ทำไม Audition SF TalesRunner ถึงเคยทำให้เด็กไทยเกาะเบาะร้านเน็ตกันทั้งเมือง
ถ้าย้อนกลับไปช่วงประมาณปี 2549–2552 แล้วเดินเข้าร้านอินเทอร์เน็ตแถวโรงเรียน ภาพที่เจอแทบไม่ต้องเดา เสียงคีย์บอร์ดดังแกร๊กๆ โต๊ะหนึ่งกำลังกดลูกศรตามเพลง อีกโต๊ะตะโกนบอกตำแหน่งฝ่ายตรงข้าม ส่วนมุมถัดไปกำลังกระโดดวิ่งแข่งในโลกนิทาน เกมที่เห็นวนอยู่บ่อยมากก็คือ Audition, Special Force หรือ SF และ TalesRunner
สามเกมนี้เล่นไม่เหมือนกันเลย แต่ดันมีของเหมือนกันอย่างหนึ่ง คือทำให้ร้านเน็ตกลายเป็นสถานที่นัดเจอหลังเลิกเรียนแบบไม่ต้องตั้งกลุ่มแชต
Audition เปิดบริการในไทยตั้งแต่ปี 2006 จุดขายไม่ใช่แค่กดลูกศรให้ตรงจังหวะเพลง แต่เอาเพลง แฟชั่น ตัวละคร และการเข้าสังคมมายัดไว้ในเกมเดียว ปัจจุบันเว็บทางการยังอธิบายตัวเกมตรงๆ ว่าเป็นทั้งเกมเต้นและสังคมออนไลน์ มีระบบแต่งตัวและไอเทมแฟชั่นจำนวนมหาศาล
ตรงนี้สำคัญมาก เพราะเด็กที่ไม่อินเกมเก็บเลเวลหรือเกมยิงก็มีที่ยืนในร้านเน็ตแล้ว เข้า Audition เพื่อเต้นก็ได้ แต่งตัวก็ได้ หาเพื่อนก็ได้ ตั้งห้องคุยก็ได้ บางคนเปิดเกมแล้วเวลาส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งด้วยซ้ำ นั่งคุยกันอยู่ในห้องนั่นแหละ
แล้วเพลงในเกมก็ทำหน้าที่เหมือนเครื่องกระจายเพลงฮิต ใครเล่นบ่อยจะจำเพลงจากจังหวะกดได้ พอเพลงขึ้น มือแทบขยับเองตามชุดลูกศร ความเก่งยังมองเห็นต่อหน้าคนอื่นอีก ใครกด Perfect ต่อกันยาวๆ หรือเล่นเพลงเร็วได้ ร้านข้างๆ มีหันมามองแน่นอน
ฝั่ง SF มาอีกทางแบบคนละโลก เกมจาก Dragonfly ถูกนำมาเปิดในไทยโดย True Digital Entertainment ในปี 2006 และเปิดให้เล่นจริงช่วงเดือนกันยายนปีนั้น จุดระเบิดสำคัญคือมันเอาความสนุกแบบ Counter-Strike ที่เด็กไทยคุ้นจากร้านเกม มาผูกกับบัญชีออนไลน์ ยศ ตัวละคร ไอเทม แคลน และการเล่นกับคนทั่วประเทศ
เมื่อก่อนเล่นเกมยิงในร้าน หลายครั้งจบแล้วก็จบ แต่ SF ทำให้เกิดความรู้สึกว่า วันนี้กลับบ้านไป พรุ่งนี้ตัวละครยังอยู่ ยศยังอยู่ เพื่อนยังอยู่ แคลนยังอยู่
ยิ่งเล่นกับเพื่อนโต๊ะติดกันยิ่งมัน ภาพคลาสสิกคือห้าหกคนจองเครื่องเรียงกัน แล้วเสียงจริงในร้านทำหน้าที่แทนระบบคุยเสียง
“ซ้ายๆ!”
“หลังกล่อง!”
“เหลือคนเดียว!”
บางทีคนโดนยิงออกก่อนยังไม่ยอมลุกจากเก้าอี้ แต่เลื่อนตัวไปเกาะพนักเบาะเพื่อน ดูจอคนที่ยังรอดต่อ นี่แหละอาการ “เกาะเบาะ” แบบตรงตัว
SF ยังมีระบบ Clan และการแข่งขันซึ่งช่วยเปลี่ยนจากการเล่นฆ่าเวลาเป็นความรู้สึกว่ามีทีม มีชื่อ มีคู่แข่ง ทีมพัฒนาเคยอธิบายตั้งแต่ยุคแรกว่าระบบ Community และ Clan เป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จของเกมในเกาหลี แนวคิดเดียวกันเข้ากับวัฒนธรรมร้านเน็ตไทยแบบพอดี เพราะเพื่อนที่โรงเรียนสามารถกลายเป็นทีมในเกมได้ทันที
แล้ว TalesRunner ที่เปิดในไทยตั้งแต่ปี 2007 ก็เข้ามาปิดช่องว่างอีกกลุ่ม เกมนี้ไม่ต้องเต้นตามจังหวะและไม่ต้องยิงกัน แต่เป็นเกมแข่งวิ่ง กระโดด หลบสิ่งกีดขวาง ผ่านฉากแฟนตาซีและนิทาน เล่นง่ายพอให้คนเพิ่งจับเกมเข้าใจ แต่ถ้าจะเล่นเก่งจริงกลับมีเทคนิคเยอะ
ผลคือร้านหนึ่งสามารถมีทั้งสาย Audition สาย SF และสาย TalesRunner อยู่พร้อมกันได้ เด็กที่ไม่ชอบเกมหนึ่งก็ย้ายไปอีกเกม แต่ยังนั่งร้านเดียวกับกลุ่มเดิม
สิ่งที่ทำให้ปรากฏการณ์นี้แรงขึ้นอีกคือ “ร้านเน็ต” ในเวลานั้นมีของที่บ้านหลายคนยังไม่มี
คอมหลายเครื่องต่อกัน อินเทอร์เน็ตพร้อม เพื่อนนั่งข้างๆ และบรรยากาศที่เล่นเกมแล้วมีคนดู
ช่วงกลางทศวรรษ 2000 สมาร์ตโฟนยังไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเครื่องเล่นเกมออนไลน์ประจำตัวเหมือนทุกวันนี้ การอยากเจอเพื่อนในโลกออนไลน์จึงมักหมายถึงต้องเปิดคอม และถ้าที่บ้านไม่มีคอมแรงพอ ไม่มีอินเทอร์เน็ต หรือผู้ปกครองไม่ให้เล่นนาน ร้านเน็ตคือทางออกง่ายที่สุด
จ่ายเป็นชั่วโมงแล้วนั่งได้เลย
ร้านที่อยู่ใกล้โรงเรียนจึงไม่ได้ขายแค่อินเทอร์เน็ต แต่ขายพื้นที่รวมกลุ่มแบบหนึ่ง เด็กบางคนมีเงินเล่นชั่วโมงเดียว แต่หลังหมดเวลาก็ยังไม่กลับ ยืนหลังเก้าอี้เพื่อน ดูเพื่อนเล่น รอเครื่องว่าง หรือช่วยบอกทางอยู่ข้างจอ จนคำว่าไปเล่นเกมกับเพื่อนไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องมีเครื่องของตัวเองตลอดเวลา
อีกอย่างที่เกมยุคนั้นทำเก่งมากคือสร้างเหตุผลให้กลับมาในวันพรุ่งนี้ มีอัปเดต มีไอเทม มีเพลงใหม่ มีกิจกรรม มีอันดับ มีแคลน มีเพื่อนออนไลน์ และมีของที่อยากได้ ตัวอย่างชัดมากคือ Audition ซึ่งแม้ผ่านมาราวสองทศวรรษก็ยังมีระบบแฟชั่น กิจกรรม การแข่งขัน และอัปเดตต่อเนื่อง ส่วน Special Force ก็อยู่ในไทยมายาวนานจนกลายเป็นชื่อที่คนเล่นเกมพีซียุคนั้นแทบไม่ต้องอธิบาย
ความสนุกอีกครึ่งหนึ่งจึงไม่ได้อยู่ในจอ แต่อยู่ตรงคนข้างจอ
คนหนึ่งกด Audition แล้วเพื่อนลุ้นว่าจะ Perfect ไหม คนหนึ่งเล่น SF แล้วคนข้างหลังช่วยดู คนหนึ่งแข่ง TalesRunner แล้วโต๊ะข้างๆ รอเข้าห้องรอบต่อไป แพ้ก็โดนแซว ชนะก็เสียงดังทั้งแถว เรื่องที่เกิดในเกมวันนั้นถูกเอาไปคุยต่อที่โรงเรียนวันรุ่งขึ้น แล้วเลิกเรียนก็กลับมาร้านเดิมอีก
มือถือและเกมออนไลน์ยุคหลังทำให้การเล่นสะดวกขึ้นมหาศาล ทุกคนมีจอของตัวเอง เล่นจากเตียงก็ได้ คุยเสียงผ่านแอปก็ได้ แต่ความสะดวกแบบนั้นกลับทำให้ภาพบางอย่างหายไปด้วย
ภาพเด็กหมดชั่วโมงแล้วไม่ยอมกลับบ้าน ยืนพิงเก้าอี้ดูเพื่อนเล่นต่อ
ภาพเจ้าของร้านเดินมาบอกว่า “หมดเวลาแล้ว” แล้วรีบควักเหรียญต่ออีกชั่วโมง
ภาพเพื่อนห้าคนนั่งเรียงเครื่อง แต่มีอีกสามคนยืนเกาะเบาะอยู่ด้านหลัง
Audition, SF และ TalesRunner จึงไม่ได้ดังเพราะเป็นเกมดีอย่างเดียว พวกมันมาในจังหวะที่คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต เกมออนไลน์ และวัฒนธรรมหลังเลิกเรียนกำลังชนกันพอดี ร้านเน็ตเลยกลายเป็นทั้งสนามแข่ง ห้องแชต จุดนัดพบ และที่ดูเพื่อนเล่นในสถานที่เดียว
ทุกวันนี้เปิดเกมใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่สำหรับเด็กยุคนั้น แค่มีใครพูดว่า “เย็นนี้ร้านเดิม” ก็รู้แล้วว่าหลังเลิกเรียนจะไปเจอกันตรงไหน
ธุรกิจรับจ้าง "แก้ตัว" ให้คนนอกใจ! โกหกเนียนระดับพระกาฬจนกลายเป็นอาชีพจริง
เลขธูปวัดผารังหมีมาแล้ว งวด 16 ส.ค. 69
เปิดปฏิทินคำชะโนด งวด 16 ส.ค. 69 ส่องเลขเด่น 05-25-87
แฮกเกอร์ดัดแปลงปฏิทินของ MS365 มาเป็นช่องทางส่งคำสั่งให้มัลแวร์
5 สำนัก เลขตรงกัน “5” ตัวเดียว งวด 16 ส.ค. 69
จังหวัดที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย
เลขท้าย 2 ตัวที่ออกเพียงครั้งเดียวในรอบ 20 ปี
5 พฤติกรรมใช้โซเชียลของคนไทย ที่หนักจนติดกลุ่มแนวหน้าของโลก
10 ต้นไม้สวยแต่มีพิษ หลายบ้านปลูกโดยไม่รู้
Ice Bath ช่วยอะไร? แช่น้ำเย็นบ่อย ๆ มีประโยชน์จริงหรือ?
จุดเริ่มต้นของซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งแรก ร้านที่เปลี่ยนวิธีซื้อของของคนทั้งโลก
8 สติกเกอร์ท้ายรถสุดฮาในไทย! คำคมริมถนนที่อ่านแล้วต้องเหลียวมอง
เปิด 5 ถนนในไทยที่มีประวัติซ่อมแซมและก่อสร้างบ่อย จนคนใช้รถจำภาพได้ขึ้นใจ
จังหวัดที่มีคนญี่ปุ่นอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศไทย
5 รถมือสองที่คนไทยยกให้ "ซื้อแล้ว จบ" ขับทนอะไหล่หาง่าย ขายต่อยังได้ราคา
ทำไมเตาแม่เหล็กไฟฟ้าตั้งไฟอ่อนแล้ว “ติด ๆ ดับ ๆ”? ที่เห็นน้ำเดือดแล้วหยุด อาจไม่ใช่อาการเตาเสีย
ย้อนยุคตู้บุญเติม จากเหรียญสิบหน้าร้านชำสู่นวัตกรรมที่เปลี่ยนวิธีเติมเงินของคนไทย
จากบัตรเสียบสู่เหรียญแตะ ทำไมตั๋วรถไฟฟ้าถึงเปลี่ยนหน้าตาไปเรื่อยๆ
ตู้เกมอาเขตตามห้าง ยุคที่เหรียญสิบแลกเวลาประลองหน้า Street Fighter