จัดอันดับ 5 ความเข้าใจผิดเรื่อง "การกู้ร่วม" ที่ทำให้คนไทยต้องแบกรับหนี้แทนคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ
**จัดอันดับ 5 ความเข้าใจผิดเรื่อง "การกู้ร่วม" ที่ทำให้คนไทยต้องแบกรับหนี้แทนคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ**
การกู้ร่วมซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์มักถูกมองว่าเป็นทางออกที่ดีในการเพิ่มโอกาสให้อนุมัติผ่านง่ายขึ้น หรือได้วงเงินกู้ที่สูงขึ้น ทว่าคนไทยจำนวนมากกลับตัดสินใจเซ็นสัญญากู้ร่วมโดยขาดความรู้ความเข้าใจทางกฎหมายและภาระผูกพันทางการเงินที่แท้จริง จนสุดท้ายต้องกลายมารับภาระหนี้ก้อนโตแทนผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ และนี่คือ 5 อันดับความเข้าใจผิดยอดฮิตที่ต้องระวัง
1. **เข้าใจผิดว่า "กู้ร่วมแปลว่าหารหนี้คนละครึ่ง"**
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเมื่อมีผู้กู้ร่วม 2 คน หากผ่อนไม่ไหวหรือมีปัญหา หนี้จะถูกแบ่งคนละ 50% แต่ในทางกฎหมาย กู้ร่วมคือการเซ็นสัญญาเป็น **"ลูกหนี้ร่วม" (Co-borrower)** ซึ่งหมายความว่าทั้งสองคนต้องรับผิดชอบหนี้สินเต็มจำนวน 100% เท่ากัน หากผู้กู้หลักเบี้ยวหนี้ ธนาคารมีสิทธิ์ตามทวงถามและฟ้องร้องบังคับคดีเอาเงินจากผู้กู้ร่วมคนใดคนหนึ่งทั้งหมดเต็มจำนวนได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องไปตามทวงจากผู้กู้หลักก่อน
2. **เข้าใจผิดว่า "ไม่ได้มีชื่อในโฉนดแล้ว ไม่ต้องรับผิดชอบหนี้"**
หลายคู่รักหรือพี่น้องตกลงกันว่า ให้คนหนึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเพียงคนเดียว ส่วนอีกคนช่วยเซ็นกู้ร่วมให้ผ่าน ความจริงคือ **"กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน" กับ "ภาระหนี้สิน" เป็นคนละเรื่องกัน** หากคุณเซ็นชื่อเป็นผู้กู้ร่วม แต่ไม่มีชื่อในโฉนด คุณจะมีสถานะเป็นลูกหนี้เต็มตัวที่ต้องร่วมรับผิดชอบจ่ายหนี้จนครบ แต่กลับไม่มีสิทธิ์ในบ้านหรือที่ดินหลังนั้นเลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว
3. **เข้าใจผิดว่า "ถอนชื่อผู้กู้ร่วมออกได้ง่ายๆ แค่ไปแจ้งแบงก์"**
เมื่อความสัมพันธ์เปลี่ยนไป เช่น เลิกรากัน หรือพี่น้องแยกย้าย หลายคนคิดว่าแค่เดินไปธนาคารแล้วขอถอนชื่อออกจากสัญญากู้ร่วมก็จบ แต่ในความเป็นจริง ธนาคารจะยอมให้ถอนชื่อได้ก็ต่อเมื่อ **ผู้กู้ที่เหลืออยู่คนเดียวมีความสามารถในการชำระหนี้เพียงพอตามหลักเกณฑ์** หากรายได้ของผู้กู้หลักไม่ผ่านเกณฑ์ ธนาคารจะไม่อนุญาตให้ถอนชื่อออกเด็ดขาด ทำให้คุณต้องติดภาระหนี้ก้อนนั้นไปตลอดจนกว่าจะผ่อนหมดหรือขายบ้านทอดตลาด
4. **เข้าใจผิดว่า "กู้ร่วมแล้ว ไม่กระทบวงเงินการกู้ซื้อบ้านของตัวเองในอนาคต"**
การมีชื่อเป็นผู้กู้ร่วมในสัญญาใดสัญญาหนึ่ง ข้อมูลภาระหนี้ทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในเครดิตบูโร เมื่อคุณต้องการกู้ซื้อบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเองในอนาคต ธนาคารจะนำยอดหนี้กู้ร่วมทั้งก้อนนั้นมาคำนวณเป็น "ภาระหนี้เดิม" ของคุณด้วย ซึ่งจะส่งผลให้วงเงินกู้ใหม่ของคุณลดลงอย่างมาก หรืออาจถูกปฏิเสธสินเชื่อทันทีเพราะภาระหนี้เกินเกณฑ์
5. **เข้าใจผิดว่า "ผู้กู้ร่วมค้ำประกัน มีสิทธิ์และภาระเหมือนผู้กู้ร่วมธรรมดา"**
ในบางกรณี สถาบันการเงินอาจให้เซ็นสัญญาในฐานะ **"ผู้กู้ร่วมในฐานะผู้ค้ำประกัน"** หรือผู้ค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่งหลายคนสับสน คิดว่าได้รับสิทธิ์คุ้มครองเหมือนผู้ค้ำประกันทั่วไป แต่ในการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ สัญญาทางธนาคารมักเขียนข้อกำหนดระบุให้ผู้ค้ำประกันต้องสละสิทธิ์บางประการ และต้องร่วมรับผิดชอบหนี้สินทันทีที่ลูกหนี้หลักผิดนัดชำระ ทำให้มีภาระหนักไม่ต่างจากการเป็นลูกหนี้ร่วมหลักเลยแม้แต่น้อย
ทำไมถึงเรียก “ป่าช้า” ทั้งที่คนตายไม่ได้เดินช้า? เปิดที่มาคำโบราณที่คนไทยคุ้นเคย แต่หลายคนไม่เคยรู้ความหมาย
เบื้องหลังนามสกุล “เชิญยิ้ม” 40 ปีแห่งมิตรภาพ วิกฤตการสูญเสีย และเส้นทางสร้างตำนาน
เจาะโพยเด่น "หนูน้อย พรสวรรค์"! งวด 1 กันยายน 2569 อัดรูด 0 เม็ดเดียว 05 ชนสถิติ 20 ปี
คนรุ่นใหม่จำนวนมากรายงานความเหนื่อยล้าจากแอปหาคู่
สรุปเลขขายดีและสำนักดัง งวดวันที่ 1 กันยายน 2569
คนหนุ่มสาวเกือบครึ่งเคยผ่านความสัมพันธ์ไร้สถานะ
ส่องให้ครบ! เลข 9 สำนัก งวด 1 กันยายน 2569
ควายมี "เขา" ไว้ทำไม? และเหตุใดคนชอบเปรียบเทียบ "ควาย" กับ "มนุษย์"
“เช่าสินสอด” จ่ายเท่าไร ได้อะไรบ้างก่อนใช้ในพิธีแต่งงาน
เนปาลเผย การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมอาจมีมูลค่าสูง หลายพันล้านดอลลาร์
ฮือฮาทั้งโซเชียล! คลีนิกดังโพสต์คำนวณรายได้ ทหารอเมริกัน 5,000 นาย บุกพัทยา
ชาติที่คนใช้เงินในประเทศไทยมากที่สุด อันดับที่ 1 ของโลก
10 รถ EV ที่คนไทยกำลังแห่ซื้อ รุ่น ไหนมาแรงที่สุด?
10 ประเทศที่มีภูเขามากที่สุดในโลก บางประเทศแทบไม่มีพื้นที่ราบ
5 ความลับของ "ระบบสะสมแต้ม/สิทธิ์สมาชิก" ในห้างไทย ที่ออกแบบมาเพื่อบังคับให้เราจ่ายเพิ่ม
5 ค่าใช้จ่ายแฝงในการ "ออกรถยนต์คันแรก" ที่คนไทยมักลืมนึกถึงจนหมุนเงินไม่ทัน
