เจลาโต้มีต้นกำเนิดจากที่ไหน? ย้อนประวัติไอศกรีมสไตล์อิตาเลียน
เมื่อพูดถึงของหวานเย็น ๆ หลายคนคงนึกถึง “เจลาโต้ (Gelato)” ไอศกรีมเนื้อเนียนแน่น รสชาติเข้มข้น และมีสีสันชวนรับประทาน ปัจจุบันเจลาโต้ได้รับความนิยมไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่มีทั้งร้านจากต่างประเทศและร้านฝีมือคนไทยเปิดให้บริการมากขึ้น
แต่เจลาโต้มีต้นกำเนิดจากที่ไหน เหตุใดจึงมักเชื่อมโยงกับเมืองฟลอเรนซ์ และต่างจากไอศกรีมทั่วไปอย่างไร? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ชื่อเรียกเท่านั้น แต่อยู่ในสัดส่วนวัตถุดิบ ปริมาณอากาศ และอุณหภูมิที่ใช้เสิร์ฟด้วย
เจลาโต้คืออะไร?
คำว่า Gelato เป็นภาษาอิตาลี มีความหมายตรงตัวว่า “ของแช่แข็ง” และในภาษาอิตาลียังใช้เป็นคำทั่วไปสำหรับไอศกรีมด้วย แต่เมื่อใช้ในต่างประเทศ คำนี้มักหมายถึงไอศกรีมสไตล์อิตาเลียนที่มีลักษณะเฉพาะตัว
จุดเด่นที่คนทั่วไปสัมผัสได้คือ
-
เนื้อเนียนละเอียดและค่อนข้างแน่น
-
รสชาติของวัตถุดิบเด่นชัด
-
โดยทั่วไปมีไขมันน้อยกว่าไอศกรีมหลายประเภท
-
มีอากาศผสมอยู่ในเนื้อน้อยกว่า
-
เสิร์ฟที่อุณหภูมิสูงกว่าไอศกรีมทั่วไปเล็กน้อย จึงตักง่ายและให้สัมผัสนุ่มกว่า
อย่างไรก็ตาม สูตรของแต่ละร้านอาจแตกต่างกัน จึงไม่ควรตัดสินว่าเจลาโต้ทุกชนิดต้องมีส่วนผสมหรือสัดส่วนเหมือนกันทั้งหมด
เจลาโต้มีต้นกำเนิดจากประเทศอิตาลี
แนวคิดการนำหิมะหรือน้ำแข็งมาผสมกับผลไม้และของหวานมีมาตั้งแต่ยุคโบราณ แต่ เจลาโต้ในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับปัจจุบัน มักถูกเชื่อมโยงกับประเทศอิตาลีในช่วงยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือราวศตวรรษที่ 16
เมืองที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุดคือ ฟลอเรนซ์ (Florence) เมืองสำคัญของแคว้นทัสกานี ซึ่งในเวลานั้นเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะ วิทยาการ และวัฒนธรรมอาหารของราชสำนักเมดิชี
อย่างไรก็ตาม ประวัติของของหวานแช่แข็งมีพัฒนาการต่อเนื่องจากหลายพื้นที่และหลายยุคสมัย จึงอาจกล่าวได้ว่า ฟลอเรนซ์เป็นหนึ่งในจุดสำคัญของการพัฒนาเจลาโต้แบบครีม ไม่ใช่จุดเริ่มต้นเพียงแห่งเดียวของของหวานเย็นทั้งหมด
แบร์นาโด บูออนตาเลนตี ผู้ที่มักได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งเจลาโต้
หนึ่งในบุคคลสำคัญที่มักถูกกล่าวถึงคือ แบร์นาโด บูออนตาเลนตี (Bernardo Buontalenti) ศิลปิน สถาปนิก วิศวกร และนักออกแบบชาวฟลอเรนซ์ ซึ่งทำงานให้กับตระกูลเมดิชี
ตามเรื่องเล่าที่สืบต่อกันมา บูออนตาเลนตีได้รับมอบหมายให้จัดงานเลี้ยงรับรองแขกของราชสำนัก และได้สร้างของหวานแช่เย็นที่มีส่วนผสมอย่างนม ครีม น้ำตาล ไข่ น้ำแข็ง และผลไม้หรือกลิ่นจากพืชตระกูลส้ม
การเติมนมและไข่ทำให้ของหวานมีเนื้อครีมเนียน แตกต่างจากน้ำแข็งผสมผลไม้หรือซอร์เบต์ในยุคก่อนหน้า จึงได้รับการมองว่าเป็นหนึ่งในต้นแบบของเจลาโต้สมัยใหม่
ถึงกระนั้น นักประวัติศาสตร์ด้านอาหารบางส่วนมองว่า เจลาโต้เป็นผลจากการพัฒนาของช่างทำอาหารและนักประดิษฐ์หลายคน มากกว่าจะเป็นผลงานของบุคคลเพียงคนเดียว เรื่องราวของบูออนตาเลนตีจึงควรเข้าใจว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ผสมอยู่กับตำนานอาหารของเมืองฟลอเรนซ์
เจลาโต้ต่างจากไอศกรีมอย่างไร?
หลายคนคิดว่าเจลาโต้เป็นเพียงไอศกรีมที่ใช้ชื่อหรูขึ้น แต่จริง ๆ แล้วทั้งสองชนิดมักแตกต่างกันใน 3 เรื่องสำคัญ
1. มีไขมันน้อยกว่า
ไอศกรีมทั่วไปมักมีไขมันจากนมหรือครีมประมาณ 10–18% ขณะที่เจลาโต้โดยทั่วไปมีไขมันประมาณ 4–8% เนื่องจากมักใช้นมในสัดส่วนที่มากกว่าครีม
ปริมาณไขมันที่น้อยกว่าทำให้รับประทานแล้วรู้สึกเบากว่าในหลายสูตร แต่ไม่ได้หมายความว่าเจลาโต้จะเป็นของหวานพลังงานต่ำเสมอไป เพราะยังมีน้ำตาลและพลังงานจากส่วนผสมอื่นอยู่
ตัวเลขดังกล่าวเป็นช่วงโดยประมาณ สูตรจริงอาจสูงหรือต่ำกว่านี้ได้ตามผู้ผลิตและชนิดของรสชาติ
2. ตีอากาศเข้าไปน้อยกว่า
ระหว่างการผลิต ไอศกรีมจะถูกปั่นเพื่อให้อากาศเข้าไปในเนื้อ ทำให้มีความฟูและเบา ส่วนเจลาโต้มักปั่นด้วยวิธีที่ทำให้อากาศเข้าไปน้อยกว่า
ผลที่ได้คือเนื้อเจลาโต้จะมีความแน่น เนียน และให้ความรู้สึกว่ารสชาติเต็มคำกว่า เพราะในหนึ่งคำมีเนื้อของส่วนผสมมากกว่าอากาศ
3. เสิร์ฟที่อุณหภูมิสูงกว่า
เจลาโต้มักเสิร์ฟที่อุณหภูมิประมาณ -10 ถึง -13 องศาเซลเซียส ขณะที่ไอศกรีมทั่วไปมักเก็บในช่องแช่แข็งที่ประมาณ -18 องศาเซลเซียส
เมื่อเจลาโต้ไม่เย็นจัดจนแข็งมาก เนื้อจึงนุ่ม ตักง่าย และละลายในปากได้เร็วกว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นเล็กน้อยยังช่วยให้จมูกรับกลิ่นและลิ้นรับรสของวัตถุดิบได้ชัดขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม อุณหภูมิจริงขึ้นอยู่กับสูตร ตู้แช่ และวิธีให้บริการของแต่ละร้าน
ทำไมเจลาโต้จึงมีรสชาติเข้มข้น?
หลายคนรู้สึกว่าเจลาโต้ให้รสชาติ “เต็มคำ” มากกว่าไอศกรีมทั่วไป แม้จะมีไขมันน้อยกว่าในหลายสูตร สาเหตุสำคัญมาจาก
-
มีอากาศผสมในเนื้อน้อย
-
เนื้อแน่นกว่าจึงมีวัตถุดิบต่อหนึ่งคำมาก
-
ไขมันไม่เคลือบลิ้นมากจนบดบังรสชาติบางชนิด
-
เสิร์ฟในอุณหภูมิที่ไม่เย็นจัดเกินไป
-
หลายร้านเน้นวัตถุดิบที่มีกลิ่นและรสเด่น เช่น ผลไม้ ถั่ว กาแฟ หรือช็อกโกแลต
ปัจจัยเหล่านี้ทำให้รสของพิสตาชิโอ เฮเซลนัต ดาร์กช็อกโกแลต ผลไม้ หรือวานิลลา แสดงออกมาได้ชัดเจนขึ้น แต่ความเข้มข้นยังขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณวัตถุดิบของแต่ละสูตรด้วย
รสชาติยอดนิยมของเจลาโต้
ประเทศอิตาลีมีเจลาโต้ให้เลือกหลากหลาย ตั้งแต่รสดั้งเดิมไปจนถึงรสที่สร้างสรรค์ขึ้นตามฤดูกาล รสที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ได้แก่
-
พิสตาชิโอ
-
เฮเซลนัต
-
ดาร์กช็อกโกแลต
-
วานิลลา
-
สตรอว์เบอร์รี
-
มะนาว
-
มะม่วง
-
กาแฟ
-
ทีรามิสุ
-
สตราชาเตลลา ซึ่งเป็นเจลาโต้รสนมหรือครีมผสมช็อกโกแลตเป็นชิ้นบาง ๆ
หลายร้านยังพัฒนารสชาติให้เข้ากับผู้บริโภคในแต่ละประเทศ เช่น ชาเขียว ยูซุ เสาวรส มะพร้าว หรือทุเรียน
เจลาโต้ในประเทศไทย
จากของหวานในอิตาลี เจลาโต้ได้กลายเป็นเมนูยอดนิยมในยุโรป เอเชีย และอเมริกา ส่วนในประเทศไทยมีทั้งร้านแบรนด์ต่างประเทศและร้านของคนไทยที่นำวัตถุดิบท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้
ตัวอย่างเช่น มะม่วงน้ำดอกไม้ มะพร้าวอ่อน ลำไย ชาไทย กาแฟไทย และผลไม้ตามฤดูกาล ทำให้เจลาโต้แต่ละร้านมีเอกลักษณ์ และช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบในประเทศได้อีกทางหนึ่ง
วิธีสังเกตเจลาโต้ก่อนเลือกซื้อ
ชื่อ “เจลาโต้” บนป้ายร้านเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้บอกคุณภาพทั้งหมด ผู้บริโภคสามารถพิจารณาเพิ่มเติมได้จาก
-
เนื้อควรเนียนสม่ำเสมอ ไม่เต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็งขนาดใหญ่
-
สีไม่จำเป็นต้องสดจัด เพราะสีของวัตถุดิบธรรมชาติอาจดูอ่อนกว่า
-
รสผลไม้ควรมีกลิ่นและรสที่สอดคล้องกับวัตถุดิบจริง
-
ตู้แช่และอุปกรณ์ตักควรสะอาด
-
ควรสอบถามส่วนผสม หากแพ้นม ไข่ ถั่ว หรือวัตถุดิบชนิดอื่น
นอกจากนี้ เจลาโต้ที่กองสูงเหนือขอบถาดไม่ได้หมายความว่าคุณภาพดีกว่าเสมอไป เพราะรูปลักษณ์อาจขึ้นอยู่กับสูตร สารช่วยคงตัว และการจัดแสดงของร้าน
กินเจลาโต้บ่อย ๆ อ้วนไหม?
แม้เจลาโต้หลายสูตรจะมีไขมันต่ำกว่าไอศกรีม แต่ก็ยังมีน้ำตาลและให้พลังงานอยู่ไม่น้อย อีกทั้งเจลาโต้มีเนื้อแน่นและอากาศน้อย ปริมาณที่ดูไม่มากจึงอาจมีน้ำหนักมากกว่าที่คิด
หากรับประทานในปริมาณเหมาะสม เจลาโต้ก็เป็นของหวานที่เพลิดเพลินได้ แต่หากกินบ่อย เลือกหลายสกู๊ป หรือเพิ่มโคน ซอส และท็อปปิงจำนวนมาก ก็อาจทำให้ได้รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกายเช่นเดียวกับของหวานชนิดอื่น
สรุป
เจลาโต้เป็นไอศกรีมสไตล์อิตาเลียนที่มีประวัติเชื่อมโยงกับเมืองฟลอเรนซ์และราชสำนักเมดิชีในช่วงศตวรรษที่ 16 โดย แบร์นาโด บูออนตาเลนตี เป็นบุคคลที่มักได้รับการยกย่องว่ามีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเจลาโต้แบบครีม
จุดเด่นของเจลาโต้คือเนื้อสัมผัสเนียนแน่น มีอากาศน้อย ไขมันมักต่ำกว่าไอศกรีมทั่วไป และเสิร์ฟในอุณหภูมิที่ช่วยให้รับรู้กลิ่นและรสได้ชัดเจนขึ้น
ดังนั้น ความน่าสนใจของเจลาโต้จึงไม่ได้อยู่ที่ความเย็นหรือสีสันเท่านั้น แต่อยู่ที่การจัดสมดุลระหว่างวัตถุดิบ อากาศ อุณหภูมิ และฝีมือของผู้ผลิตในแต่ละร้าน
SOURCES:
Penn State University, Institute of Culinary Education, The Florentine, Accademia Europea di Firenze, Italia.it, Merriam-Webster
REFERENCES:
https://www.psu.edu/news/research/story/probing-question-what-difference-between-ice-cream-and-gelato
https://www.ice.edu/blog/science-of-ice-cream
https://www.theflorentine.net/2018/03/26/gelato-florentine-invention/
https://aefirenze.it/en/florence-history-and-curiosity/the-history-of-gelato
เปิด 5 อันดับ มหาวิทยาลัยไทยที่มีหลักสูตรค่าเรียนสูงที่สุด บางแห่งแตะ 5 ล้านบาท”
นักวิจัยทำให้ “เพชรสร้างไฟฟ้า” ได้ หลังตำรามองว่าเป็นไปไม่ได้มานานกว่าศตวรรษ
5 สิทธิ์ฟรีของ "ประกันสังคม" ที่คนไทยจ่ายทุกเดือนแต่ไม่ค่อยรู้ว่าใช้ได้
5 ทริคซักผ้าให้หอมฟุ้งเหมือนร้านซักอบรีด ด้วยเงิน 20 บาท
เปิด 5 อันดับ หอพักมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในไทย น่าอยู่แค่ไหน?
บอล ซุปเปอร์บอล มาแล้ว! แนวทางหวยงวด 1 ก.ย. 69 เน้นวิ่ง 9-6
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
ไขสงสัย! ทำไมหมอลำต้องตะโกน "สอย สอย" ก่อนร้องกลอน? (เกร็ดอีสานที่หลายคนไม่เคยรู้)
เปิดรายได้ "คนขายที่ปัดน้ำฝนข้างทาง" ขายดีขนาดไหน?
เลขเด็ดหวยสัญจร จ.ระยอง 1/9/2569
อาหารไทยสุดหายาก ที่มีความเสี่ยงว่าอาจจะกำลังสูญหายไป
นักสำรวจพบ 'ดาวคล้ายโลก' ขนาดใกล้เคียงอยู่ห่างออกไป 150 ปีแสง
อาหารและขนมไทยยอดนิยมของชาวต่างชาติ
10 กลยุทธ์ที่ร้านอาหารใช้เอาชนะคู่แข่งโดยไม่ต้องลดราคา
แก้วมังกร"เนื้อแดง"กับ"เนื้อขาว" ต่างกันอย่างไร?เปิดความลับเรื่องวิตามินและสารอาหาร
เปิดอันดับเครือข่ายมือถือที่ดีที่สุดในประเทศไทย ปี 2569
ยุคที่น้ำหมากกลายเป็นของต้องห้าม
ปลั๊กพ่วงมี 6 ช่อง ไม่ได้แปลว่าเสียบได้เต็ม 6 ช่องพร้อมกัน จุดที่ต้องดูจริง ๆ คือเลข “MAX” ข้างตัวมัน