หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ไวรัสตับอักเสบบี รู้ทันก่อนตับเสียถาวร

เขียนโดย TEN OUT OF TEN

หลายคนรู้ว่าตัวเองติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่มีอาการเจ็บป่วยให้สังเกตเลย นี่จึงเป็นเหตุผลที่โรคนี้ถูกเรียกว่าเป็น "ภัยเงียบ" เพราะสามารถอยู่ในร่างกายได้นานหลายสิบปี ก่อนจะเริ่มทำลายตับจนเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B Virus หรือ HBV) เป็นไวรัสที่เข้าไปติดเชื้อในเซลล์ตับ ทำให้เกิดการอักเสบของตับ บางคนสามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้เอง แต่บางคนเชื้อจะคงอยู่เป็นเวลานานจนกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรัง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคตับแข็งและมะเร็งตับในอนาคต

ประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจำนวนมาก โดยเฉพาะคนที่เกิดก่อนมีโครงการฉีดวัคซีนให้ทารกแรกเกิดอย่างทั่วถึง ปัจจุบันอัตราการติดเชื้อในเด็กลดลงอย่างมาก แต่ในผู้ใหญ่ยังพบผู้ติดเชื้อเรื้อรังอยู่จำนวนไม่น้อย หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพาหะ เพราะไม่เคยตรวจเลือด

การติดต่อของไวรัสชนิดนี้เกิดจากการสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น

- จากแม่สู่ลูกระหว่างคลอด
- การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน
- การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน
- การสัก เจาะ หรือทำหัตถการด้วยอุปกรณ์ที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม
- การสัมผัสเลือดผ่านบาดแผล

ในทางกลับกัน ไวรัสตับอักเสบบีไม่ได้ติดต่อผ่านการกินข้าวร่วมกัน การจับมือ การกอด การไอ จาม หรือการใช้ห้องน้ำร่วมกัน จึงไม่ควรรังเกียจหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อ

หลังได้รับเชื้อ บางคนอาจไม่มีอาการเลย แต่บางรายอาจมีอาการภายในประมาณ 1–4 เดือน เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ปวดเมื่อยตัว ปวดชายโครงด้านขวา ปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลือง ตาเหลือง และอุจจาระสีซีด อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดกับทุกคน

ผู้ใหญ่ที่ได้รับเชื้อครั้งแรกส่วนใหญ่สามารถกำจัดไวรัสได้เองหลังจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานเต็มที่ แต่ในทารกที่ติดเชื้อจากมารดา ความเสี่ยงที่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้อเรื้อรังสูงมาก นี่จึงเป็นเหตุผลที่การป้องกันการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกมีความสำคัญอย่างยิ่ง

เมื่อเชื้ออยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน การอักเสบเรื้อรังจะค่อย ๆ ทำให้เนื้อตับเกิดพังผืด จากนั้นอาจพัฒนาเป็นตับแข็ง ตับวาย หรือมะเร็งตับ แม้ว่าผู้ป่วยจะยังรู้สึกแข็งแรงก็ตาม ดังนั้นการไม่มีอาการไม่ได้หมายความว่าตับยังปกติ

การวินิจฉัยทำได้โดยการตรวจเลือด แพทย์จะตรวจหาสารบ่งชี้ต่าง ๆ เช่น HBsAg ซึ่งใช้บอกว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกายหรือไม่ รวมถึงอาจตรวจระดับไวรัสในเลือด การทำงานของตับ และในบางรายอาจตรวจอัลตราซาวนด์หรือประเมินพังผืดของตับเพิ่มเติม

ผู้ที่ควรพิจารณาตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่

- ผู้ที่เกิดก่อนมีโครงการฉีดวัคซีนอย่างทั่วถึง
- คนในครอบครัวที่มีผู้ติดเชื้อ
- คู่สมรสหรือคู่นอนของผู้ติดเชื้อ
- หญิงตั้งครรภ์
- บุคลากรทางการแพทย์
- ผู้ที่เคยใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น
- ผู้ที่มีผลเลือดตับผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ

ปัจจุบันยังไม่มียาที่กำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ทุกกรณี แต่มีการรักษาที่ช่วยควบคุมการแบ่งตัวของไวรัส ลดการอักเสบของตับ และลดความเสี่ยงของโรคตับแข็งและมะเร็งตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์จะพิจารณาให้ยาตามระดับไวรัส ผลเลือด การทำงานของตับ และความรุนแรงของโรค ไม่ใช่ผู้ติดเชื้อทุกคนจำเป็นต้องเริ่มยาทันที

ผู้ที่ติดเชื้อเรื้อรังควรพบแพทย์ตามนัด ตรวจเลือดและตรวจคัดกรองมะเร็งตับอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผู้ที่มีตับแข็งหรือมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติม การติดตามต่อเนื่องช่วยให้พบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งมีโอกาสรักษาได้ดีกว่า

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นไวรัสตับอักเสบบี ได้แก่ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ซื้อยาหรือสมุนไพรมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ ควบคุมน้ำหนัก รับประทานอาหารที่สมดุล ออกกำลังกาย และแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยาใหม่ เพราะยาบางชนิดอาจมีผลต่อตับ

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือการฉีดวัคซีน วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีมีประสิทธิภาพสูงและช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ดี ผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อและไม่มีภูมิคุ้มกันสามารถปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีนได้ นอกจากนี้ยังควรใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ไม่ใช้เข็มหรือของมีคมร่วมกับผู้อื่น และเลือกสถานพยาบาลหรือร้านสักเจาะที่ได้มาตรฐาน

หญิงตั้งครรภ์ทุกคนควรได้รับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หากพบว่ามีการติดเชื้อ แพทย์สามารถวางแผนการดูแลทั้งแม่และลูกได้ โดยทารกจะได้รับวัคซีนร่วมกับภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปหลังคลอดตามข้อบ่งชี้ ซึ่งช่วยลดโอกาสการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกได้อย่างมาก

ไวรัสตับอักเสบบีไม่ใช่โรคที่ควรตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรมองข้าม เพราะผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่มีอาการเป็นเวลานาน การตรวจเลือดเพียงครั้งเดียวสามารถช่วยให้รู้สถานะของตัวเอง และหากพบการติดเชื้อก็สามารถเข้าสู่การติดตามรักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องสุขภาพของตับในระยะยาว

เนื้อหาโดย: TEN OUT OF TEN
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
TEN OUT OF TEN's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 16 ครั้ง
เขียนโดย TEN OUT OF TEN
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำโหราศาสตร์มีผลจริง หรือเราแค่เชื่อว่าใช่10 นิสัยแปลกๆ ของ “คนฉลาดจริง” ที่คุณอาจจะมีแต่ไม่เคยรู้ตัวAI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบเปิดตำนาน "คริสตัลสคัลล์" (Crystal Skulls) วัตถุโบราณปริศนาที่เชื่อว่ามีพลังเร้นลับ10 เมืองใต้ดินในตำนานของไทย ที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้เนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง อันตรายแค่ไหน รักษาได้ไหมพิมพ์เร็วที่สุดในโลก เร็วแค่ไหนกันแน่ทำไมหอยถึงดูคล้ายอวัยวะเพศหญิงเลขไหนถูกพูดถึงมากที่สุด? ส่องเลขเด่นหวยลาว 22 กรกฎาคม 2569 ทำไมหลายสำนักถึงจับตาน้ำปลาหมักอย่างไรให้หอมและปลอดภัย
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ไส้ดินสอทำมาจากอะไร และเหตุใดดินสอแต่ละเบอร์จึงเขียนได้ไม่เหมือนกันไล่หนูให้ได้ผล ต้องตัดทั้งทางกินและทางเข้าสินสอดเท่าไรถึงพอดี ไม่กดดันสองบ้านปลวกกินบ้านทั้งหลังไปทำไม
ตั้งกระทู้ใหม่