลอยตัวสูงขึ้นอย่างเงียบเชียบ ไม่มีเสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม ไม่มีแรงลมปะทะที่รุนแรง มีเพียงไฟสีเหลืองสว่างแวบๆๆๆ ที่ยังคงทอแสงวูบวาบอยู่รอบตัวยาน มันค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของพวกเรา
ด้วยความสงสัยและความอยากรู้อยากเห็นที่สู้กับความกลัวในจิตใจ หลังจากตั้งสติได้ และเห็นว่ามันกำลังบินลอยห่างออกไป พวกเราที่กระโดดแตกวงกันไปในตอนแรก กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง แล้วออกวิ่งตามมันไป! ใช่ครับ... พวกเราวิ่งตามยานอวกาศ!
ณ วินาทีนั้น ไม่มีใครพูดถึงเรื่องตาฝาด ไม่มีใครคิดว่าตัวเองเมา เพราะเพื่อนทุกคนเห็นตรงกันหมด 100% ลายละเอียดของดวงไฟสีเหลือง ทิศทางการลอย ทุกคนเห็นเหมือนกันหมดชนิดที่ว่าไม่อาจปฏิเสธได้ พวกเราวิ่งกระหืดกระหอบตามแสงไฟสีเหลืองนั้นไปอย่างไม่ลดละ
ยานลำนั้นค่อยๆ ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นจุดเล็กๆ บนท้องฟ้า
ในระหว่างที่วิ่งตามนั้น บังเอิญว่าเส้นทางไปสกัดเข้ากับกำแพงปูนสูง ซึ่งเป็นกำแพงกั้นเขตของหน่วยราชการแห่งหนึ่ง แต่นาทีนั้นไม่มีอะไรหยุดยั้งพวกเราได้อีกแล้ว ด้วยความอยากเห็นให้แน่ชัด พวกเราทุกคนตัดสินใจกระโดดเหนี่ยวตัวปีนขึ้นไปบนกำแพงนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วออกวิ่งต่อกันบนขอบกำแพงกั้นของหน่วยงานราชการนั้นทันที
เป็นภาพวัยรุ่น 4-5 คน วิ่งทอดตัวไปตามแนวยาวของกำแพง สายตาจดจ้องมองขึ้นไปบนฟ้า มองยานลำนั้นที่กำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้าออกไปทางทิศทางของ "ทะเล"
พวกเราวิ่งตามกันไปจนสุดแนวความยาวของกำแพงราชการนั้น กระทั่งไม่สามารถวิ่ง ต่อไปได้อีก ยานอวกาศลำนั้นค่อยๆ ลอยลับสายตา หายลับไปในเส้นขอบฟ้าทางฝั่งทะเล ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบและพวกเราที่กำลังยืนหอบเหนื่อยอยู่บนกำแพง
พวกเราตัดสินใจกระโดดลงมาจากกำแพง กลับมานั่งจับเจ่ารวมกลุ่มกันอีกครั้งบนพื้นดิน บรรยากาศในการนั่งคุยกันรอบนี้แตกต่างจากตอนแรกโดยสิ้นเชิง ความเคลิ้มหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงความตื่นตระหนก ความทึ่ง และคำถามมากมายที่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบได้
"มึงเห็นเหมือนที่กูเห็นไหม?"
"เห็นดิไฟสีเหลืองวับๆ ยานลำเบ้อเร่อเลย!"
"แล้ว... พวกเราจะไปบอกเรื่องนี้กับใครได้วะ?"
คำถามสุดท้ายของเพื่อนในกลุ่ม ทำเอาทุกคนเงียบกริบลงทันที... เพราะพวกเรารู้ดีแก่ใจว่า ถ้าเดินออกไปบอกผู้ใหญ่ บอกพ่อแม่ หรือบอกใครก็ตามว่า "วันนี้พวกผมเห็นยานอวกาศลอยอยู่เหนือหัว" สิ่งแรกที่คนเหล่านั้นจะถามกลับมาก็คือ "แล้วพวกมึงไปทำอะไรกันมา?"
ถ้าพวกเราตอบตามจริงว่า "ไปนั่งดูดกัญชาในป่ากกกันมาครับ" ผลลัพธ์มันชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดี... ทุกคนคงจะหัวเราะเยาะ แล้วสรุปง่ายๆ ทันทีว่า "พวกมึงตาฝาด! พวกมึงเมาจนหลอนไปเองมากกว่า!" ไม่มีใครเชื่อหรอกครับว่าเด็กวัยรุ่นที่เพิ่งซอยกัญชามา จะเจอ UFO ของจริง
แต่สำหรับพวกผมทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น พวกเราต่างยึดมั่นและยอมรับจากหัวใจเลยว่า "มันคือเรื่องจริง" สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่ภาพ hallucination ไม่ใช่ความฝัน และพวกเราทุกคนไม่ได้ตาฝาดเพราะเห็นตรงกันทุกรายละเอียด ทุกทิศทาง ทุกจังหวะการเคลื่อนไหว
ด้วยเหตุนี้เอง ตั้งแต่วันนั้นในปี พ.ศ. 2522 พวกเราจึงทำได้เพียงกอดเก็บความลับนี้เอาไว้ ไม่กล้าไปเล่าให้ใครฟังอย่างเป็นทางการ ได้แต่เก็บมันไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำ คุยกันเองเฉพาะในกลุ่มเพื่อนเวลาที่ได้กลับมารวมตัวกันเท่านั้น
กาลเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายสิบปี จากเด็กวัยรุ่นอายุ 18 ในวันนั้น ปัจจุบันพวกผมก็เติบโตจนกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีวัยและประสบการณ์ชีวิตมากมาย แต่ภาพของยานอวกาศไฟสีเหลืองวับๆ ที่ลอยเหนือป่ากก แล้วบินลับออกสู่ท้องทะเลในวันนั้น ก็ยังคงแจ่มชัดไม่เคยเปลี่ยน ก่อนที่ความทรงจำชิ้นนี้จะเลือนหายไปตามกาลเวลาและอายุขัย ผมจึงขอถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดนี้ออกมาเป็นตัวอักษร เพื่อบันทึกไว้ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ยุค พ.ศ. 2522 พวกเราได้เคยสัมผัสกับสิ่งเร้นลับเหนือน่านฟ้าด้วยตาตัวเองมาแล้วจริงๆ...
เขียนโดย สร้อยนกเขา
โรงเรียนมัธยมที่มีการแข่งขันกันสูงและสอบเข้ายากมากที่สุดในประเทศไทย
ประธานบริษัทราปิดัส กำลังพิจารณาสร้างโรงงานผลิตชิปบนดวงจันทร์ ภายในปี 2040
นักกีฬาจากเกาหลีเหนือเดินทางถึงญี่ปุ่น เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันเอเชียนเกมส์แล้ว
7 ย่านสถานบันเทิงยามค่ำคืน ที่เงินหมุนเวียนมหาศาลในไทย
ย้อนรอย 6 ห้างดังในกรุงเทพฯ ที่เคยคึกคัก ตั้งแต่ไทยไดมารู เมอร์รี่คิงส์ ถึงนิวเวิลด์และตั้งฮั่วเส็ง วันนี้เหลืออะไรไว้บ้าง
เห็นทุกครั้งแต่แทบไม่เคยสนใจ หลักกิโลเมตรข้างถนนมีไว้ทำอะไร
ความลับใต้สายน้ำ: ทำไม “สมบัติทองคำ” ใต้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่มีใครแตะต้องได้
เลขเด็ด อ.น๊อตตี้ งวด 16 ก.ย. 69
นายกเทศมนตรีญี่ปุ่น ประกาศทำสงครามนินจา
AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ก.ย.69
กินข้าวคนเดียวบ่อยๆ ไม่ใช่แค่เหงา แล้วทำไมอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพสมอง ?
6 ตลับเมตรเหล็กโบราณ ที่นักสะสมตามหา แพงสุดเท่าไหร่?
นายกเทศมนตรีญี่ปุ่น ประกาศทำสงครามนินจา
กินข้าวคนเดียวบ่อยๆ ไม่ใช่แค่เหงา แล้วทำไมอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพสมอง ?
7 ย่านสถานบันเทิงยามค่ำคืน ที่เงินหมุนเวียนมหาศาลในไทย
อำเภอไหนมีร้านหมูกระทะและชาบูจดทะเบียนมากที่สุด
"โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ" บนเขื่อนขนาดใหญ่ เขายึดแผงโซลาร์เซลล์นับแสนแผงยังไงไม่ให้ไหลตามกระแสน้ำ?
พม. CARE เปิดสิทธิช่วยคนเดือดร้อน! สูงสุด 3,000 บาท เช็ก 6 กลุ่ม ใครยื่นได้บ้าง?
ห้องที่ดูเรียบง่าย เครื่องวางเรียงรายเพียงภาพแขวนผนังเก่าๆ ให้ความหมายได้มากกว่าสิ่งใดในความรู้สึก
นิยายชายหญิงถูกกลบจริงหรือ เปิดความจริงยุค BL–GL มาแรง ตลาดนักอ่านไทยกำลังเปลี่ยนไป
รู้ไหม หวยไทยไม่ได้เริ่มที่ 1 และ 16 เปิดที่มา 2417 ใครกำหนดวันหวยออกจนถึงวันนี้

