หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ทำไมกฎหมายยังคุ้มครองเยาวชน แม้คดีรุนแรงจนสังคมรับไม่ได้

เขียนโดย ตัวซีเคร็ท

เวลามีข่าวเด็กหรือเยาวชนก่อคดีหนัก คนจำนวนมากจะรู้สึกเหมือนกันว่า ทำขนาดนี้ยังจะคุ้มครองอะไรอีก ทำไมไม่ลงโทษให้เท่าผู้ใหญ่ไปเลย คำถามนี้ไม่ได้แปลก เพราะฝั่งผู้เสียหายก็เจ็บจริง ครอบครัวผู้เสียหายก็พังจริง สังคมก็กลัวจริง

แต่แกนของกฎหมายเยาวชนไม่ได้ตั้งอยู่บนความคิดว่า เด็กทำอะไรก็ไม่ผิด หรือเด็กควรถูกปล่อยผ่านง่ายๆ แกนจริงๆ คือ เด็กกับผู้ใหญ่ยังไม่เท่ากันในเรื่องความยั้งคิด การประเมินผลลัพธ์ การควบคุมอารมณ์ และความสามารถในการเข้าใจน้ำหนักของการกระทำแบบเต็มที่ กฎหมายเลยแยกคำว่า รับผิด ออกจากคำว่า รับโทษ แบบผู้ใหญ่

พูดให้ตรงคือ เยาวชนไม่ได้มีเกราะวิเศษ แค่กระบวนการไม่เหมือนผู้ใหญ่

กฎหมายไทยปัจจุบันแบ่งช่วงอายุไว้ชัดมาก เด็กอายุไม่เกิน 12 ปี แม้ทำสิ่งที่เป็นความผิดอาญา ก็ไม่ต้องรับโทษทางอาญา แต่ไม่ได้แปลว่าจบเรื่อง ต้องเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสวัสดิภาพตามกฎหมายเด็กแทน กลุ่มอายุกว่า 12 ปี แต่ยังไม่เกิน 15 ปี ศาลมีมาตรการสำหรับเด็ก เช่น ว่ากล่าวตักเตือน ส่งตัวให้ผู้ปกครองดูแล วางเงื่อนไขคุมประพฤติ หรือส่งเข้าสถานที่ฝึกอบรมตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนอายุกว่า 15 ปี แต่ต่ำกว่า 18 ปี ศาลต้องดูความรู้ผิดชอบ พื้นหลัง พฤติการณ์ ความร้ายแรง และโอกาสแก้ไข ถ้าเห็นว่าควรลงโทษก็ลงได้ แต่โดยหลักจะลดมาตราส่วนโทษ เพราะยังถือว่าไม่เท่าผู้ใหญ่

จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคำว่า คุ้มครอง ฟังเหมือนคุ้มครองคนทำผิดมากกว่าคนเสียหาย ทั้งที่เจตนาคือคุ้มครองสังคมในระยะยาวด้วย ถ้าเอาเด็กอายุ 13-16 ปีเข้าเรือนจำแบบผู้ใหญ่ทันที สิ่งที่มีโอกาสเกิดขึ้นคือ เด็กได้เครือข่ายอาชญากรรม ได้วิธีคิดแบบนักโทษ ได้ความแค้น ได้ตราบาป แล้วกลับออกมาเป็นคนที่ยากกว่าเดิมหลายเท่า กฎหมายเลยพยายามตัดวงจรนี้ก่อนที่นิสัยผิดจะฝังแน่น

ลองมองแบบบ้านๆ เด็กบางคนทำผิดเพราะเลวร้ายโดยเจตนา บางคนทำเพราะถูกชักจูง บางคนทำเพราะบ้านแตก ความรุนแรงในครอบครัว ยาเสพติด เพื่อนพาไป หรืออยากพิสูจน์ตัวเองแบบโง่ๆ ปัญหาคือผลลัพธ์ของการกระทำอาจรุนแรงเท่ากัน แต่ต้นทางในหัวไม่เหมือนกัน กฎหมายเยาวชนเลยบังคับให้ศาลต้องเปิดดูทั้งแฟ้มชีวิต ไม่ใช่ดูแค่ภาพเหตุการณ์ปลายทาง

นี่ไม่ได้หมายความว่าสังคมต้องสงสารผู้กระทำผิดจนลืมผู้เสียหาย ผู้เสียหายควรได้รับการเยียวยา ได้รับความปลอดภัย และได้รับความเป็นธรรมเต็มที่ ประเด็นที่น่าคุยคือ ระบบเยาวชนต้องทำงานจริง ไม่ใช่แค่พาไปอบรมสองสามวันแล้วกลับบ้านเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถ้าคดีรุนแรง ต้องมีการประเมินความเสี่ยงจริง มีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ผู้ปกครอง โรงเรียน และชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้องจริง ไม่ใช่ปล่อยให้ครอบครัวที่ดูแลไม่ไหวรับกลับไปแบบเดิม แล้วรอให้เกิดเรื่องซ้ำ

อีกเรื่องที่หลายคนไม่ค่อยรู้คือ ศาลเยาวชนไม่ได้ถูกล็อกตายว่าต้องมองเด็กเป็นเด็กเสมอ กฎหมายเกี่ยวกับศาลเยาวชนเปิดช่องให้พิจารณาสภาพร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และนิสัยได้ ถ้าเห็นว่าเด็กหรือเยาวชนมีสภาพใกล้เคียงผู้ใหญ่ ก็มีทางโอนคดีไปศาลธรรมดาได้ในเงื่อนไขตามกฎหมาย หมายความว่า คดีหนักมาก เจตนาชัด วางแผนเป็นระบบ เข้าใจผลลัพธ์ดี ศาลไม่ได้หลับตาบอกว่าอายุน้อยแล้วเบาเสมอ

คำถามที่แทงใจที่สุดจึงไม่ใช่แค่ ทำไมกฎหมายคุ้มครองเยาวชน แต่ควรถามต่อว่า มาตรการหลังทำผิดเข้มพอไหม ผู้ปกครองต้องร่วมรับผิดชอบแค่ไหน โรงเรียนเห็นสัญญาณก่อนเกิดเหตุหรือเปล่า ชุมชนมีระบบกันเด็กหลุดออกจากรางไหม และรัฐมีสถานที่บำบัดฟื้นฟูที่มีคุณภาพพอหรือยัง

ถ้าระบบฟื้นฟูห่วย กฎหมายเยาวชนจะดูเหมือนใจอ่อนทันที เพราะคนผิดกลับออกมาเร็วแต่พฤติกรรมไม่เปลี่ยน ถ้าระบบฟื้นฟูแข็ง กฎหมายแบบนี้จะช่วยลดคนทำผิดซ้ำได้จริง เพราะเด็กที่ยังดัดได้จะไม่ถูกผลักให้กลายเป็นอาชญากรถาวรตั้งแต่อายุยังน้อย

สังคมมีสิทธิเดือดกับคดีรุนแรง และความเดือดนั้นมีเหตุผล แต่การแก้ด้วยการจับเด็กทุกคนไปลงโทษเท่าผู้ใหญ่ อาจสะใจเร็ว แต่ไม่ได้รับประกันว่าสังคมจะปลอดภัยขึ้นในอีก 5 หรือ 10 ปีข้างหน้า กฎหมายเยาวชนเลยเลือกทางที่ยากกว่า คือ ไม่ปล่อยผ่าน ไม่ตัดสินแบบเหมา และพยายามแยกเด็กที่ยังแก้ได้ออกจากเด็กที่เป็นอันตรายจริง

ปัญหาใหญ่จึงไม่ใช่การมีอยู่ของกฎหมายคุ้มครองเยาวชนอย่างเดียว แต่อยู่ที่การใช้กฎหมายให้หนักแน่นพอ แม่นพอ และไม่ลืมผู้เสียหาย ถ้าทำได้ครบ กฎหมายนี้ไม่ใช่การโอ๋คนผิด แต่เป็นการป้องกันไม่ให้สังคมต้องเจอผู้กระทำผิดคนเดิมในเวอร์ชันที่แข็งกว่าเดิม

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
ตัวซีเคร็ท's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 48 ครั้ง
เขียนโดย ตัวซีเคร็ท
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
3 VOTES (3/5 จาก 1 คน)
VOTED: zed561
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
นักวิจัยทำให้ “เพชรสร้างไฟฟ้า” ได้ หลังตำรามองว่าเป็นไปไม่ได้มานานกว่าศตวรรษเปิด 5 อันดับ หอพักมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในไทย น่าอยู่แค่ไหน?5 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้5 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาทบอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6เปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”5 โรงเรียนในตำนานของไทย เปิดประวัติ โรงเรียนเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่าร้อยปีไขสงสัย! ทำไมหมอลำต้องตะโกน "สอย สอย" ก่อนร้องกลอน? (เกร็ดอีสานที่หลายคนไม่เคยรู้)เลขเด็ดหวยสัญจร จ.ระยอง 1/9/2569จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดอาหารไทยสุดหายาก ที่มีความเสี่ยงว่าอาจจะกำลังสูญหายไปดราม่า “โค้ชชิน” ผู้ช่วยโค้ชวอลเลย์ฯ ทิ้งญี่ปุ่นเพื่อมาช่วยไทย..จริงหรือ?
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
อาหารและขนมไทยยอดนิยมของชาวต่างชาติ10 กลยุทธ์ที่ร้านอาหารใช้เอาชนะคู่แข่งโดยไม่ต้องลดราคา
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
แก้วมังกร"เนื้อแดง"กับ"เนื้อขาว" ต่างกันอย่างไร?เปิดความลับเรื่องวิตามินและสารอาหารเปิดอันดับเครือข่ายมือถือที่ดีที่สุดในประเทศไทย ปี 2569ยุคที่น้ำหมากกลายเป็นของต้องห้ามปลั๊กพ่วงมี 6 ช่อง ไม่ได้แปลว่าเสียบได้เต็ม 6 ช่องพร้อมกัน จุดที่ต้องดูจริง ๆ คือเลข “MAX” ข้างตัวมัน
ตั้งกระทู้ใหม่