หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทำไมแม่ไทยชอบเก็บถุงก๊อบแก๊บยางรัดแกงและกล่องคุกกี้ไว้จนเต็มบ้าน

เขียนโดย nantana

ถุงหนึ่งใบอาจดูไร้ค่า แต่ในบ้านไทยมันมี “งานในอนาคต” รออยู่



ลองเปิดลิ้นชักใต้ซิงก์ ตู้กับข้าว หรือข้างตู้เย็นของบ้านที่อยู่กันมานาน มักเจอภาพคุ้นตาเหมือนนัดกันไว้ ถุงก๊อบแก๊บพับซ้อนเป็นก้อน ยางรัดแกงรวมอยู่ในถุงเล็กอีกที แล้วกล่องคุกกี้โลหะก็ไม่ได้มีคุกกี้ แต่แน่นไปด้วยเข็ม ด้าย ใบเสร็จ ถ่านไฟฉาย หรือของจุกจิกสารพัด เรื่องนี้ดูขำจนกลายเป็นมุกประจำบ้าน แต่เบื้องหลังมีทั้งจิตวิทยา ความเคยชิน และวิธีบริหารของใช้ในครัวเรือนซ่อนอยู่พอสมควร

คำว่า “เสพติด” ตรงนี้เป็นมุก ไม่ใช่โรค

การชอบเก็บถุง กล่อง หรือยางรัด ไม่ได้แปลว่ามีภาวะสะสมของผิดปกติ อาการเก็บสะสมสิ่งของที่เป็นปัญหาทางคลินิกมีลักษณะสำคัญคือทิ้งของยากอย่างต่อเนื่อง ของกองจนรบกวนพื้นที่ใช้สอย และสร้างปัญหาต่อชีวิตประจำวัน ส่วนการเก็บของใช้ซ้ำตามบ้านทั่วไปมักอยู่ในโลกของ ความประหยัด ความคุ้นเคย และการมองเห็นประโยชน์ล่วงหน้า มากกว่า

จุดสำคัญคือ สมองไม่ได้มองของเหล่านี้ว่าเป็น “ขยะ” ตั้งแต่แรก ถุงที่ยังไม่ขาดคือถุงใส่ขยะใบเล็ก ยางรัดแกงคือของมัดสายไฟ กล่องคุกกี้คือกล่องเก็บของแข็งแรง พอประเมินว่ายังมีมูลค่าใช้งาน การทิ้งจึงให้ความรู้สึกคล้ายเสียของดีไปฟรีๆ

1 ความเสียดายทำงานแรงกว่าราคาของจริง

หลักจิตวิทยาเรื่อง ความไม่อยากสูญเสีย อธิบายภาพนี้ได้ดี มนุษย์มักรู้สึกกับการเสียของที่มีอยู่แรงกว่าความพอใจจากการได้ของมูลค่าใกล้เคียงกัน ถุงพลาสติกหนึ่งใบอาจมีราคาแทบไม่มีความหมาย แต่ถ้าโยนทิ้งวันนี้แล้วพรุ่งนี้เกิดต้องใช้ สมองจะจำเหตุการณ์แบบ “เห็นไหม น่าจะเก็บไว้” ได้ชัดกว่าหลายสิบครั้งที่เก็บแล้วไม่ได้ใช้ ความทรงจำแบบนี้ค่อยๆ ฝึกนิสัยให้เก็บก่อน ค่อยคิดทีหลัง

2 ของที่มาอยู่ในบ้านแล้วดูมีค่าขึ้น

อีกกลไกคือ ผลของความเป็นเจ้าของ ของชิ้นเดิมมักดูมีค่าขึ้นเมื่อกลายเป็นของที่ครอบครองอยู่ กล่องเหล็กสวยๆ ที่มากับขนมจึงไม่ใช่บรรจุภัณฑ์ธรรมดาอีกต่อไป รูปทรงแข็งแรง ฝาปิดแน่น ลายสวย แถมจ่ายเงินมากับขนมแล้ว สมองเลยตีความว่าเก็บไว้คุ้มกว่าโยนทิ้ง แม้ตอนนั้นยังไม่มีแผนว่าจะใส่อะไร

3 คนรุ่นก่อนคุ้นกับการใช้ของจนหมดหน้าที่

ในหลายครอบครัว ความประหยัดไม่ได้หมายถึงการซื้อของราคาถูกอย่างเดียว แต่หมายถึงการรีดประโยชน์จากของที่มีให้เต็มที่ ถุงหนึ่งใบใช้หลายรอบ ขวดแก้วล้างเก็บ กล่องเหล็กเปลี่ยนหน้าที่จากบรรจุขนมไปเป็นกล่องเย็บผ้า พฤติกรรมแบบนี้แทบไม่ต้องสอนเป็นตำรา แค่เห็นคนในบ้านทำซ้ำมาตลอดก็กลายเป็นมาตรฐานว่า ของที่ยังใช้ได้ไม่ควรรีบทิ้ง

ถุงก๊อบแก๊บ มีหลายขนาด ใช้รองถังขยะ แยกของเปียก ใส่รองเท้า หรือห่อของที่อาจเลอะ

ยางรัดแกง เล็กแต่สารพัดประโยชน์ มัดถุง มัดสาย มัดของหลวม หรือใช้แก้ขัดตอนหาของสำหรับมัดไม่เจอ

กล่องคุกกี้ ทน ปิดฝาได้ วางซ้อนง่าย จึงเหมาะกับของชิ้นเล็กที่หายเก่ง

พอของเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาได้จริงหลายครั้ง สมองก็มีหลักฐานสนับสนุนว่า “เก็บไว้ไม่เสียหาย” และหลักฐานจากประสบการณ์ตรงมักมีน้ำหนักกว่าคำเตือนว่าบ้านเริ่มรกเสียอีก

4 บ้านจึงกลายเป็นคลังสำรองขนาดย่อม

ของจุกจิกพวกนี้มีราคาต่อชิ้นต่ำ แต่ถ้าขาดตอนจำเป็นกลับสร้างความรำคาญสูง ถุงขยะหมดตอนดึก ยางรัดขาดตอนกำลังแพ็กของ กล่องใส่ของไม่พอตอนจัดตู้ เหตุการณ์เล็กๆ แบบนี้ทำให้การมีของสำรองดูสมเหตุสมผล การเก็บจึงไม่ใช่อารมณ์ล้วน แต่เป็นวิธีลดการต้องออกไปซื้อของชิ้นเล็กซ้ำๆ ด้วย

จุดที่เริ่มเปลี่ยนจาก “ประหยัด” เป็น “รก” อยู่ตรงจำนวน ไม่ใช่ชนิดของของ
มีถุงสิบใบแล้วหยิบใช้หมุนเวียนก็ยังมีประโยชน์ แต่มีสามร้อยใบยัดจนเปิดตู้ไม่ได้ก็อีกเรื่อง วิธีจัดการที่ไม่ต้องปะทะกันคือกำหนดพื้นที่ตายตัว เช่น ถุงเก็บได้หนึ่งกล่อง ยางรัดหนึ่งกระปุก กล่องเปล่าไม่เกินสามใบ ของใหม่จะเข้าก็ต้องมีของเก่าออก กติกาแบบนี้ยังรักษาความรู้สึกว่า “ของดีไม่ควรเสียเปล่า” พร้อมกันบ้านไม่ให้กลายเป็นโกดังบรรจุภัณฑ์

นิสัยเก็บของใช้ซ้ำยังช่วยลดของใช้ครั้งเดียวทิ้งได้ ถ้านำกลับมาใช้จริง แต่ถ้าเก็บจนถุงกรอบ ยางเหนียว กล่องขึ้นสนิม หรือสะสมเกินความต้องการ ผลก็แค่เลื่อนเวลาทิ้งออกไป ความคุ้มจึงไม่ได้อยู่ที่ เก็บได้เยอะแค่ไหน แต่อยู่ที่เอากลับมาใช้จริงกี่ครั้ง

กล่องคุกกี้ที่เปิดมาเจอด้ายจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือวัฒนธรรมการใช้ของให้หมดหน้าที่ก่อนยอมให้มันออกจากบ้าน

เนื้อหาโดย: nantana
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
nantana's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 62 ครั้ง
เขียนโดย nantana
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิดอันดับโลก ประเทศไหน “บ้าหวย” ที่สุด แชมป์ตัวจริงไม่ใช่ไทยเปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”ทำไม “กระดาษสีน้ำตาล” ถึงเคยเป็นของคู่การห่อปกสมุด? ความทรงจำก่อนเปิดเทอมของเด็กไทยยุคหนึ่ง108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง7 อาชีพอิสระ คนธรรมดาก็เริ่มได้ ไม่ต้องมีร้าน8 ภัยธรรมชาติสุดแปลก ที่เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่บางแห่งในโลก 5 พืชเศรษฐกิจของไทย ที่ทำเงินได้น้อยที่สุด[แจกเทคนิค] สร้างรูป AI สวยเป๊ะ ตรงปก? มาดูวิธีการเขียน Prompt แบบมือโปร (เข้าใจง่ายมาก!)นี่คือเซเว่นจริง ๆ เหรอ? เปิด 7-Eleven Cloud 11 ที่มี “อินฟินิตู้” และของบางอย่างหาไม่ได้ในสาขาทั่วไปหนึ่งวันของเทวดา เขาทำอะไรกันบ้างทริคกำจัดยุงด้วยวิธีธรรมชาติ5 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาท
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ต้า – ยัต : เรื่องนี้ใครผิด ใครถูก?10 อันดับคลิปโหนกระแสที่มียอดวิวสูงสุดหมอดูบอกเนื้อคู่จะมาปีหน้า แล้วคนโสดควรใช้ 365 วันนี้อย่างไร?ถ้าล่องหนได้ 1 นาที จะเอาพลังนี้ไปทำอะไรให้รวยแบบถูกกฎหมาย?
ตั้งกระทู้ใหม่