คำฮิตติดปาก "ว่าแล้วเชียว" ตกลงเป็นคำอุทาน หรือคำด่ากันแน่?
เชื่อว่าหลายคนคงเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่พอมีอะไรเกิดขึ้นมาสักอย่าง แล้วหัวสมองมันโพล่งคำว่า "ว่าแล้วเชียว!" ออกมาทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฟ้าฝนที่ดันตกตอนกำลังจะก้าวขาออกจากบ้าน หรือการทายเก็งข้อสอบแล้วดันออกตรงเป๊ะ แต่ในบางครั้งคำคำนี้พอหลุดออกจากปากใครบางคน กลับทำเอาคนฟังรู้สึกคันยิบๆ ในใจจนแอบคิดไม่ได้ว่า นี่แกกำลังอุทานรำพึงรำพันกับตัวเอง หรือกำลังตั้งใจด่าแซะฉันอยู่กันแน่
ถ้าลองคลี่ดูตามหลักภาษาศาสตร์กันแบบจริงๆ จังๆ คำว่า "ว่าแล้วเชียว" จัดอยู่ในหมวดหมู่ของ "คำอุทาน" ชนิดหนึ่งครับ มันคือคำที่หลุดออกมาเพื่อสะท้อนอารมณ์และความรู้สึก ณ วินาทีนั้น โดยเฉพาะอารมณ์ของคนที่รู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า มันไปตรงกับความคิด คาดการณ์ หรือลางสังหรณ์ที่ตัวเองเคยคิดไว้ก่อนหน้านี้แบบเป๊ะๆ
แต่ความสนุกมันอยู่ตรงนี้ครับ เพราะมนุษย์เราไม่ได้ใช้ภาษาตามพจนานุกรมอย่างเดียว แต่มันมีสิ่งที่เรียกว่า บริบทและน้ำเสียง เข้ามาเกี่ยวด้วย เอาเข้าจริง คำว่า "ว่าแล้วเชียว" จึงสามารถเปลี่ยนร่าง กลายพันธุ์จากคำอุทานธรรมดา ให้กลายเป็น "คำด่าทางอ้อม" หรือการแซะแบบเจ็บลึกได้อย่างเนียนกริบเลยทีเดียว
ลองจินตนาการภาพตามนะครับ ถ้าเพื่อนคุณเตือนคุณแล้วว่า "อย่ากินเผ็ดเยอะเดี๋ยวท้องเสีย" แล้วคุณไม่เชื่อ พอกลางดึกคุณต้องวิ่งเข้าห้องน้ำตาตื่น แล้วเพื่อนเดินมามองหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยพร้อมพูดว่า "ว่าแล้วเชียว" ประโยคนี้จะไม่ใช่แค่การอุทานว่า "ฉันคิดไว้แล้ว" แต่มันมีความหมายซ่อนอยู่อย่างเผ็ดร้อนว่า "บอกแล้วก็ไม่เชื่อ สมน้ำหน้า ดื้อดีนัก"
หรือในบริบทการทำงาน พอมีโครงการหนึ่งที่คนในทีมเตือนกันแล้วเตือนอีกว่ามีจุดหละหลวม แต่หัวหน้ายังดื้อแพ่งจะทำ ต่อมาพอโครงการนั้นพังไม่เป็นท่า แล้วมีคนพูดลอยๆ ในห้องประชุมว่า "ว่าแล้วเชียว" มันคือคำอุทานที่เคลือบแฝงไปด้วยการด่าเชิงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความผิดพลาดและการไร้ประสิทธิภาพของคนตัดสินใจทันที
ความน่าสนใจมันเลยตกลงไปอยู่ที่ "เจตนาของผู้พูด" และ "ความรู้สึกของผู้ฟัง" ครับ ในทางภาษาศาสตร์บริบท (Pragmatics) คำเดียวกัน เวลาเดียวกัน แต่ถ้าน้ำเสียงเปลี่ยน ท่าทางเปลี่ยน ความหมายก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้เลย ถ้าพูดด้วยน้ำเสียงดีใจ ตื่นเต้น เช่น "ว่าแล้วเชียว! ข้อสอบต้องออกข้อนี้" อันนี้คืออุทานแห่งความภาคภูมิใจ แต่ถ้าพูดด้วยน้ำเสียงทอดถอนหายใจ กรอกตา หรือเน้นเสียงหนักๆ มันจะกลายเป็นคำด่ากระแทกแนวนึกหมั่นไส้ทันที
สรุปแล้ว คำว่า "ว่าแล้วเชียว" โดยเนื้อแท้ทางภาษาศาสตร์มันคือ "คำอุทาน" แน่นอนครับ แต่ถูกนำมาใช้งานในลักษณะของ "คำด่า หรือคำแซะทางอ้อม" ได้อย่างทรงพลัง ผ่านน้ำเสียง บริบท และสายตาของผู้พูด ดังนั้น ครั้งหน้าที่ได้ยินคำนี้จากใคร ก็ลองสังเกตสีหน้ากับน้ำเสียงของเขาดูนะครับ ว่าเขากำลังทึ่งในลางสังหรณ์ของตัวเอง หรือกำลังแอบด่าความซุ่มซ่ามของเราอยู่กันแน่!
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 (ความหมายและประเภทของคำอุทาน)
หลักภาษาศาสตร์และวัจนปฏิบัติศาสตร์ (Pragmatics) ว่าด้วยเรื่องบริบทของการใช้ภาษาและอวัจนภาษา
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
หนี้เสียไทยพุ่ง 1.33 ล้านล้าน บัญชีสินเชื่อทะลุ 100 ล้าน ทำไมคนไทยกู้ยากขึ้น?
เซียงจาบ๊วยแผ่นไม่ใช่บ๊วย!!!
พูดตรง ไม่ยิ้ม หรือแค่ต่างวัฒนธรรม? เปิดผลสำรวจ 10 สัญชาติที่ถูกมองว่าหยาบคาย
รูเล็ก ๆ บนหัวซิป มีไว้ทำอะไร?
"ถนนทาเตยามะคุโรเบะ" มหัศจรรย์กำแพงหิมะตระหง่าน บนเทือกเขาเจแปนแอลป์แห่งญี่ปุ่น
ถังขยะควรวางตรงไหน? 3 จุดในบ้านที่สายฮวงจุ้ยแนะนำให้เลี่ยง
5 อาชีพธรรมดา แต่สร้างรายได้สูงในประเทศไทย
10 สถานที่ร้างในกรุงเทพฯ ที่ถูกพูดถึงว่าเฮี้ยนที่สุด
ถนนในประเทศไทยที่น่ากลัวที่สุด เสี่ยงอันตรายมากที่สุดในการขับขี่
รีโมทแอร์ใช้ถ่านอัลคาไลน์ได้ไหม
คอหวยห้ามพลาด! แห่ขอโชค "วิหารแกลบ" วัดร้างอายุกว่า 100 ปี จ.อ่างทอง ได้เลขเด็ดงวด 1/8/69
ปลาสองแผ่นดิน : เมนูพิสดารป่าเถื่อนและไร้มนุษยธรรม
รูเล็ก ๆ บนหัวซิป มีไว้ทำอะไร?
เซียงจาบ๊วยแผ่นไม่ใช่บ๊วย!!!
ทอดไข่เจียวให้กรอบหอมแบบร้านอาหาร
หนี้เสียไทยพุ่ง 1.33 ล้านล้าน บัญชีสินเชื่อทะลุ 100 ล้าน ทำไมคนไทยกู้ยากขึ้น?
