หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

Gaslighting ในไทย เมื่อคำว่า “คิดมาก” กลายเป็นอาวุธ

เขียนโดย ยายขี้บ่น

* รูปภาพใช้เพื่อประกอบเนื้อหาเท่านั้น อาจไม่ใช่ภาพเหตุการณ์จริงหรือภาพจริงจากเรื่องในบทความ ขอบคุณภาพประกอบจาก https://graphic.in.th

Gaslighting ในไทย เมื่อคำว่า “คิดมาก” กลายเป็นอาวุธ

“เธอจำผิดแล้ว” “เรื่องแค่นี้เอง อย่าคิดมาก” หรือ “ไม่มีใครทนเธอได้เท่าฉันหรอก” เป็นประโยคที่ฟังดูเหมือนการโต้เถียงทั่วไป แต่ถ้าเกิดซ้ำจนคนฟังเริ่มไม่แน่ใจในความทรงจำ ความรู้สึก และการตัดสินใจของตัวเอง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่แค่การสื่อสารผิดพลาด แต่อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการบั่นทอนความจริงที่เรียกว่า Gaslighting

คำนี้ถูกพูดถึงมากขึ้นในสังคมไทย ทั้งในความสัมพันธ์แบบคู่รัก ครอบครัว กลุ่มเพื่อน และที่ทำงาน หลายคนใช้คำว่า Gaslighting กับทุกสถานการณ์ที่รู้สึกไม่พอใจ จนบางครั้งความหมายถูกใช้กว้างเกินไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง คนจำนวนไม่น้อยกำลังอยู่ในความสัมพันธ์ที่ถูกทำให้สงสัยตัวเองทุกวัน เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร

Gaslighting ไม่ใช่แค่การเห็นต่าง

การเห็นต่าง การจำเหตุการณ์ไม่ตรงกัน หรือการทะเลาะกันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในทุกความสัมพันธ์ คนสองคนอาจรับรู้เหตุการณ์เดียวกันคนละแบบ และยังสามารถพูดคุย ตรวจสอบ หรือยอมรับได้ว่าตัวเองอาจจำผิด นั่นยังไม่ใช่ Gaslighting โดยอัตโนมัติ

Gaslighting มักมีลักษณะเป็นรูปแบบซ้ำ ๆ คนหนึ่งพยายามปฏิเสธสิ่งที่เกิดขึ้น ลดทอนความรู้สึกของอีกคน บิดประเด็นให้กลายเป็นความผิดของผู้เสียหาย หรือทำให้เชื่อว่าตัวเองอ่อนไหวเกินไป จำอะไรไม่ได้ และไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจด้วยตัวเอง ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ใครจำเหตุการณ์ได้ถูกต้องกว่า แต่คือมีคนหนึ่งกำลังพยายามควบคุมว่าอีกคนควรเชื่ออะไรและรู้สึกอย่างไร

คนที่ใช้วิธีนี้อาจพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ไม่จำเป็นต้องตะโกนหรือแสดงความก้าวร้าวเสมอไป บางครั้งคำพูดดูเหมือนเป็นความหวังดี เช่น บอกว่าอีกฝ่ายกำลังเครียด คิดมาก หรือเข้าใจอะไรผิด แต่เมื่อเกิดซ้ำในจังหวะที่อีกฝ่ายพยายามทวงถามความรับผิดชอบ ผลที่ตามมาคือคนฟังเริ่มไม่กล้าเชื่อสัญชาตญาณของตัวเอง

เมื่อคำว่า “ผู้ใหญ่พูดเพราะหวังดี” ถูกใช้ปิดปาก

ในครอบครัวไทย ความสัมพันธ์ระหว่างอายุและอำนาจมักทำให้การตั้งคำถามเป็นเรื่องยาก ลูกบางคนได้ยินว่า “ผู้ใหญ่ไม่เคยทำร้ายกันหรอก” “เลี้ยงมากับมือจะมาหาว่าทำไม่ดีได้ยังไง” หรือ “เรื่องในบ้านอย่าเอาไปพูดกับใคร” คำพูดเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเป็น Gaslighting ทุกครั้ง เพราะบางบ้านอาจกำลังปกป้องความเป็นส่วนตัวหรือสื่อสารกันไม่เก่ง

แต่ถ้าคำพูดถูกใช้เพื่อปฏิเสธความเจ็บปวดของคนในบ้าน ทำให้เขารู้สึกผิดที่พูดถึงประสบการณ์ของตัวเอง หรือบังคับให้ยอมรับว่าทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ทั้งที่มีรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ นั่นคือสัญญาณที่ควรใส่ใจ ความกตัญญูไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้ใครต้องยอมทนต่อการดูถูก การควบคุม หรือการทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนคือคนในครอบครัวมักมีประวัติร่วมกันมานาน คนที่ถูกกระทำอาจยังรัก ยังเป็นห่วง และยังต้องพึ่งพาครอบครัวอยู่ จึงไม่สามารถตัดความสัมพันธ์ได้ง่ายเหมือนคำแนะนำสั้น ๆ ในโลกออนไลน์ การมองเห็นปัญหาไม่ได้แปลว่าต้องเกลียดใครทันที แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดระยะห่างและปกป้องตัวเองให้มากขึ้น

ในความรัก คนถูกทำให้กลายเป็นคนผิดตลอดเวลา

คู่รักที่มีการ Gaslighting อาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ เช่น อีกฝ่ายรับปากว่าจะทำบางอย่าง แต่เมื่อถูกถามกลับบอกว่าไม่เคยพูด หรือเคยพูดก็เป็นเพราะถูกกดดัน ต่อมาอาจเริ่มตำหนิว่าอีกฝ่ายขี้ระแวง เรียกร้องมากเกินไป หรือทำลายบรรยากาศดี ๆ ทั้งที่คำถามเกิดจากพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจ

เมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดบ่อย คนถูกกระทำอาจเริ่มขอโทษทั้งที่ยังไม่เข้าใจว่าตัวเองผิดอะไร เลิกถามเรื่องที่สงสัย เก็บความรู้สึกไว้เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา หรือพยายามหาหลักฐานมาพิสูจน์สิ่งที่ตัวเองจำได้ สิ่งที่เคยเป็นการพูดคุยระหว่างคนสองคนจึงค่อย ๆ กลายเป็นกระบวนการที่คนหนึ่งต้องสอบสวนตัวเองตลอดเวลา

ความรักที่ดีไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่ควรเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายพูดถึงความรู้สึกได้โดยไม่ถูกลงโทษ การขอโทษอย่างจริงใจควรมาพร้อมการรับฟังและการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่การพูดว่า “ขอโทษที่เธอรู้สึกแบบนั้น” แล้วกลับไปทำเหมือนเดิม

ที่ทำงานก็มี Gaslighting ได้เหมือนกัน

ในที่ทำงาน รูปแบบนี้อาจซ่อนอยู่หลังคำว่า “เป็นมืออาชีพหน่อย” “งานแค่นี้ยังรับไม่ได้” หรือ “ฉันไม่เคยสั่งแบบนั้น” โดยเฉพาะเมื่อมีความแตกต่างด้านตำแหน่ง คนที่มีอำนาจอาจเปลี่ยนคำสั่งไปมา แล้วตำหนิลูกน้องเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ต้องการ หรือโยนความผิดให้คนอื่นก่อนที่ใครจะมีโอกาสอธิบาย

ผลกระทบไม่ได้มีแค่ความเครียดระหว่างวัน แต่ยังทำให้พนักงานไม่มั่นใจในความสามารถของตัวเอง เริ่มกลัวการส่งงาน ไม่กล้าถาม และทำงานเกินขอบเขตเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกตำหนิ เมื่อหลายคนในทีมเจอสถานการณ์เดียวกัน วัฒนธรรมองค์กรก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการเอาตัวรอด ใครพูดก่อนคนนั้นได้เปรียบ และความผิดพลาดถูกใช้เป็นอาวุธแทนที่จะเป็นบทเรียน

วิธีป้องกันตัวในสถานการณ์เช่นนี้คือเก็บรายละเอียดของงานอย่างเป็นระบบ เช่น ขอบเขตงาน วันเวลา ข้อตกลง และการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ควรสื่อสารผ่านช่องทางที่ตรวจสอบย้อนหลังได้เมื่อเหมาะสม และขอให้มีการยืนยันความเข้าใจร่วมกัน การบันทึกข้อมูลไม่ได้หมายถึงการเตรียมเล่นงานใคร แต่ช่วยให้การสนทนายึดโยงกับข้อเท็จจริงมากกว่าความทรงจำของคนที่มีอำนาจมากกว่า

สัญญาณที่บอกว่าเราอาจกำลังถูกบั่นทอน

สัญญาณหนึ่งคือเรารู้สึกสับสนหลังการสนทนาแทบทุกครั้ง ทั้งที่ก่อนคุยเรามีประเด็นชัดเจนอยู่ในใจ อีกสัญญาณคือเราขอโทษเป็นประจำเพื่อยุติการทะเลาะ ทั้งที่อีกฝ่ายไม่ได้รับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตัวเอง หรือเราต้องคอยถามเพื่อนหลายคนว่าเรื่องที่เกิดขึ้น “ปกติไหม” เพราะเริ่มไม่เชื่อการรับรู้ของตัวเอง

บางคนจะเริ่มซ่อนข้อความ รูปถ่าย หรือบันทึกต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองไม่ได้คิดไปเอง บางคนเลิกเล่าเรื่องให้คนใกล้ตัวฟังเพราะกลัวถูกกล่าวหาว่าเอาเรื่องส่วนตัวไปพูด ขณะที่บางคนรู้สึกว่าตัวเองต้องระวังทุกคำเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายโกรธ ถ้าความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาจเป็นเพียงช่วงที่ความสัมพันธ์มีปัญหา แต่ถ้าเกิดเป็นรูปแบบยาวนานและทำให้ชีวิตประจำวันเสียสมดุล ควรให้ความสำคัญกับมัน

การตรวจสอบตัวเองควรเริ่มจากคำถามง่าย ๆ เราสามารถพูดถึงความรู้สึกโดยไม่ถูกหัวเราะเยาะหรือถูกลงโทษไหม อีกฝ่ายยอมรับความผิดพลาดและพร้อมแก้ไขหรือไม่ เมื่อเราตั้งขอบเขต เขาเคารพขอบเขตนั้นหรือพยายามทำให้เรารู้สึกผิด และเรายังเป็นตัวเองได้มากน้อยแค่ไหนเมื่ออยู่ในความสัมพันธ์นี้

รับมืออย่างไรโดยไม่ต้องเอาชนะทุกการโต้เถียง

สิ่งแรกคืออย่ารีบตัดสินตัวเองว่าอ่อนแอ คนที่ถูกทำให้สงสัยตัวเองเป็นเวลานานย่อมสับสนได้ การจดบันทึกเหตุการณ์ตามลำดับเวลา พูดคุยกับคนที่ไว้ใจได้ และสังเกตพฤติกรรมซ้ำ ๆ จะช่วยให้เห็นภาพกว้างขึ้น โดยไม่ต้องพยายามพิสูจน์ทุกประโยคในทุกการสนทนา

เมื่อต้องคุย อาจใช้ประโยคที่ยึดประสบการณ์ของตัวเอง เช่น “ฉันจำเหตุการณ์นี้แบบนั้น และฉันไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น” หรือ “ถ้าจะคุยกัน ขอคุยจากสิ่งที่ตกลงกันไว้ ไม่ใช่การบอกว่าฉันคิดมาก” การพูดเช่นนี้ไม่ได้รับประกันว่าอีกฝ่ายจะยอมรับ แต่ช่วยให้เราวางจุดยืนของตัวเองให้ชัดเจนขึ้น

ถ้าอีกฝ่ายยังปฏิเสธ บิดประเด็น ข่มขู่ หรือทำให้เรารู้สึกไม่ปลอดภัย การออกจากบทสนทนาอาจสำคัญกว่าการได้คำตอบที่สมบูรณ์ เราไม่จำเป็นต้องอยู่ในวงสนทนาที่ถูกออกแบบมาให้เราแพ้ตั้งแต่ต้น และไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้าคนเดียวหากมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ควรขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ตัว ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

การกลับมาเชื่อเสียงของตัวเอง

การฟื้นตัวจาก Gaslighting ไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังจากรู้จักคำนี้ บางคนยังคิดถึงช่วงเวลาที่ดีของความสัมพันธ์ ยังรู้สึกผิดที่อยากถอยออกมา หรือยังเผลอถามตัวเองว่าอาจเป็นฝ่ายทำให้ทุกอย่างแย่ลงหรือไม่ ความลังเลเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าเราตัดสินใจผิด แต่อาจเป็นผลจากการถูกทำให้ไม่มั่นใจในตัวเองมาเป็นเวลานาน

การมีคนรับฟังโดยไม่รีบตัดสินช่วยได้มาก เช่นเดียวกับการกลับมาทำกิจวัตรที่ทำให้รู้สึกเป็นตัวเอง ตั้งขอบเขตเล็ก ๆ และตัดสินใจเรื่องธรรมดาด้วยตัวเองอีกครั้ง จุดหมายไม่ใช่การชนะคนที่เคยทำให้เราสับสน แต่คือการได้สิทธิ์กลับคืนมาในการเชื่อความรู้สึก ตรวจสอบข้อเท็จจริง และเลือกว่าจะให้ใครเข้ามามีอิทธิพลต่อชีวิตของเรา

ในสังคมที่มักสอนให้คนอดทน รักษาหน้าครอบครัว และไม่สร้างปัญหา การบอกว่า “ฉันรู้สึกไม่ดี” อาจถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กหรือเป็นความฟุ่มเฟือยทางอารมณ์ แต่ความรู้สึกไม่ได้กลายเป็นเรื่องไม่จริงเพียงเพราะมีคนอื่นไม่ยอมรับมัน การรับฟังตัวเองจึงไม่ใช่การคิดมากเสมอไป บางครั้งมันคือสัญญาณเตือนที่พยายามพาเรากลับไปหาความจริงและความปลอดภัยของตัวเอง

เนื้อหาโดย: ยายขี้บ่น
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ยายขี้บ่น's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 37 ครั้ง
เขียนโดย ยายขี้บ่น
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
อำเภอที่ขอแยกตัวเป็นจังหวัด อำเภอล่าสุดของประเทศไทย10 เลขฮิต "OK ล็อตเตอรี่" งวดวันที่ 16 กันยายน 2569เด็กเทคนิคเรียนสายไหนมากที่สุด เปิดข้อมูลอาชีวะ สายช่างที่มีผู้เรียนมากอันดับ 1หมายเลขบนหมวกตำรวจมีไว้ทำไม ตัวเลขที่เห็นทุกวัน แท้จริงใช้ระบุตัวเจ้าหน้าที่เปิดตำนาน "ทาร์ทาร์" (Steak Tartare): เนื้อดิบใต้บั้นท้ายอานม้า หรือมหากาพย์ความเข้าใจผิด 700 ปีรู้หรือไม่? ปลาในประเทศไทยบางชนิดไม่ได้จับหรือซื้อขายกันได้อย่างที่คิด 🐟5 Kei Car ตัวเล็กในไทย ที่มือสองราคาแรงกว่ารถอีโคคาร์มือหนึ่ง!มหาวิทยาลัยไทยที่ติดอันดับโลก อันดับ 1 ของไทยอยู่ที่เท่าไร?สแกนคัมภีร์ใบเด็ด "สูตรสำเร็จน็อคแชมป์ เล่ม 35"! หวย 16 กันยายน 2569 ปักหลัก 0-5-8 ฟันชุดเด็ด 709 - 659 - 389 - 59 - 89ใบขับขี่รุ่นแรกของประเทศไทย เริ่มเมื่อไร? ย้อนกลับไปกว่า 100 ปี สมัย ร.5เปิดค่าใช้จ่ายจริงของนักเรียนเตรียมทหาร ตั้งแต่สมัครจนจบการศึกษา ต้องเตรียมเงินเท่าไรเจาะลึก "พระมีเมีย" ทำไมบางประเทศถึงแต่งงานได้ ไม่ผิดวินัย
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ตามความเชื่อของไทยเด็กเกิดใหม่จะมีแม่ซื้อ และแม่ซื้อคือใครเปิดรายได้ครู ตชด. พื้นที่ห่างไกล เงินเดือนเท่าไร ได้เงินเพิ่มอะไรบ้าง?เด็กเทคนิคเรียนสายไหนมากที่สุด เปิดข้อมูลอาชีวะ สายช่างที่มีผู้เรียนมากอันดับ 1มหาวิทยาลัยที่คนลาวชอบที่สุด และนิยมเข้าเรียนมากที่สุดในไทยเปิดตำนาน "ทาร์ทาร์" (Steak Tartare): เนื้อดิบใต้บั้นท้ายอานม้า หรือมหากาพย์ความเข้าใจผิด 700 ปีสแกนแนวทางพรีเมียม "เจ๊เขียว เจ๊เขียว"! หวย 16 กันยายน 2569 ชู 3 ชุดเต็ง 156 - 230 - 467 เจาะ 2 ตัวแน่น 9 ชุดเด็ด
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
เด็กเทคนิคเรียนสายไหนมากที่สุด เปิดข้อมูลอาชีวะ สายช่างที่มีผู้เรียนมากอันดับ 1ใบขับขี่รุ่นแรกของประเทศไทย เริ่มเมื่อไร? ย้อนกลับไปกว่า 100 ปี สมัย ร.5เจาะลึก "พระมีเมีย" ทำไมบางประเทศถึงแต่งงานได้ ไม่ผิดวินัยอำพันทะเลมีค่าจากอะไรและเกี่ยวข้องกับน้ำหอมอย่างไร
ตั้งกระทู้ใหม่