หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

10 เมืองร้างทั่วโลก จากอดีตอันรุ่งเรืองสู่เมืองผีไร้ผู้คน


เขียนโดย Gario

10 เมืองร้างทั่วโลก จากอดีตอันรุ่งเรืองสู่เมืองผีไร้ผู้คน

ทั่วโลกมีเมืองหลายแห่งที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยผู้คน ธุรกิจ และความเจริญ แต่เมื่อเผชิญกับสงคราม ภัยพิบัติ การปิดเหมือง หรืออุบัติเหตุนิวเคลียร์ ผู้คนกลับต้องอพยพออกไปจนเมืองเหล่านั้นแทบไร้ผู้อยู่อาศัย

สถานที่เหล่านี้จึงถูกเรียกว่า “เมืองผี” ไม่ใช่เพียงเพราะบรรยากาศเงียบเหงาหรือเรื่องเล่าลี้ลับ แต่ยังเป็นเสมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงของโลกเอาไว้

1. พริเพียต ประเทศยูเครน

พริเพียต (Pripyat) ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของพนักงานและครอบครัวที่ทำงานอยู่ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล

หลังเกิดอุบัติเหตุที่เตาปฏิกรณ์หมายเลข 4 เมื่อปี ค.ศ. 1986 ประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพออกจากเมืองอย่างเร่งด่วน ภายในเมืองยังคงมีอาคารที่พัก โรงเรียน โรงพยาบาล และสวนสนุกถูกทิ้งไว้ราวกับเวลาหยุดเดิน

พื้นที่พริเพียตตั้งอยู่ภายในเขตควบคุมเชอร์โนบิล การเดินทางเข้าไปจึงต้องปฏิบัติตามกฎด้านความปลอดภัยและสถานการณ์ของพื้นที่อย่างเคร่งครัด

2. ฮาชิมะ หรือเกาะกุนคันจิมะ ประเทศญี่ปุ่น

เกาะฮาชิมะ (Hashima Island) หรือที่รู้จักในชื่อ กุนคันจิมะ เป็นเกาะเหมืองถ่านหินนอกชายฝั่งเมืองนางาซากิ รูปร่างของเกาะเมื่อมองจากระยะไกลคล้ายเรือรบ จึงได้รับฉายาว่า “เกาะเรือรบ”

เกาะแห่งนี้เคยมีอาคารพักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนงานเหมืองจำนวนมาก แต่เมื่อญี่ปุ่นเปลี่ยนการใช้พลังงานจากถ่านหินไปสู่น้ำมัน เหมืองจึงปิดตัวลงในปี ค.ศ. 1974 และประชาชนทยอยออกจากเกาะทั้งหมด

ปัจจุบันยังคงเห็นอาคารคอนกรีตจำนวนมากถูกลมทะเลและไอเกลือกัดเซาะ บางส่วนของเกาะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมภายใต้เส้นทางที่กำหนด

3. โคลมันสคอป ประเทศนามิเบีย

โคลมันสคอป (Kolmanskop) เป็นอดีตเมืองเหมืองเพชรกลางทะเลทรายนามิบ เมืองแห่งนี้เคยมั่งคั่งจากอุตสาหกรรมเพชรจนมีทั้งบ้านพัก โรงพยาบาล โรงเรียน และสถานบันเทิง

เมื่อแหล่งเพชรสำคัญเริ่มลดลง และมีการค้นพบแหล่งทรัพยากรใหม่ในพื้นที่อื่น ผู้คนจึงค่อย ๆ ย้ายออกจากเมือง

สิ่งที่ทำให้โคลมันสคอปมีภาพจำโดดเด่นคือกองทรายที่พัดผ่านประตูและหน้าต่างเข้าไปสะสมอยู่ภายในอาคาร บางห้องถูกทรายปกคลุมเกือบถึงเพดาน กลายเป็นภาพของธรรมชาติที่กำลังเข้ายึดคืนพื้นที่จากมนุษย์

4. คราโก ประเทศอิตาลี

คราโก (Craco) เป็นเมืองโบราณที่ตั้งอยู่บนเนินเขาทางตอนใต้ของอิตาลี บ้านเรือนจำนวนมากสร้างเรียงตัวตามความลาดชันของภูเขา ทำให้เมืองมีทิวทัศน์แตกต่างจากเมืองร้างแห่งอื่น

ประชาชนต้องทยอยย้ายออกหลังพื้นที่เผชิญดินถล่ม ปัญหาทางธรณีวิทยา และภัยธรรมชาติหลายครั้ง อาคารเก่าแก่จึงถูกปล่อยทิ้งไว้จนกลายเป็นเมืองร้าง

ด้วยสถาปัตยกรรมและบรรยากาศที่ยังคงเอกลักษณ์ของเมืองยุโรปโบราณ คราโกจึงถูกใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่อง และมักได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนึ่งในเมืองผีที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป

5. บอดี รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

บอดี (Bodie) เคยเป็นเมืองตื่นทองที่มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาแสวงหาโชคในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ประชากรในช่วงรุ่งเรืองเคยเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับเกือบ 10,000 คน

เมื่อปริมาณทองคำลดลงและกิจการเหมืองเริ่มซบเซา ชาวเมืองจึงทยอยย้ายไปยังพื้นที่อื่น บ้านพัก ร้านค้า และอาคารสาธารณะจำนวนมากถูกทิ้งไว้

ปัจจุบันบอดีได้รับการอนุรักษ์เป็น Bodie State Historic Park อาคารต่าง ๆ ถูกดูแลให้อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมตามธรรมชาติ เพื่อให้ผู้มาเยือนได้เห็นสภาพใกล้เคียงกับช่วงที่เมืองถูกทิ้งร้าง

6. เซ็นทราเลีย รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา

เซ็นทราเลีย (Centralia) เป็นเมืองเหมืองถ่านหินที่เผชิญไฟไหม้ภายในชั้นถ่านหินใต้ดินมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1962

ไฟใต้ดินทำให้เกิดความร้อน ก๊าซ และความเสี่ยงจากพื้นดินทรุดตัว บ้านเรือนจำนวนมากจึงถูกเวนคืนและรื้อถอน ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ต้องย้ายออกจากพื้นที่

หน่วยงานสิ่งแวดล้อมของรัฐเพนซิลเวเนียยังคงจัดพื้นที่นี้อยู่ในโครงการติดตามไฟไหม้เหมืองร้าง เมืองจึงไม่ได้ร้างสมบูรณ์ในความหมายว่าปราศจากคนทุกคน แต่เหลือประชากรอาศัยอยู่น้อยมากเมื่อเทียบกับอดีต

7. ออร์ดูร์-ซูร์-กลาน ประเทศฝรั่งเศส

ออร์ดูร์-ซูร์-กลาน (Oradour-sur-Glane) เป็นหมู่บ้านที่ถูกทำลายระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 1944

หลังสงคราม รัฐบาลฝรั่งเศสตัดสินใจรักษาซากหมู่บ้านเดิมเอาไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความสูญเสีย บ้านเรือน ร้านค้า รถยนต์ และสิ่งของบางส่วนจึงยังคงอยู่ในพื้นที่

สถานที่แห่งนี้แตกต่างจากเมืองผีเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไป เพราะเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำ ผู้มาเยือนควรสำรวมและเคารพผู้เสียชีวิต ไม่ควรมองพื้นที่เพียงในมุมความน่ากลัวหรือความลี้ลับ

8. วาร์อชา ประเทศไซปรัส

วาร์อชา (Varosha) เคยเป็นย่านท่องเที่ยวริมทะเลที่มีโรงแรม ร้านค้า และอาคารพักอาศัยจำนวนมาก ก่อนจะถูกปิดล้อมหลังความขัดแย้งในไซปรัสเมื่อปี ค.ศ. 1974

ตลอดเวลาหลายสิบปี อาคารสูงและโรงแรมริมชายหาดถูกปล่อยทิ้งไว้โดยไม่มีผู้อยู่อาศัย จนวาร์อชากลายเป็นภาพแทนของเมืองตากอากาศที่หยุดนิ่งอยู่ในอดีต

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเข้าใจว่าพื้นที่ทั้งหมดถูกปิดสนิทเหมือนในช่วงแรก เพราะตั้งแต่เดือนตุลาคม ค.ศ. 2020 มีการเปิดพื้นที่บางส่วนให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมแล้ว ขณะที่สถานะของพื้นที่ยังคงเกี่ยวข้องกับข้อพิพาททางการเมืองระหว่างประเทศ

9. คายาคอย ประเทศตุรกี

คายาคอย (Kayaköy) เป็นหมู่บ้านหินเก่าแก่ใกล้เมืองเฟทิเย ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกี เดิมพื้นที่นี้มีชุมชนชาวกรีกออร์ทอดอกซ์อาศัยอยู่

หลังการแลกเปลี่ยนประชากรระหว่างกรีซกับตุรกีในปี ค.ศ. 1923 ชาวเมืองเดิมต้องเดินทางออกจากพื้นที่ บ้านเรือนและศาสนสถานจำนวนมากจึงถูกทิ้งร้าง

ปัจจุบันยังมีซากบ้านหิน โบสถ์ และอาคารหลายร้อยหลังตั้งเรียงรายอยู่ตามเนินเขา แม้บริเวณโดยรอบจะมีชุมชนและกิจกรรมท่องเที่ยวแล้ว แต่เขตเมืองเก่ายังคงรักษาบรรยากาศของหมู่บ้านร้างเอาไว้

10. ฮัมเบอร์สโตน ประเทศชิลี

ฮัมเบอร์สโตน (Humberstone) เป็นอดีตชุมชนอุตสาหกรรมผลิตดินประสิวหรือไนเตรตในทะเลทรายอาตากามา ซึ่งเคยมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของชิลี

เมื่ออุตสาหกรรมไนเตรตธรรมชาติเสื่อมความสำคัญลงจากการเกิดผลิตภัณฑ์ทดแทนและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ คนงานกับครอบครัวจึงทยอยอพยพออกจากเมือง

ปัจจุบันฮัมเบอร์สโตนได้รับการอนุรักษ์ร่วมกับแหล่งอุตสาหกรรมซานตาเลารา และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโกตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 ภายในพื้นที่ยังมีโรงละคร โรงเรียน บ้านพัก และโครงสร้างที่สะท้อนชีวิตของชุมชนคนงานในอดีต

เมืองผีไม่ได้มีเพียงเรื่องลี้ลับ

คำว่า “เมืองผี” อาจทำให้หลายคนนึกถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ แต่สาเหตุที่เมืองหนึ่งถูกทิ้งร้างมักเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่จับต้องได้ เช่น ทรัพยากรหมดลง ภัยธรรมชาติ สงคราม อุบัติเหตุทางอุตสาหกรรม หรือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

หลายแห่งเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม แต่บางพื้นที่ยังมีความเสี่ยงจากอาคารทรุดโทรม รังสี ไฟใต้ดิน หรือข้อจำกัดทางการเมือง ผู้ที่ต้องการเดินทางจึงควรตรวจสอบประกาศของหน่วยงานท้องถิ่นและใช้บริการผู้จัดทัวร์ที่ได้รับอนุญาต ไม่ควรลักลอบเข้าไปในเขตหวงห้ามหรือหยิบสิ่งของออกจากสถานที่

เมืองร้างทั้ง 10 แห่งจึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงในฐานะสถานที่ถ่ายภาพหรือจุดหมายสำหรับผู้ชื่นชอบเรื่องลี้ลับ แต่ยังเป็นหน้าประวัติศาสตร์ที่สะท้อนว่า เมืองที่เคยรุ่งเรืองสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วจากภัยพิบัติ ความขัดแย้ง และระบบเศรษฐกิจของแต่ละยุคสมัย

⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Gario's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 18 ครั้ง
เขียนโดย Gario
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
สถิติหวยออก ย้อนหลัง 10 ปี เลขท้าย 2 ตัว งวด 1 สิงหาคม10 ดอกไม้มีประโยชน์ในไทย กินได้ ใช้เป็นสมุนไพร และสร้างรายได้ชนะลอตเตอรี่ 14 ครั้ง ด้วย “คณิตศาสตร์เด็กประถม” 10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำบอกลาคราบสนิม ฝังแน่นด้วยสิ่งนี้10 พืชพันธุ์ที่เหมาะกับการเลี้ยงวัวมากที่สุดกลัวคำยาว แต่ชื่อโรคยาวกว่า10 ปราสาทสุดหลอนของโลก ที่มีตำนานเล่าขานมาหลายร้อยปีรู้จักชาวกะเหรี่ยงให้มากกว่าภาพจำทำไมคนหลายภาษายังเผลอด่าเป็นภาษาแม่รีโมทแอร์ใช้ถ่านอัลคาไลน์ได้ไหมสวีเดนฝังขยะไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ได้อย่างไร
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ประเทศที่เคยทำสงครามกับนก... แล้วเป็นฝ่ายแพ้เลือกที่พักในจันทบุรียังไงให้ตรงกับสไตล์การเที่ยว รวมข้อมูลโซนเที่ยวและประเภทที่พักคนสมัยโรมันเคยใช้ปัสสาวะซักผ้าจริงหรือ?ทำไมคนรวยถึงพูดว่า "ซื้อสินทรัพย์ ไม่ใช่หนี้สิน"
ตั้งกระทู้ใหม่