หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามภิกษุฉันเนื้อสัตว์ทั้งหมดแต่ทรงวางเงื่อนไขเรื่องเจตนาฆ่าไว้อย่างชัดเจน

เขียนโดย คิดไปเรื่อย

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่าเป็นเนื้อหรือไม่เป็นเนื้อ แต่อยู่ที่การฆ่านั้นเกิดขึ้นเพราะใคร



เรื่องพระภิกษุกับการฉันเนื้อสัตว์มักถูกเล่าต่อกันแบบสั้นๆ จนเหลือเพียงสองคำตอบ คือ พระต้องกินมังสวิรัติ หรือพระกินเนื้อได้ทุกอย่าง ทั้งที่หลักในพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาทละเอียดกว่านั้นมาก

หลักที่เรียกว่าเนื้อบริสุทธิ์โดยส่วนสาม

ใน ชีวกสูตร มัชฌิมนิกาย สูตรที่ 55 มีเนื้อความกล่าวถึงกรณีที่พระภิกษุสามารถรับอาหารที่มีเนื้อสัตว์ได้ โดยพิจารณาว่าไม่ได้ เห็น ไม่ได้ยิน และไม่ได้สงสัย ว่าสัตว์นั้นโดนฆ่าโดยเจาะจงเพื่อถวายแก่ภิกษุผู้รับอาหารนั้น

คำสามคำนี้สำคัญมาก เพราะความหมายไม่ใช่เพียงว่า ภิกษุไม่ได้ลงมือฆ่าเองแล้วจบ แต่ต้องไม่มีเหตุให้เชื่อว่าการฆ่าเกิดขึ้นเพราะการมาของตนด้วย

ลองนึกภาพง่ายๆ ตลาดมีอาหารปรุงสำเร็จอยู่ก่อนแล้ว ญาติโยมนำอาหารนั้นมาใส่บาตร โดยไม่ได้สั่งฆ่าสัตว์เพราะต้องการถวายพระโดยเฉพาะ กรณีเช่นนี้ต่างจากการเห็นพระเดินมาแล้วไปจับสัตว์มาฆ่า พร้อมบอกว่าจะทำอาหารจานนี้ถวายพระรูปนั้นโดยตรง

เส้นแบ่งจึงอยู่ตรงความเกี่ยวข้องระหว่างการฆ่ากับผู้รับ

ทำไมจึงไม่ได้บัญญัติให้ภิกษุทุกองค์กินมังสวิรัติ

วิถีของภิกษุในยุคพุทธกาลผูกกับการบิณฑบาต พระไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเลือกรายการอาหารตามความต้องการ ผู้ถวายให้อะไรที่สมควรแก่สมณบริโภค ภิกษุก็รับตามเงื่อนไขของพระวินัย การกำหนดว่าทุกบ้านต้องเตรียมอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งโดยเฉพาะย่อมเปลี่ยนลักษณะของการดำรงชีพด้วยอาหารที่ผู้อื่นถวายไปมาก

หลักนี้จึงสะท้อนเรื่องที่น่าสนใจมาก คือ การไม่สร้างความต้องการจนกลายเป็นเหตุให้ชีวิตอื่นต้องตายเพื่อตน ไม่ใช่การประกาศว่าเนื้อสัตว์ไม่มีปัญหาทางศีลธรรมเลย

ในชีวกสูตรยังกล่าวถึงผลทางกรรมของผู้ที่จัดการฆ่าสัตว์เพื่อถวายพระเป็นลำดับ ตั้งแต่สั่งให้นำสัตว์มา สัตว์เกิดความทุกข์ระหว่างการจับและนำมา จนถึงการฆ่าและนำไปประกอบอาหาร ประเด็นจึงหันกลับมาที่เจตนาและกระบวนการซึ่งทำให้ชีวิตหนึ่งต้องสิ้นไป

แต่คำว่า ห้ามเฉพาะสามกรณี ก็ยังไม่ครบทั้งหมด

ตรงนี้เป็นรายละเอียดที่มักหลุดหายจากข้อความที่แชร์กัน พระวินัยยังระบุ เนื้อบางชนิดที่ภิกษุไม่ควรฉันเป็นการเฉพาะ ได้แก่ เนื้อมนุษย์ ช้าง ม้า สุนัข งู สิงโต เสือโคร่ง เสือดาว หมี และไฮยีนา รวมสิบประเภท โดยแต่ละข้อมีที่มาของบัญญัติอยู่ในพระวินัย

เพราะฉะนั้น หากพูดให้แม่นที่สุด ไม่ควรสรุปว่า พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตเนื้อทุกชนิดตราบใดที่ไม่ได้ฆ่าถวาย หรือทรงห้ามเพียงเนื้อที่รู้ เห็น หรือสงสัยว่าฆ่าเพื่อตนเท่านั้น เพราะยังมีข้อห้ามเฉพาะเกี่ยวกับเนื้อสิบประเภทด้วย

• เนื้อทั่วไป ต้องผ่านเงื่อนไขว่าไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน และไม่ได้สงสัยว่าสัตว์โดนฆ่าโดยเจาะจงเพื่อภิกษุนั้น

• เนื้อที่รู้ว่าเขาฆ่าโดยเจาะจงเพื่อนำมาถวาย ไม่ควรฉัน

• เนื้อสิบประเภทตามพระวินัย มีข้อห้ามแยกต่างหาก

 

จุดที่น่าคิดต่อไม่ใช่การแข่งขันว่าใครกินอะไรบริสุทธิ์กว่าใคร

คำสอนส่วนนี้ทำให้เห็นวิธีพิจารณาศีลธรรมแบบพุทธที่ไม่ได้หยุดแค่สิ่งของตรงหน้า แต่ย้อนดูว่า ของชิ้นนั้นเกิดขึ้นด้วยเหตุอะไร และความต้องการของตนไปผลักให้ใครทำอะไรหรือไม่

อาหารจานเดียวกันจึงอาจมีบริบทต่างกันอย่างสิ้นเชิง จานหนึ่งมีอยู่ตามปกติและมีผู้แบ่งมาถวาย อีกจานเกิดจากคำสั่งว่าให้ฆ่าสัตว์ตัวนี้เพื่อทำถวายโดยเฉพาะ ภายนอกอาจดูเหมือนเนื้อสัตว์เหมือนกัน แต่ความสัมพันธ์ทางเจตนาไม่เหมือนกัน

หลักนี้ยังเตือนผู้ถวายด้วยว่า การทำบุญไม่ควรเริ่มต้นจากการจงใจเบียดเบียนชีวิตเพื่อผลิตสิ่งที่จะนำไปทำบุญ

เมื่อเข้าใจครบ ภาพจึงไม่ใช่คำง่ายๆ ว่า พุทธศาสนาสนับสนุนการกินเนื้อ หรือพุทธศาสนาห้ามกินเนื้อ แต่เป็นการวางกรอบให้ภิกษุไม่เข้าไปเป็นเหตุแห่งการฆ่าโดยเจาะจง พร้อมกับมีข้อบัญญัติเกี่ยวกับเนื้อบางชนิดอีกชั้นหนึ่ง ความละเอียดตรงนี้ทำให้คำว่า เห็น ได้ยิน หรือสงสัย มีน้ำหนักมากกว่าการเป็นเพียงกฎเรื่องเมนูอาหาร เพราะมันกำลังถามถึงต้นทางของการกระทำว่า ชีวิตหนึ่งต้องตายลงเพราะความต้องการของผู้รับหรือเปล่า

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
คิดไปเรื่อย's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 80 ครั้ง
เขียนโดย คิดไปเรื่อย
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ย้อนรอยประวัติศาสตร์: เมื่อ "สีผิว" เคยแบ่งแยกแม้กระทั่งตู้ดื่มน้ำในอเมริการู้จัก อำเภอที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ดังมาก นักท่องเที่ยวเพียบตำนานภาพถ่ายปี 1953: เมื่อสาวงามเดินผ่านกลางตลาด แต่ผู้ชายทั้งถนนกลับช็อค!5 จังหวัด ที่ดินราคาประเมินถูกที่สุดในไทย ตารางวาเริ่มต้นหลักสิบมีจริงหนังดังสัญชาติไทย ที่ถูกนำไปสร้างใหม่เป็นภาพยนตร์ตะวันตกเปิด 5 จังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยและนักศึกษาจำนวนมาก จนกลายเป็น “เมืองมหาวิทยาลัย” ของไทยย้อนวันวาน “ร้านเช่าวิดีโอ” : เสน่ห์ยุค 80s-90s ที่เน็ตลื่นแค่ไหนก็แทนไม่ได้!เลข 9 ตรงกัน 2 สำนัก! งวด 16 ต.ค. 69 เปิดชุด “เลขเทวดา” ชน “บนสวย”ส่องแนวทาง @ใต้ฟ้า งวด 16 ต.ค. 69 จับตาเลข 4 พร้อม 444อาโองาชิมะ เกาะภูเขาไฟกลางทะเลที่มนุษย์เลือกสร้างบ้านอยู่ภายในปล่องส่องสถิติเลขท้าย 2 ตัว ย้อนหลัง 10 ปี งวด 16 ต.ค. เด่นตัวไหนสุด?ช็อกโกแลตขึ้น “ฝ้าขาว” ทั้งที่ยังไม่หมดอายุ แบบนี้คือขึ้นราหรือยัง?
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
“หมีน้ำ” (Tardigrade) สัตว์อมตะขนาดจิ๋ว! ต้มไม่ตาย แช่แข็งไม่ร่วง อยู่ในอวกาศก็ไม่ขิต! พวกมันทำได้อย่างไร?โรงแรมขนาดยักษ์ที่ใหญ่ที่สุด มีห้องพักมากสุดอันดับ 1 ในไทยตำนานภาพถ่ายปี 1953: เมื่อสาวงามเดินผ่านกลางตลาด แต่ผู้ชายทั้งถนนกลับช็อค!ย้อนรอยประวัติศาสตร์: เมื่อ "สีผิว" เคยแบ่งแยกแม้กระทั่งตู้ดื่มน้ำในอเมริกาย้อนวันวาน “ร้านเช่าวิดีโอ” : เสน่ห์ยุค 80s-90s ที่เน็ตลื่นแค่ไหนก็แทนไม่ได้!ช็อกโกแลตขึ้น “ฝ้าขาว” ทั้งที่ยังไม่หมดอายุ แบบนี้คือขึ้นราหรือยัง?
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
👖 กระเป๋าเล็กจิ๋วบนกางเกงยีนส์มีไว้ใส่อะไร? จริง ๆ มันเก่ากว่า “กระเป๋าที่ 5” เสียอีกตำนานภาพถ่ายปี 1953: เมื่อสาวงามเดินผ่านกลางตลาด แต่ผู้ชายทั้งถนนกลับช็อค!ย้อนรอยประวัติศาสตร์: เมื่อ "สีผิว" เคยแบ่งแยกแม้กระทั่งตู้ดื่มน้ำในอเมริกาย้อนวันวาน “ร้านเช่าวิดีโอ” : เสน่ห์ยุค 80s-90s ที่เน็ตลื่นแค่ไหนก็แทนไม่ได้!
ตั้งกระทู้ใหม่