ข้อมูลส่วนตัวของลูกอย่าเปิดเผย อาจถูกขโมยไปทั้งกับสายมูและชีวิตออนไลน์
เป็นความสงสัยส่วนตัวหลังจากเห็นกรณีนี้ เลยลองค้นหาว่าดูว่าขโมยดวงมีจริงไหม
ขโมยดวง หรือสวมดวง... มีจริงไหม?
เคยได้ยินกันไหมว่า
แค่เราเอา วัน เดือน ปีเกิด หรือเวลาเกิด ไปให้ใครบางคนรู้...
เขาอาจเอาข้อมูลของเราไป “ขโมยดวง” หรือ “สวมดวง” ได้
เรื่องนี้เคยเป็นกระแสอยู่ช่วงหนึ่งเลยนะ
เมื่อมีคนออกมาเล่าประสบการณ์ว่า ก่อนหน้านั้นชีวิตกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น งานดี เงินดี ทุกอย่างเหมือนกำลังไปได้สวย
แต่หลังจากไปดูดวง และให้ข้อมูลวันเดือนปีเกิด รวมถึงเวลาเกิดกับหมอดู...
ชีวิตกลับเริ่มมีปัญหาหลายอย่างแบบต่อเนื่อง
จนเจ้าตัวเชื่อว่า...
หรือว่าเรากำลังถูกขโมยดวง?
แล้วตกลงคำว่า “ขโมยดวง” หรือ “สวมดวง” มันคืออะไรกันแน่?
ถ้าอธิบายตามความเชื่อของไสยศาสตร์บางสาย
เขาจะมองว่า วัน เดือน ปีเกิด และโดยเฉพาะเวลาเกิด เป็นเหมือนข้อมูลที่ใช้ระบุตัวตนของดวงชะตา
เพราะฉะนั้นจึงเกิดความเชื่อว่า
ถ้ามีข้อมูลเหล่านี้ครบ ก็อาจนำไปประกอบพิธีบางอย่าง เพื่อดึงเอาโชค วาสนา หรือพลังจากดวงของอีกคนมาใช้กับตัวเอง
พูดง่าย ๆ ก็คือ...
เห็นคนอื่นดวงดี ก็อยากเอาดวงดีของเขามาเป็นของตัวเอง
ถ้าใครกำลังงานรุ่ง เงินปัง มีโชค มีโอกาสดี ๆ เข้ามาตลอด
ตามความเชื่อบางสาย คนแบบนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็น “ดวงที่น่าเอาไปเสริม”
แต่ตรงนี้ต้องขีดเส้นใต้ตัวโต ๆ เลยนะว่า...
🌶️ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของความเชื่อ 🌶️
ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ว่า คนเราสามารถขโมยหรือสวมดวงชะตาของคนอื่นได้จริง
และในวงการโหราศาสตร์เองก็ไม่ได้มีความเห็นเป็นหนึ่งเดียวกัน หลายคนก็มองว่า ดวงเป็นของเจ้าของดวง และไม่สามารถขโมยกันได้
ส่วนหมอดูที่ถามวัน เดือน ปีเกิด หรือเวลาเกิด...
ก็ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังจะเอาข้อมูลเราไปทำพิธีอะไรนะ
เพราะโหราศาสตร์หลายระบบจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเหล่านี้ในการผูกดวง และคำนวณตำแหน่งดาวอยู่แล้ว
ดังนั้นถ้าถามว่า...
“เราควรกลัวขโมยดวงไหม?”
เรื่องนี้คงต้องขึ้นอยู่กับความเชื่อของแต่ละคน
แต่ถ้าถามว่า...
“ควรระวังข้อมูลส่วนตัวไหม?”
อันนี้ตอบได้ชัดกว่า
ควร
เพราะต่อให้ไม่มีใครขโมยดวงเราได้
เราก็ไม่จำเป็นต้องเอา ชื่อจริง วันเดือนปีเกิด เวลาเกิด หรือข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ ไปแจกให้ใครแบบไม่รู้ที่มาที่ไปอยู่แล้ว
สุดท้ายแล้ว...
บางทีสิ่งที่เราควรระวัง
อาจไม่ใช่ “คนขโมยดวง”
แต่อาจเป็น...
คนที่รู้ข้อมูลของเรามากเกินไปต่างหาก
เพราะดวงจะขโมยได้หรือไม่ได้ อันนี้ยังเป็นเรื่องของความเชื่อ
แต่ข้อมูลส่วนตัวของเรา...
อย่าแจกง่าย ๆ ดีกว่า
Noxx ว่าอันนี้เซฟที่สุดแล้ว
ถ้าพูดถึงเรื่อง “ขโมยดวง” บางคนอาจบอกว่า...
“ก็เรื่องความเชื่อทั้งนั้นแหละ”
โอเคค่ะ
แต่รู้ไหมว่า ในสหรัฐฯ ถึงคนจำนวนมากจะไม่ได้กังวลเรื่อง “ขโมยดวง” แบบที่เราเล่ากัน ก็ยังมีเหตุผลอีกอย่างที่ทำให้เขาเตือนกันว่า...
อย่าเอาข้อมูลส่วนตัวของเด็กไปประกาศสู่สาธารณะมากเกินไป
สมัยก่อน ในหลายวัฒนธรรมมีความเชื่อเรื่อง Evil Eye หรือ “สายตาอัปมงคล”
คือความเชื่อที่ว่า การถูกมองด้วยความอิจฉา ความริษยา หรือพลังด้านลบจากคนอื่น อาจนำสิ่งไม่ดีมาสู่เด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ถูกมองว่าเปราะบาง
อันนี้เป็นเรื่องของความเชื่อ แน่นอนว่าเราไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่า Evil Eye ทำให้เด็กเจ็บป่วยได้จริง
แต่พอมาถึงยุคนี้...
เหตุผลในการ “อย่าเปิดเผยข้อมูลเด็กมากเกินไป” กลับไม่ต้องพึ่งเรื่องไสยศาสตร์เลย
เพราะมันมีเรื่องที่จับต้องได้มากกว่า
นั่นคือ...
Identity Theft
ข้อมูลอย่างชื่อ-นามสกุล
วันเกิด
สถานที่เกิด
ข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัว
หรือข้อมูลอื่น ๆ ที่พ่อแม่โพสต์ลงโซเชียล
อาจกลายเป็นชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่มิจฉาชีพนำไปประกอบเป็นตัวตนของเด็กได้
ในสหรัฐฯ มีกรณีที่มิจฉาชีพใช้ข้อมูลส่วนตัวของเด็กในการปลอมแปลงตัวตน หรือใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเด็กเพื่อทำธุรกรรมทางการเงินในชื่อของเด็ก
และปัญหาของเด็กคือ...
กว่าพ่อแม่จะรู้ตัว อาจผ่านไปหลายปี
เพราะเด็กอาจยังไม่มีเหตุผลอะไรให้ตรวจสอบเครดิตหรือธุรกรรมทางการเงินของตัวเองตั้งแต่วันนี้
อีกเรื่องที่น่ากลัวไม่แพ้กันคือ...
ข้อมูลที่พ่อแม่โพสต์เล่น ๆ อาจช่วยให้คนอื่นเดา คำถามรักษาความปลอดภัย รหัสผ่าน หรือข้อมูลสำหรับกู้บัญชี ได้
ลูกเกิดวันที่เท่าไหร่?
ชื่อสัตว์เลี้ยงคืออะไร?
แม่ชื่ออะไร?
เกิดที่โรงพยาบาลไหน?
ชื่อเล่นคืออะไร?
โรงเรียนอะไร?
สิ่งเหล่านี้บางครั้งดูเหมือนไม่สำคัญ
แต่เมื่อเอาข้อมูลหลายชิ้นมาต่อกัน...
มันอาจกลายเป็นแผนที่ชีวิตของคนคนหนึ่งเลยก็ได้
และนี่คือจุดที่เรื่อง “ขโมยดวง” กับโลกยุคดิจิทัลน่าสนใจมาก
เมื่อก่อนเราอาจกลัวว่า...
“อย่าให้คนอื่นรู้วันเกิดลูก เดี๋ยวเขาเอาไปทำอะไรไม่ดี”
แต่วันนี้เราควรถามเพิ่มว่า...
“ถ้าคนแปลกหน้ารู้ข้อมูลลูกเรามากขนาดนี้ เขาเอาไปทำอะไรได้บ้าง?”
เพราะต่อให้เราไม่เชื่อเรื่อง Evil Eye
ไม่เชื่อเรื่องขโมยดวง
ไม่เชื่อเรื่องสวมดวงเลยแม้แต่นิดเดียว...
เราก็ยังมีเหตุผลในโลกจริงที่ควรปกป้องข้อมูลของเด็ก
เพราะเด็กยังไม่มีโอกาสเลือกเองว่า...
เขาอยากให้โลกออนไลน์รู้เรื่องส่วนตัวของเขามากแค่ไหน
พ่อแม่อาจโพสต์ด้วยความรัก
อยากประกาศว่าลูกเกิดแล้ว
อยากอวดรูปลูก
อยากเล่าเรื่องน่ารัก ๆ ของลูก
แต่สิ่งที่เราต้องคิดเพิ่มก็คือ...
ข้อมูลบางอย่างเอาคืนไม่ได้
รูปที่โพสต์ไปอาจถูกบันทึกไว้
วันเกิดอาจถูกเก็บไว้
ชื่อจริงอาจถูกนำไปเชื่อมกับข้อมูลอื่น
และเมื่อข้อมูลหลายอย่างรวมกัน...
มันอาจกลายเป็นตัวตนดิจิทัลของเด็ก ก่อนที่เด็กคนนั้นจะโตพอที่จะสร้างมันด้วยตัวเองเสียอีก
ดังนั้น Noxx อยากตะโกนดัง ๆ ไปถึงพ่อแม่ทั่วโลกเลยค่ะว่า...
รักลูกได้ อวดลูกได้ แต่ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกทุกอย่าง
เพราะบางครั้ง...
การปกป้องลูกที่ดีที่สุด
ไม่ใช่การซ่อนลูกจากโลก
แต่คือ...
ไม่ปล่อยให้โลกออนไลน์รู้จักลูกของเรามากเกินไป ตั้งแต่วันที่เขายังไม่มีสิทธิ์เลือกเอง
เขียนโดย Noxx
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 กันยายน 2569
สังเกตสัญญาณน้ำป่า ก่อนสถานการณ์จะรุนแรง
สูตรคำนวณหาแนวทาง งวด 1/9/69
ไชรหัสเลข ขุนพันธุ์ นำโชค 1/9/69
ทุเรียนจังหวัดไหนแพงที่สุด? เปิด 5 แหล่งทุเรียนพรีเมียมของไทย
วิธีสังเกตว่าบริเวณนี้อาจมีงูซ่อนอยู่
ตำนาน “ราชินีแมงป่อง” สาวไทยผู้ขังตัวเองกับแมงป่องพิษ 5,320 ตัว นาน 33 วัน เพื่อบันทึกสถิติโลก!
งูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำ
น้ำผึ้งจากจังหวัดไหนราคาแพง เปิดแหล่งน้ำผึ้งธรรมชาติที่น่าสนใจของไทย
6 ประเทศที่ยังไม่มีรถไฟ และดูเหมือนยังไม่จำเป็นต้องสร้างรางรถไฟ
ประเทศที่มีปิรามิดเยอะที่สุดในโลก
ถอดรหัสปริศนา 2,500 ปี! จารึกบนขันเงินแห่ง "มนุษย์ทองคำ" กับภาษาโบราณที่หายสาบสูญ
สังเกตสัญญาณน้ำป่า ก่อนสถานการณ์จะรุนแรง
ตำนาน “ราชินีแมงป่อง” สาวไทยผู้ขังตัวเองกับแมงป่องพิษ 5,320 ตัว นาน 33 วัน เพื่อบันทึกสถิติโลก!
ถอดรหัสปริศนา 2,500 ปี! จารึกบนขันเงินแห่ง "มนุษย์ทองคำ" กับภาษาโบราณที่หายสาบสูญ
น้ำผึ้งจากจังหวัดไหนราคาแพง เปิดแหล่งน้ำผึ้งธรรมชาติที่น่าสนใจของไทย
ประเทศที่มีปิรามิดเยอะที่สุดในโลก





