ช็อกกำลังซื้อ 33 ประเทศต้องทำงานกี่วันซื้อ iPhone 17 Pro ไทย 61 วัน อินเดียพุ่ง 160 วัน
เมื่อครู่นี้ ผู้เขียนได้อ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับการเปรียบเทียบจำนวนวันทำงานที่คนในประเทศต่าง ๆ ต้องใช้เพื่อให้มีรายได้เทียบเท่ากับราคาของ iPhone 17 Pro แล้วรู้สึกว่าน่าสนใจไม่น้อย เพราะตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงเรื่องของโทรศัพท์มือถือราคาแพงเท่านั้น แต่ยังทำให้เห็นภาพความแตกต่างของ “กำลังซื้อ” ระหว่างแรงงานในแต่ละประเทศได้อย่างชัดเจน
ลองคิดง่าย ๆ ว่า หากคนสองคนอยู่คนละประเทศ และต้องการซื้อโทรศัพท์รุ่นเดียวกัน ราคาอาจไม่ได้แตกต่างกันจนถึงขั้นหลายสิบเท่า แต่จำนวนเวลาที่ทั้งสองคนต้องใช้เพื่อหาเงินให้ได้เท่ากับราคาโทรศัพท์กลับแตกต่างกันอย่างมหาศาล
คนหนึ่งอาจต้องใช้เวลาทำงานเพียง 3 วัน
อีกคนหนึ่งอาจต้องใช้เวลาถึง 160 วัน
นี่คือภาพที่การจัดอันดับครั้งนี้พยายามนำเสนอ
ข้อมูลดังกล่าวมาจากการจัดทำของ Tenscope ซึ่งนำราคาจำหน่าย iPhone 17 Pro ความจุ 256GB ในแต่ละประเทศมาเปรียบเทียบกับข้อมูลค่าจ้างเฉลี่ยและชั่วโมงทำงาน โดยกำหนดให้หนึ่งวันทำงานเท่ากับ 8 ชั่วโมง ก่อนนำมาคำนวณว่าแรงงานโดยเฉลี่ยในแต่ละประเทศต้องใช้เวลาทำงานกี่วันจึงจะมีรายได้เทียบเท่ากับราคาของโทรศัพท์เครื่องดังกล่าว
Visual Capitalist ได้นำข้อมูลชุดนี้มานำเสนอเป็นภาพเปรียบเทียบ 33 ประเทศ และผลที่ออกมาน่าสนใจมาก เพราะช่องว่างระหว่างประเทศที่อยู่หัวตารางกับท้ายตารางห่างกันหลายสิบเท่า
สำหรับประเทศไทย ตัวเลขอยู่ที่ 61 วันทำงาน
ขณะที่ลักเซมเบิร์กและสวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่เพียง 3 วัน
ส่วนอินเดียอยู่ที่ 160 วัน
เพียงสามตัวเลขนี้ก็มองเห็นภาพได้แล้วว่า โทรศัพท์มือถือเครื่องเดียวกันสามารถมี “ต้นทุนที่แท้จริง” แตกต่างกันอย่างมาก หากนำไปเทียบกับรายได้ของคนในแต่ละประเทศ
แต่ก่อนจะตกใจกับตัวเลข 61 วัน ผู้เขียนอยากชวนทำความเข้าใจก่อนว่า ตัวเลขนี้หมายถึงอะไร และไม่ได้หมายถึงอะไร
เพราะหากอ่านเพียงพาดหัวว่า “คนไทยต้องทำงาน 61 วันถึงจะซื้อ iPhone ได้” ก็อาจเข้าใจผิดว่า คนไทยทุกคนจะต้องทำงานครบ 61 วันแล้วจึงสามารถซื้อโทรศัพท์เครื่องหนึ่งได้จริง
ความจริงไม่ได้หมายความเช่นนั้น
61 วันของไทย หมายถึงอะไร?
ตัวเลข 61 วันเป็นตัวเลขเชิงเปรียบเทียบด้าน ความสามารถในการซื้อสินค้าเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ย ไม่ใช่แผนการออมเงินของคนไทยแต่ละคน
กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ การคำนวณตั้งคำถามว่า หากนำค่าจ้างเฉลี่ยมาเทียบกับราคาของ iPhone 17 Pro แล้ว ต้องใช้เวลาทำงานกี่ชั่วโมงจึงจะมีรายได้เท่ากับราคาโทรศัพท์ และเมื่อแปลงชั่วโมงดังกล่าวเป็นวันทำงาน โดยกำหนดวันละ 8 ชั่วโมง ก็ออกมาเป็นจำนวนวันที่เราเห็นในตาราง
Tenscope ระบุว่า ดัชนีนี้ใช้ iPhone 17 Pro ความจุ 256GB เป็นสินค้าอ้างอิง และคำนวณจำนวน “วันทำงานเต็มวัน” จากการทำงานวันละ 8 ชั่วโมง โดยข้อมูลค่าจ้างและชั่วโมงทำงานของแต่ละประเทศอ้างอิงข้อมูลสถิติขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO
ดังนั้น 61 วันจึงควรอ่านว่า
“รายได้จากเวลาทำงานตามสมมติฐานของดัชนี มีมูลค่าเทียบเท่ากับราคา iPhone 17 Pro ในประเทศไทยภายในประมาณ 61 วันทำงาน”
ไม่ใช่
“คนไทยต้องเก็บเงิน 61 วันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นจึงจะซื้อโทรศัพท์ได้”
สองประโยคนี้มีความหมายแตกต่างกันมาก
ในชีวิตจริง คนทำงานย่อมไม่สามารถนำรายได้ทั้งหมดไปซื้อโทรศัพท์ได้ เพราะยังต้องรับผิดชอบค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าหรือค่าผ่อนบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่ายในครอบครัว หนี้สิน และค่าใช้จ่ายจำเป็นอื่น ๆ
เพราะฉะนั้น หากจะนำตัวเลขนี้ไปพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจ ควรใช้คำว่า “กำลังซื้อเมื่อเทียบกับรายได้” จะเหมาะสมกว่าการบอกว่าเป็นจำนวนวันที่คนทั่วไปต้องทำงานจริงเพื่อซื้อโทรศัพท์
เปิดตารางครบ 33 ประเทศ ใครอยู่ตรงไหน?
เมื่อเรียงข้อมูลจากประเทศที่ใช้จำนวนวันทำงานน้อยที่สุดไปจนถึงประเทศที่ใช้เวลามากที่สุด จะเห็นความแตกต่างค่อนข้างชัด
อันดับต้นตาราง ได้แก่ ลักเซมเบิร์กและสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งใช้เพียง 3 วันทำงาน
สหรัฐอเมริกา เบลเยียม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และนอร์เวย์ อยู่ที่ 4 วัน
จากนั้นออสเตรเลีย ออสเตรีย ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ เยอรมนี และแคนาดาอยู่ที่ 5 วัน
ฝรั่งเศสและสวีเดนอยู่ที่ 6 วัน ขณะที่สหราชอาณาจักรและนิวซีแลนด์อยู่ที่ 7 วัน
สิงคโปร์ อิตาลี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ที่ 8 วัน ส่วนสเปนอยู่ที่ 9 วัน
หลังจากนั้นจำนวนวันเริ่มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เช็กเกียอยู่ที่ 12 วัน
โปแลนด์ 17 วัน
โปรตุเกส 24 วัน
ฮังการี 27 วัน
ชิลี 32 วัน
มาเลเซีย 45 วัน
ไทย 61 วัน
บราซิล 77 วัน
ตุรกี 89 วัน
เวียดนาม 99 วัน
ฟิลิปปินส์ 101 วัน
และอินเดียอยู่ท้ายตารางที่ 160 วัน
ข้อมูลการจัดอันดับทั้ง 33 ประเทศดังกล่าวตรงกับข้อมูลที่ Visual Capitalist เผยแพร่โดยอ้างอิงชุดข้อมูลจาก Tenscope
หากมองเพียงรายชื่อประเทศ อาจรู้สึกว่าเป็นเพียงตารางตัวเลขธรรมดา แต่เมื่อเปลี่ยนตัวเลขเหล่านี้ให้เป็น “เวลาของชีวิต” ภาพกลับน่าสนใจขึ้นมาก
เพราะ 3 วันกับ 160 วันไม่ใช่ความแตกต่างเพียงเล็กน้อย
มันคือช่องว่างระหว่างการทำงานไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์กับการต้องแลกเวลาทำงานหลายเดือน
ไทย 61 วัน อยู่กลางค่อนไปทางท้ายของตาราง
ประเทศไทยอยู่ที่ 61 วัน จากทั้งหมด 33 ประเทศที่ถูกนำมาเปรียบเทียบ
หากมองเฉพาะตัวเลขนี้ ไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ซื้อ iPhone 17 Pro ได้ด้วยรายได้เพียงไม่กี่วัน และก็ไม่ได้อยู่ท้ายสุดของตารางเช่นกัน
แต่เมื่อเทียบกับประเทศที่อยู่ใกล้เคียงกัน จะเห็นความแตกต่างที่น่าสนใจ
สิงคโปร์อยู่ที่ 8 วัน
มาเลเซียอยู่ที่ 45 วัน
ไทยอยู่ที่ 61 วัน
เวียดนามอยู่ที่ 99 วัน
ฟิลิปปินส์อยู่ที่ 101 วัน
อินเดียอยู่ที่ 160 วัน
นี่ทำให้เห็นว่าคำว่า “เอเชีย” ไม่ได้หมายความว่ากำลังซื้อของประชาชนในแต่ละประเทศจะใกล้เคียงกันทั้งหมด
แม้ประเทศจะอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน แต่ระดับค่าจ้าง ราคาสินค้า ชั่วโมงการทำงาน และโครงสร้างเศรษฐกิจแตกต่างกัน จึงทำให้จำนวนวันทำงานที่ต้องใช้ซื้อสินค้าชิ้นเดียวกันแตกต่างกันอย่างมาก
และเมื่อดูเฉพาะไทยกับมาเลเซีย ตัวเลขก็ห่างกันพอสมควร
มาเลเซียอยู่ที่ 45 วัน
ไทยอยู่ที่ 61 วัน
ส่วนสิงคโปร์นั้นห่างออกไปมาก โดยอยู่ที่เพียง 8 วัน
ตัวเลขนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การเปรียบเทียบราคาสินค้าเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ
สิ่งที่ควรถามต่อคือ
“คนในประเทศนั้นต้องใช้เวลาทำงานนานเท่าไรเพื่อหาเงินจำนวนดังกล่าว?”
คำถามนี้ต่างหากที่ทำให้เราเห็นเรื่องกำลังซื้อได้ชัดขึ้น
ประเทศที่ใช้เพียง 3–5 วัน ทำไมตัวเลขจึงต่างจากไทยมาก?
ลักเซมเบิร์กและสวิตเซอร์แลนด์อยู่ที่ 3 วัน
สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 4 วัน
เบลเยียม เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และนอร์เวย์ก็อยู่ที่ 4 วัน
ส่วนออสเตรเลีย ออสเตรีย ฟินแลนด์ ไอร์แลนด์ เยอรมนี และแคนาดาอยู่ที่ 5 วัน
สิ่งหนึ่งที่ควรเข้าใจคือ ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แปลว่า iPhone ในประเทศเหล่านั้นถูกกว่าประเทศอื่นหลายสิบเท่า
หัวใจสำคัญอยู่ที่ อัตราส่วนระหว่างราคาสินค้ากับรายได้
หากประเทศหนึ่งมีค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่า ราคาสินค้าที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกันก็จะกินสัดส่วนรายได้ของคนทำงานน้อยกว่า
ในทางกลับกัน หากค่าจ้างเฉลี่ยต่ำกว่า แม้ราคาสินค้าจะไม่ได้สูงกว่าประเทศอื่นมากนัก สินค้าชิ้นเดียวกันก็สามารถกลายเป็นภาระทางรายได้ที่ใหญ่กว่ามาก
นี่คือเหตุผลที่การดู “จำนวนวันทำงาน” สามารถช่วยทำให้เรื่องกำลังซื้อเข้าใจง่ายกว่าการดูราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว
ยุโรปก็ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ประเทศยุโรปจำนวนมากจะอยู่ในกลุ่มที่ใช้เวลาทำงานน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศยุโรปทุกประเทศจะมีความสามารถในการซื้อเท่ากัน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ
เยอรมนี 5 วัน
โปแลนด์ 17 วัน
โปรตุเกส 24 วัน
ฮังการี 27 วัน
ความแตกต่างเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า แม้จะอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน แต่ระดับรายได้และกำลังซื้อยังแตกต่างกันได้มาก
ดังนั้น การมองเพียงว่า “ประเทศพัฒนาแล้ว” หรือ “ประเทศยุโรป” อาจไม่ละเอียดเพียงพอ
สิ่งที่มีความหมายมากกว่าคือ เมื่อรายได้ของแรงงานถูกนำมาเทียบกับราคาสินค้าแล้ว จะเหลือกำลังซื้ออยู่มากน้อยเพียงใด
อินเดีย 160 วัน ตัวเลขที่ทำให้ทั้งตารางสะดุดตา
หากมีตัวเลขหนึ่งที่ดึงสายตามากที่สุดในตาราง ก็คงหนีไม่พ้น 160 วันของอินเดีย
Tenscope ระบุว่า อินเดียอยู่ที่ประมาณ 160 วันทำงาน ขณะที่ลักเซมเบิร์กอยู่ที่ประมาณ 3 วัน
หากนำตัวเลข 160 มาหารด้วย 3 จะอยู่ที่ประมาณ 53.3 เท่า
จึงพูดได้ว่า ตามตัวเลขในดัชนีนี้ คนทำงานโดยเฉลี่ยในอินเดียต้องใช้จำนวนวันทำงานมากกว่าลักเซมเบิร์กประมาณ 53 เท่าเพื่อให้รายได้เทียบเท่ากับราคาของโทรศัพท์รุ่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่า iPhone ในอินเดียมีราคาแพงกว่าลักเซมเบิร์ก 53 เท่า
เพราะสิ่งที่แตกต่างอย่างมากคือ รายได้ที่นำมาเปรียบเทียบกับราคาสินค้า
นี่เป็นข้อแตกต่างที่สำคัญมาก
การบอกว่า “ต้องทำงาน 160 วัน” ไม่ได้หมายความว่าโทรศัพท์มีราคาสูงผิดปกติเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงเมื่อเอาราคาท้องถิ่นไปเทียบกับค่าจ้างเฉลี่ยแล้ว สินค้าชิ้นนี้กินสัดส่วนรายได้ของแรงงานมากกว่าประเทศที่อยู่หัวตารางอย่างมาก
แล้วทำไมการผลิต iPhone ในอินเดียจึงไม่ได้ทำให้ตัวเลขลดลงทันที?
ประเด็นนี้ก็มีความน่าสนใจ เพราะหลายคนอาจตั้งคำถามว่า หาก Apple ขยายฐานการผลิตในอินเดีย แล้วเหตุใดตัวเลขความสามารถในการซื้อจึงยังสูงถึง 160 วัน
คำตอบคือ การที่มีการผลิตหรือประกอบสินค้าในประเทศไม่ได้หมายความว่าราคาขายปลีกจะลดลงตามสัดส่วนเดียวกัน
ราคาสินค้าหน้าร้านยังเกี่ยวข้องกับหลายองค์ประกอบ ทั้งต้นทุนชิ้นส่วน การผลิต การขนส่ง ภาษี อากร ช่องทางการจัดจำหน่าย ค่าใช้จ่ายทางธุรกิจ และระดับราคาที่ผู้บริโภคในตลาดนั้นเผชิญ
ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากรายได้เฉลี่ยของแรงงานยังต่ำเมื่อเทียบกับราคาสมาร์ทโฟนระดับเรือธง การมีฐานการผลิตในประเทศก็ไม่ได้แปลว่ากำลังซื้อจะเพิ่มขึ้นทันที
ดังนั้นเรื่อง “ผลิตที่ไหน” กับ “ประชาชนซื้อได้ง่ายแค่ไหน” จึงเป็นคนละคำถามกัน
ILO มีบทบาทอย่างไรในข้อมูลชุดนี้?
ส่วนที่หลายคนอาจไม่ทราบคือ ตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดจากการเอาราคาขายของ iPhone มาเดาเทียบกับเงินเดือนแบบง่าย ๆ เท่านั้น
ข้อมูลที่นำมาใช้ประกอบการคำนวณเกี่ยวข้องกับสถิติค่าจ้างและเวลาทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือ ILO ผ่านฐานข้อมูล ILOSTAT
ILO ระบุว่า ฐานข้อมูลด้านค่าจ้างและเวลาทำงานมีตัวชี้วัด เช่น รายได้ต่อชั่วโมง รายได้ต่อเดือน ค่าจ้างขั้นต่ำ และชั่วโมงทำงานจริงโดยเฉลี่ยต่อสัปดาห์ ข้อมูลเหล่านี้ใช้สำหรับการวิเคราะห์สภาพการทำงานและรายได้ของแรงงาน
และมีเรื่องสำคัญที่ควรทำความเข้าใจอีกอย่างคือ “ค่าจ้าง” ในสถิติ ILO ไม่ได้หมายถึงเงินที่เหลืออยู่ในกระเป๋าหลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด
ILO อธิบายว่า earnings โดยหลักหมายถึงค่าตอบแทนขั้นต้นของลูกจ้าง หรือ gross remuneration ก่อนการหักภาษี เงินสมทบ และภาระบางประเภทของลูกจ้าง
เพราะฉะนั้นตัวเลขวันทำงานจากดัชนีจึงควรอ่านในฐานะ เครื่องมือเปรียบเทียบทางสถิติ ไม่ใช่คำตอบว่าคนทั่วไปจะต้องเก็บเงินจริงกี่เดือนจึงจะซื้อโทรศัพท์ได้
ถ้าอย่างนั้น ตัวเลข 61 วันของไทย “น่ากลัว” หรือไม่?
ผู้เขียนมองว่า ไม่ควรใช้คำว่า “น่ากลัว” จนเกินไป แต่ก็ควรใช้เป็นตัวเลขที่ทำให้เราหยุดคิด
เพราะการที่สินค้าเทคโนโลยีระดับเรือธงหนึ่งเครื่องมีมูลค่าเทียบเท่ากับรายได้จากเวลาทำงานประมาณ 61 วันในแบบจำลองนี้ ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าโทรศัพท์ระดับดังกล่าวไม่ใช่สินค้าที่มีภาระทางการเงินเล็กน้อยสำหรับแรงงานไทยโดยเฉลี่ย
และเมื่อเทียบกับประเทศที่อยู่ใกล้เคียงก็ยิ่งเห็นความแตกต่าง
สิงคโปร์ 8 วัน
มาเลเซีย 45 วัน
ไทย 61 วัน
หากมองเพียงชื่อประเทศ ตัวเลขอาจไม่มีความหมายมากนัก
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นคำว่า “เวลาในการทำงาน” ภาพจะชัดขึ้นทันที
เพราะท้ายที่สุดแล้ว รายได้ทุกบาทของคนทำงานล้วนมีเวลาของชีวิตอยู่เบื้องหลัง
เงินเดือนหนึ่งเดือนมาจากเวลาที่ต้องตื่นไปทำงาน
ค่าแรงหนึ่งวันมาจากเวลาที่ใช้ทำงาน
และการซื้อสินค้าราคาแพงก็หมายถึงการนำรายได้จากเวลาที่เราทำงานมาแลกกับสิ่งของชิ้นนั้น
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตัวเลข “จำนวนวันทำงาน” สามารถทำให้เรื่องเศรษฐกิจที่ดูไกลตัวกลายเป็นเรื่องที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย
จาก 3 วันถึง 160 วัน ต่างกันตรงไหน?
ลองมองทั้งตารางอีกครั้ง
ลักเซมเบิร์ก — 3 วัน
สวิตเซอร์แลนด์ — 3 วัน
สหรัฐอเมริกา — 4 วัน
เยอรมนี — 5 วัน
สหราชอาณาจักร — 7 วัน
สิงคโปร์ — 8 วัน
โปรตุเกส — 24 วัน
ชิลี — 32 วัน
มาเลเซีย — 45 วัน
ไทย — 61 วัน
บราซิล — 77 วัน
ตุรกี — 89 วัน
เวียดนาม — 99 วัน
ฟิลิปปินส์ — 101 วัน
อินเดีย — 160 วัน
ความแตกต่างของตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าแรงงานประเทศหนึ่ง “ขยันกว่า” หรือ “ขยันน้อยกว่า” อีกประเทศหนึ่ง
และไม่ควรนำไปใช้ตัดสินคุณค่าของคนในแต่ละชาติ
มันกำลังบอกเรื่องที่แตกต่างออกไป นั่นคือ กำลังซื้อของรายได้เฉลี่ยเมื่อเทียบกับราคาสินค้า
นี่เป็นเหตุผลที่คนทำงานในประเทศหนึ่งอาจรู้สึกว่า iPhone เป็นสินค้าที่ซื้อได้ไม่ยากนัก ขณะที่คนอีกประเทศหนึ่งอาจมองว่าเป็นของราคาแพงที่ต้องวางแผนการเงินอย่างจริงจัง
โทรศัพท์เครื่องเดียวกัน แต่ภาระทางเศรษฐกิจไม่เท่ากัน
แต่ตัวเลขนี้ก็มีข้อจำกัด
แม้ดัชนีจะน่าสนใจ แต่ผู้เขียนเห็นว่าไม่ควรนำไปใช้เป็นตัวชี้วัดความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศเพียงตัวเดียว
เหตุผลสำคัญคือคำว่า “ค่าเฉลี่ย”
คนทำงานแต่ละคนไม่ได้มีรายได้เท่ากัน
คนหนึ่งอาจมีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก
อีกคนอาจมีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาก
บางคนอาจไม่มีภาระครอบครัว
บางคนต้องดูแลพ่อแม่ ลูก หรือสมาชิกในครอบครัวหลายคน
บางคนมีบ้านเป็นของตัวเอง
บางคนต้องจ่ายค่าเช่าทุกเดือน
บางคนซื้อโทรศัพท์ด้วยเงินสด
บางคนใช้บัตรเครดิต
บางคนผ่อนกับร้านค้า
บางคนอาจเลือกโทรศัพท์ราคาถูกกว่าหลายเท่า
ดังนั้นชีวิตจริงของผู้บริโภคย่อมซับซ้อนกว่าตาราง 33 ประเทศอย่างแน่นอน
ตัวเลขนี้จึงเหมาะกับการตอบคำถามว่า “สินค้าชิ้นนี้มีภาระเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของแรงงานในแต่ละประเทศมากน้อยเพียงใด?”
มากกว่าจะตอบว่า
“คนในประเทศนั้นทุกคนต้องใช้เงินซื้อโทรศัพท์เท่านี้หรือไม่?”
อย่ามองแค่ราคา iPhone ต้องมอง “ค่าแรง” ด้วย
ในชีวิตประจำวัน เมื่อเราเห็นโทรศัพท์ราคา 40,000 หรือ 50,000 บาท สิ่งแรกที่มักคิดคือ “แพงหรือไม่”
แต่ความแพงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาของสินค้าเพียงอย่างเดียว
สินค้าราคา 50,000 บาทอาจไม่หนักมากสำหรับคนที่มีรายได้สูงและมีค่าใช้จ่ายประจำไม่มาก
ในขณะที่สินค้าเดียวกันอาจเป็นภาระหนักสำหรับคนที่มีรายได้ต่ำและต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในครอบครัวจำนวนมาก
นี่คือเหตุผลที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์มักสนใจเรื่อง affordability หรือความสามารถในการซื้อ มากกว่าการดูราคาอย่างเดียว
เพราะราคาเป็นเพียงตัวเลขหนึ่ง
แต่กำลังซื้อคือความสัมพันธ์ระหว่าง ราคา กับ รายได้
และดัชนี iPhone ครั้งนี้ก็ทำให้แนวคิดดังกล่าวเห็นเป็นภาพได้ง่ายมาก
ค่าเฉลี่ยทั่วทั้ง 33 ประเทศอยู่ประมาณ 26 วัน
Tenscope ระบุว่า เมื่อดูประเทศทั้งหมดในชุดข้อมูล ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 26 วันทำงาน
ตัวเลขนี้ช่วยให้เห็นตำแหน่งของประเทศไทยชัดขึ้นอีกเล็กน้อย
ไทยอยู่ที่ 61 วัน ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่อยู่ในชุดข้อมูลประมาณ 2.3 เท่า
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่า “คนไทยมีกำลังซื้อต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก 2.3 เท่า” เพราะค่าเฉลี่ยดังกล่าวเป็นค่าเฉลี่ยของ 33 ประเทศในชุดข้อมูลนี้ ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของแรงงานทั่วโลกทั้งหมด
นี่เป็นข้อจำกัดที่สำคัญมาก
เพราะการจัดอันดับนี้ไม่ได้ครอบคลุมทุกประเทศบนโลก
ประเทศที่ไม่ได้อยู่ในตารางไม่ได้หมายความว่าจะมีจำนวนวันเท่าใด และไม่สามารถจัดอันดับเพิ่มจากการคาดเดาได้
สินค้ารุ่นเดียวกัน แต่ “ความรู้สึกว่าแพง” ไม่เหมือนกัน
ผู้เขียนคิดว่าประโยคหนึ่งที่อธิบายข้อมูลชุดนี้ได้ดีที่สุดคือ
“ราคาเดียวกัน ไม่ได้หมายถึงภาระเท่ากัน”
คนในประเทศที่มีค่าจ้างสูงอาจมองโทรศัพท์ราคาแพงเป็นค่าใช้จ่ายก้อนหนึ่งที่สามารถวางแผนซื้อได้
ขณะที่คนในประเทศที่ค่าจ้างเฉลี่ยต่ำกว่าอาจต้องคิดหลายรอบก่อนตัดสินใจ
ยิ่งเมื่อโทรศัพท์รุ่นใหม่ออกทุกปี เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจ
เพราะหากรายได้ของคนเพิ่มขึ้นช้ากว่าราคาสินค้าหรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การซื้อสินค้าเทคโนโลยีระดับสูงก็ย่อมเป็นภาระมากขึ้น
ในทางกลับกัน หากรายได้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าราคาสินค้า ความสามารถในการซื้อก็จะดีขึ้น แม้ราคาสินค้าจะไม่ได้ลดลงเลยก็ตาม
ดังนั้นคำถามที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า
“iPhone แพงขึ้นหรือไม่?”
แต่ควรถามด้วยว่า
“รายได้ของคนทำงานเพิ่มขึ้นเร็วพอที่จะรับราคาสินค้าเหล่านี้หรือไม่?”
สรุป 33 ประเทศ ใครต้องใช้เวลานานที่สุด?
หากสรุปแบบสั้นที่สุด ตัวเลขจากการเปรียบเทียบครั้งนี้มีดังนี้
ลักเซมเบิร์ก — 3 วัน
สวิตเซอร์แลนด์ — 3 วัน
สหรัฐอเมริกา — 4 วัน
เบลเยียม — 4 วัน
เดนมาร์ก — 4 วัน
เนเธอร์แลนด์ — 4 วัน
นอร์เวย์ — 4 วัน
ออสเตรเลีย — 5 วัน
ออสเตรีย — 5 วัน
ฟินแลนด์ — 5 วัน
ไอร์แลนด์ — 5 วัน
เยอรมนี — 5 วัน
แคนาดา — 5 วัน
ฝรั่งเศส — 6 วัน
สวีเดน — 6 วัน
สหราชอาณาจักร — 7 วัน
นิวซีแลนด์ — 7 วัน
สิงคโปร์ — 8 วัน
อิตาลี — 8 วัน
สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ — 8 วัน
สเปน — 9 วัน
เช็กเกีย — 12 วัน
โปแลนด์ — 17 วัน
โปรตุเกส — 24 วัน
ฮังการี — 27 วัน
ชิลี — 32 วัน
มาเลเซีย — 45 วัน
ไทย — 61 วัน
บราซิล — 77 วัน
ตุรกี — 89 วัน
เวียดนาม — 99 วัน
ฟิลิปปินส์ — 101 วัน
อินเดีย — 160 วัน
ทั้งหมดนี้เป็นการเปรียบเทียบจากข้อมูล 33 ประเทศ ไม่ใช่การจัดอันดับประชาชนทั้งโลก และไม่ใช่การคำนวณว่าทุกคนจะต้องทำงานจริงตามจำนวนวันนี้เพื่อซื้อ iPhone
แต่ถ้ามองในฐานะเครื่องมือที่ช่วยทำให้ “กำลังซื้อ” เป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย ตัวเลขนี้ถือว่าน่าสนใจอย่างมาก
เพราะจากเพียงคำถามว่า
“iPhone 17 Pro ราคาเท่าไร?”
เราสามารถเปลี่ยนคำถามเป็น
“ต้องใช้เวลาทำงานกี่วันเพื่อแลกกับโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง?”
และเมื่อคำตอบออกมาตั้งแต่ 3 วันไปจนถึง 160 วัน ภาพความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
สำหรับประเทศไทย ตัวเลข 61 วัน จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นเรื่องของ iPhone
แต่มันเป็นภาพสะท้อนเล็ก ๆ ของคำว่า “กำลังซื้อ”
คำที่ดูเหมือนเป็นศัพท์เศรษฐศาสตร์ธรรมดา แต่ในชีวิตจริงกลับเกี่ยวข้องกับทุกคน ตั้งแต่คนทำงานหาเช้ากินค่ำ พนักงานบริษัท เจ้าของกิจการ ไปจนถึงครอบครัวที่ต้องวางแผนค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน
และบางที สิ่งที่น่าคิดที่สุดจากตัวเลขชุดนี้อาจไม่ใช่ว่า
“ประเทศไหนซื้อ iPhone ได้เร็วที่สุด?”
แต่เป็นคำถามว่า
“รายได้จากเวลาหนึ่งวันของเรา สามารถซื้อสิ่งของที่เราต้องการได้มากน้อยเพียงใด?”
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ราคาสินค้าอาจวัดด้วยเงิน
แต่เงินที่เราใช้ซื้อสินค้าเหล่านั้น ล้วนแลกมาด้วย เวลาและแรงงานของชีวิต
นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมตัวเลข 61 วันของประเทศไทย จึงน่าสนใจกว่าตัวเลขราคาบนป้าย iPhone เพียงอย่างเดียว
ในมุมมองของผู้เขียนเห็นว่า ตัวเลข 61 วันของประเทศไทยไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อสร้างความรู้สึกด้อยค่าหรือเปรียบเทียบว่าคนไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้
แต่ควรใช้เป็นตัวเลขสำหรับตั้งคำถามเกี่ยวกับ กำลังซื้อของประชาชนและความสัมพันธ์ระหว่างค่าจ้างกับราคาสินค้า
เพราะในความเป็นจริง โทรศัพท์มือถือไม่ได้เป็นเพียงของใช้เพื่อความบันเทิงอีกต่อไป
โทรศัพท์หนึ่งเครื่องสามารถใช้ทำงาน ติดต่อธนาคาร เรียนออนไลน์ ติดต่อหน่วยงาน ซื้อของ ทำธุรกิจ ถ่ายภาพ และสร้างรายได้
แต่ขณะเดียวกัน โทรศัพท์ระดับเรือธงก็ยังมีราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้ของคนจำนวนมาก
ดังนั้นการตัดสินใจซื้อจึงควรขึ้นอยู่กับฐานะของแต่ละคน ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครต้องมีโทรศัพท์รุ่นใหม่ที่สุด
สำหรับคนที่มีความพร้อม การซื้อโทรศัพท์ราคาแพงอาจไม่ใช่ปัญหา
แต่สำหรับครอบครัวที่มีรายได้จำกัด เงินจำนวนเดียวกันอาจมีประโยชน์มากกว่าหากนำไปใช้กับค่าอาหาร ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาล เงินสำรองฉุกเฉิน หรือชำระหนี้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว โทรศัพท์หนึ่งเครื่องไม่ควรมีค่ามากกว่าความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว
แหล่งที่มาของข้อมูล :
-
Tenscope — The 2025 iPhone Affordability Index เป็นแหล่งข้อมูลหลักของดัชนี โดยระบุการใช้ iPhone 17 Pro ความจุ 256GB เป็นสินค้าอ้างอิง และคำนวณจากวันทำงาน 8 ชั่วโมง รวมถึงข้อมูลค่าจ้างและชั่วโมงทำงานของแต่ละประเทศ
-
Visual Capitalist — Workdays Needed to Buy an iPhone 17 Pro, by Country เผยแพร่การจัดอันดับ 33 ประเทศ โดยใช้ข้อมูลจาก Tenscope และแสดงตัวเลขตั้งแต่ลักเซมเบิร์กและสวิตเซอร์แลนด์ 3 วัน ไปจนถึงอินเดีย 160 วัน รวมถึงประเทศไทย 61 วัน
-
International Labour Organization (ILO) / ILOSTAT — Wages and Working Time Statistics ฐานข้อมูลสถิติด้านค่าจ้างและเวลาทำงานที่ใช้ประกอบการคำนวณ โดย ILO ระบุว่ามีข้อมูลเกี่ยวกับรายได้ต่อชั่วโมง รายได้ต่อเดือน และชั่วโมงทำงานจริง รวมถึงอธิบายว่า earnings ในสถิติเป็นค่าตอบแทนขั้นต้นก่อนการหักภาษีและเงินสมทบต่าง ๆ
-
Sanook Hitech รายงานข้อมูลชุดดังกล่าวในประเทศไทย โดยระบุว่าประเทศไทยอยู่ที่ 61 วัน สิงคโปร์ 8 วัน มาเลเซีย 45 วัน และอินเดีย 160 วัน
หมายเหตุสำคัญ : จำนวนวันทำงานเป็นตัวเลขเชิงเปรียบเทียบด้าน affordability ไม่ได้หมายความว่าคนในประเทศนั้นสามารถนำรายได้ทั้งหมดไปเก็บโดยไม่มีค่าใช้จ่ายอื่น และไม่ควรนำตัวเลขดังกล่าวไปตีความเป็นจำนวนวันที่คนแต่ละคนต้องทำงานจริงเพื่อซื้อโทรศัพท์ เนื่องจากรายได้ ภาษี ค่าใช้จ่าย และภาระครอบครัวของแต่ละคนแตกต่างกัน
เขียนโดย หนึ่งล้านเรื่องเล่า
5 รถลุยป่าที่น่าสนใจสำหรับสายแคมป์ในไทย เทียบ Hilux, D-Max, Ranger, Fortuner และ MU-X จากยอดขายและระบบ 4x4
ประเทศที่บินเข้าประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก
ไทยเที่ยวไทยพลัส แจก 1 ล้านสิทธิ
ความลับใต้สายน้ำ: ทำไม “สมบัติทองคำ” ใต้แม่น้ำเจ้าพระยาจึงไม่มีใครแตะต้องได้
ย้อนรอย 6 ห้างดังในกรุงเทพฯ ที่เคยคึกคัก ตั้งแต่ไทยไดมารู เมอร์รี่คิงส์ ถึงนิวเวิลด์และตั้งฮั่วเส็ง วันนี้เหลืออะไรไว้บ้าง
คุย ChatGPT ต้องรู้! ปิดการใช้แชตฝึกโมเดล พร้อมเช็ก Memory
เสาข้างถนนที่ไม่มีตัวเลขมีไว้ทำอะไร รู้จักความต่างระหว่างหลักกิโลเมตรกับหลักนำทาง และเหตุผลที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนถนน
โรงเรียนมัธยมที่มีการแข่งขันกันสูงและสอบเข้ายากมากที่สุดในประเทศไทย
AI วิเคราะห์สถิติเลขท้าย 3 ตัวบนและเลขท้าย 2 ตัวล่าง งวด 16 ก.ย.69
เปิดเรื่องรถหรูคันเดียวในไทย ทั้ง Maserati และ Lamborghini พร้อมไขความหมายว่า “1 คันในไทย” ต่างจาก “1 คันในโลก” อย่างไร
เห็นทุกครั้งแต่แทบไม่เคยสนใจ หลักกิโลเมตรข้างถนนมีไว้ทำอะไร
จากคนเคยล้มละลาย สู่ชีวิตที่เปลี่ยนไปในไม่กี่ปี ตำรวจเปิดไทม์ไลน์ “สีกาเอ๋” พบทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหลายรายการ
5 รถลุยป่าที่น่าสนใจสำหรับสายแคมป์ในไทย เทียบ Hilux, D-Max, Ranger, Fortuner และ MU-X จากยอดขายและระบบ 4x4
นางไอ่คำ ความงามที่สะเทือน ๔ ภพ โลกมนุษย์ สวรรค์ บาดาล และภูติผี!
"อาร์ต พศุตม์" ลั่น! นั่นมัน "ท่ายากซะด้วย"..โพสต์ภาพฉาวพระดังเสพเมถุนสีกา
จากคนเคยล้มละลาย สู่ชีวิตที่เปลี่ยนไปในไม่กี่ปี ตำรวจเปิดไทม์ไลน์ “สีกาเอ๋” พบทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหลายรายการ




