หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

พิธีโยนเด็กจากหอคอยของอินเดีย มีอยู่จริงหรือแค่เรื่องเล่า

เขียนโดย thoughtloop

ถ้าเลื่อนเจอภาพหรือคลิปที่มีคนอุ้มเด็กเล็กขึ้นไปบนอาคาร ก่อนปล่อยเด็กตกลงมาให้คนด้านล่างใช้ผ้ารับ หลายคนอาจคิดทันทีว่าเป็นภาพตัดต่อ หรือเป็นเรื่องเล่าที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อให้ดูแปลกประหลาด

แต่เรื่องนี้ มีเหตุการณ์จริง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องระวังคือ อย่าเข้าใจว่าเป็น “พิธีของคนอินเดีย” ทั้งประเทศ เพราะอินเดียมีประชากรมากกว่า 1,000 ล้านคนและมีวัฒนธรรมหลากหลายมาก พิธีดังกล่าวเป็นธรรมเนียมเฉพาะถิ่นที่เคยปรากฏในบางพื้นที่ของรัฐ มหาราษฏระ (Maharashtra) และ กรณาฏกะ (Karnataka) ทางตะวันตกและตอนใต้ของอินเดีย ไม่ใช่ประเพณีทั่วไปของชาวอินเดีย

เรื่องนี้เป็นที่รู้จักในต่างประเทศจากภาพข่าวเมื่อช่วงปลายทศวรรษ 2000 โดยมีรายงานเกี่ยวกับพิธีที่ Baba Umer Dargah ในเขตโซลาปูร์ รัฐมหาราษฏระ และพิธีในบริเวณวัด Sri Santeswar ในรัฐกรณาฏกะ

ภาพที่เกิดขึ้นฟังแล้วน่าหวาดเสียวมาก

เด็กทารกถูกนำขึ้นไปบนที่สูง จากนั้นถูกปล่อยลงมา ขณะที่ผู้คนด้านล่างขึงผ้าหรือผ้าห่มเอาไว้เพื่อรับเด็ก

ในกรณีที่เมืองโซลาปูร์ มีรายงานในปี 2009 ว่าเด็กถูกปล่อยจากความสูงประมาณ 50 ฟุต หรือราว 15 เมตร ลงมายังผ้าที่ผู้คนด้านล่างถือไว้ และหน่วยงานคุ้มครองเด็กของอินเดียออกมาแสดงความกังวลอย่างจริงจังต่อพิธีนี้

ส่วนที่รัฐกรณาฏกะ ในปีเดียวกัน เจ้าหน้าที่รายงานถึงพิธีที่วัด Sri Santeswar ซึ่งเด็กถูกปล่อยจากความสูงมากกว่า 30 ฟุต ลงบนผ้าที่คนด้านล่างขึงรอรับ และมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

แล้วคนที่ทำพิธีเชื่ออะไร?

คำตอบที่พบในรายงานข่าวคือ เชื่อว่าจะนำสุขภาพที่ดี ความแข็งแรง อายุยืน และความเป็นสิริมงคลมาให้เด็กและครอบครัว

บางครอบครัวนำลูกมาร่วมพิธีหลังจากเคยบนบานหรือขอพรเกี่ยวกับการมีบุตร แล้วเมื่อมีลูกสมหวังก็พาเด็กกลับมาร่วมพิธีเพื่อแสดงความศรัทธาและขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ตรงนี้ทำให้เห็นว่าพิธีไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการจะทำร้ายเด็ก

ในมุมของผู้เข้าร่วม มันเป็นเรื่องของ ความศรัทธาและการขอพรให้ลูกมีชีวิตที่ดี

แต่เมื่อมองจากหลักความปลอดภัยสมัยใหม่ การปล่อยทารกจากที่สูงย่อมมีความเสี่ยงอย่างมาก แม้จะมีคนถือผ้ารับอยู่ด้านล่างก็ตาม

และนี่เองที่ทำให้พิธีดังกล่าวกลายเป็นประเด็นใหญ่ในอินเดีย

ในปี 2009 คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อการคุ้มครองสิทธิเด็กของอินเดีย หรือ NCPCR ออกมาแสดงความกังวลและเรียกร้องให้มีการดำเนินการกับพิธีดังกล่าว ขณะที่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่ก็พยายามสั่งหยุดหรือสอบสวนเหตุการณ์

ที่รัฐกรณาฏกะ เจ้าหน้าที่ถึงกับสั่งให้สอบสวนพิธีที่เกิดขึ้นในปี 2009 หลังมีรายงานว่าเด็กประมาณ 200 คนถูกนำมาร่วมพิธีในครั้งนั้น

แต่เรื่องยังไม่จบง่าย ๆ

เพราะพิธีกรรมที่ผูกอยู่กับความเชื่อของชุมชนไม่ได้หายไปทันทีเพียงเพราะรัฐออกคำสั่ง

มีรายงานในปี 2025 ว่าพิธีลักษณะการโยนทารกยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ของ เขตกอปปัล (Koppal) ทางตอนเหนือของรัฐกรณาฏกะ แม้เจ้าหน้าที่และนักกิจกรรมจะพยายามเรียกร้องให้ยุติ โดยในกรณีที่รายงานนั้น เด็กถูกปล่อยจากบริเวณด้านบนของรถแห่หรือโครงสร้างในงานเทศกาล แล้วมีชาวบ้านใช้ผ้าห่มรับด้านล่าง

สิ่งที่เปลี่ยนไปจากรายงานเก่าอย่างหนึ่งคือ ความสูง

รายงานปี 2025 ระบุว่าในพื้นที่ดังกล่าว เดิมเคยทำจากความสูงประมาณ 20 ฟุต แต่ภายหลังลดลงเหลือประมาณ 6 ฟุต อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพยังเตือนว่าการโยนหรือทำให้ทารกเกิดการกระแทกและการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงสามารถก่อให้เกิดอันตรายได้ เพราะเด็กเล็กยังมีกล้ามเนื้อคอและระบบประสาทที่กำลังพัฒนา

ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องนี้ไม่ควรถูกเล่าเพียงในฐานะ “พิธีแปลกของอินเดีย”

เพราะเมื่อมองเข้าไปจริง ๆ เราจะเห็นความขัดแย้งระหว่าง ความเชื่อดั้งเดิมกับมาตรฐานความปลอดภัยสมัยใหม่

ฝ่ายหนึ่งมองว่านี่คือพิธีที่ทำเพื่อความเป็นสิริมงคลให้เด็ก

อีกฝ่ายมองว่าการนำทารกไปปล่อยจากที่สูงเป็นความเสี่ยงที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเด็ก

และเมื่อมีเด็กเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางวัฒนธรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องสิทธิเด็กและความปลอดภัยด้วย

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องนี้มีทั้งชาว ฮินดูและมุสลิม เข้าไปเกี่ยวข้องในบางพื้นที่ จึงไม่ควรเหมารวมว่าเป็นพิธีกรรมของศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยตรง รายงานเกี่ยวกับ Baba Umer Dargah ในมหาราษฏระระบุว่าผู้เข้าร่วมมีทั้งชาวมุสลิมและฮินดู ขณะที่อีกสถานที่หนึ่งเป็นวัดฮินดูในรัฐกรณาฏกะ

นี่ทำให้เรื่องราวซับซ้อนขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นอาจสะท้อน ประเพณีท้องถิ่นที่ผูกกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และความเชื่อของชุมชน มากกว่าจะสามารถอธิบายง่าย ๆ ว่าเป็นคำสอนของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง

ส่วนเรื่องที่ว่า “พิธีนี้มีอายุ 500 หรือ 700 ปีจริงหรือไม่” ก็ต้องระวังเช่นกัน

มีรายงานและแหล่งข้อมูลหลายแห่งอ้างอายุของประเพณีแตกต่างกัน ตั้งแต่หลายร้อยปีไปจนถึงประมาณ 700 ปี แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ตรวจสอบได้เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นอย่างละเอียดนั้นมีจำกัด จึงไม่ควรเขียนฟันธงว่า “พิธีนี้มีอายุ 700 ปีแน่นอน”

สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจกว่าคือ มีรายงานว่าพิธีนี้ถูกปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลานานในบางชุมชน และมีหลักฐานข่าวร่วมสมัยเกี่ยวกับการจัดพิธีดังกล่าวอย่างน้อยตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2009

ดังนั้น หากถามกลับไปที่คำถามในชื่อเรื่องว่า

“พิธีโยนเด็กจากหอคอยของอินเดีย มีอยู่จริงหรือแค่เรื่องเล่า?”

คำตอบคือ มีอยู่จริง

แต่ไม่ใช่พิธีที่คนอินเดียทั่วไปทำกัน และไม่ควรนำไปเหมารวมกับวัฒนธรรมอินเดียทั้งหมด

มันเป็นธรรมเนียมเฉพาะถิ่นที่เคยเกิดขึ้นในบางชุมชนของรัฐมหาราษฏระและกรณาฏกะ โดยมีความเชื่อเกี่ยวกับสุขภาพ โชคลาภ และความเป็นสิริมงคลของเด็กเป็นแรงผลักดัน

และเมื่อภาพของพิธีนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก มันก็กลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เราเห็นว่า ความเชื่อของมนุษย์สามารถมีรูปแบบแตกต่างกันอย่างสุดขั้วเพียงใด

สำหรับคนที่มองจากภายนอก ภาพเด็กถูกปล่อยจากที่สูงอาจน่ากลัวจนแทบไม่อยากเชื่อว่าเกิดขึ้นจริง

แต่สำหรับคนในชุมชนที่สืบทอดพิธีนี้มา มันอาจเป็นภาพของความศรัทธา การขอพร และความหวังที่มีต่อชีวิตของเด็ก

และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาศึกษาประเพณีแปลก ๆ จากทั่วโลก เราควรเริ่มจากคำถามว่า “คนที่ทำเขาเชื่ออะไร?” ก่อนที่จะรีบตัดสินว่า “ทำไมถึงทำแบบนั้น?”

เพราะเบื้องหลังพิธีที่ดูแปลกที่สุด อาจมีทั้งประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และเรื่องราวของชุมชนซ่อนอยู่

เพียงแต่ในกรณีนี้ ความเชื่อนั้นมาพร้อมกับคำถามสำคัญอีกข้อหนึ่งว่า

เมื่อความศรัทธาต้องแลกกับความเสี่ยงของเด็ก เส้นแบ่งระหว่างประเพณีกับความปลอดภัยควรอยู่ตรงไหน?

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
thoughtloop's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 3 ครั้ง
เขียนโดย thoughtloop
เริ่มจาก Thoughtloop ...
พอได้สังเกตสิ่งรอบตัว แล้วกลั่นออกมาเป็นตัวอักษร
เล่าเรื่องธรรมดาในวันที่หลายคนอาจมองข้าม
ความคิดเล็ก ๆ ที่อาจตรงกับใจของใครสักคน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ประวัติศาสตร์รางวัลที่1สลากใบมีคนเคยถูกสูงสุด180ล้าน“WC” ย่อมาจากอะไร? ที่มาของคำบนป้ายห้องน้ำที่เห็นกันบ่อยเปิด 7 ประเทศอาเซียนที่มีทองคำสำรองมากที่สุด ไทยอยู่อันดับที่เท่าไร?เปิด 7 ธนบัตรรัชกาลที่ 9 ไทยในตำนานที่หาดูได้ยากงูพิษลอยน้ำ งูไม่มีพิษจมน้ำ จริงหรือ? ไขความเชื่อเก่าเกี่ยวกับงูในสายน้ำจากคนงานสวนสู้ชีวิต วันนี้กลายเป็นเศรษฐี 12 ล้านไมโครเวฟทำให้อาหารร้อนไม่เท่ากันเหรียญบาทไทยที่ถูกผลิตน้อยที่สุด และหาได้ยากมากที่สุดในปัจจุบันจับตาหวยลาว 18/8/69! เปิดสถิติวันอังคารย้อนหลัง เลขซ้ำ เลขวน เลขไหนมาแรง?ท้องเสียทำให้ลำไส้เสียสมดุลAndroid Go ไม่ใช่ Android ปลอม: ทำไมมือถือสเปกต่ำยังใช้ได้ แม้ต้องตัดบางอย่างออกสื่อรัฐอิหร่าน-สถานทูตเย้ยทรัมป์ หลังเผยปฏิบัติการย้ายเครื่องบินลับ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิด 7 ประเทศอาเซียนที่มีทองคำสำรองมากที่สุด ไทยอยู่อันดับที่เท่าไร?Android Go ไม่ใช่ Android ปลอม: ทำไมมือถือสเปกต่ำยังใช้ได้ แม้ต้องตัดบางอย่างออกจับตาหวยลาว 18/8/69! เปิดสถิติวันอังคารย้อนหลัง เลขซ้ำ เลขวน เลขไหนมาแรง?ไมโครเวฟทำให้อาหารร้อนไม่เท่ากัน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
โลมาใช้ “เปลือกหอย” เป็นเครื่องมือจับปลา ทักษะล่าที่อาจส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นคืนที่ทั้งเมืองกลายเป็นปีศาจในสโลวีเนียการแข่งขันที่ผู้เข้าแข่งขันต้องขี่ม้าจับกุ้งไมโครเวฟทำให้อาหารร้อนไม่เท่ากัน
ตั้งกระทู้ใหม่