ศิลปะบนหิน "วานด์จินา" ศิลปะที่แสดงความเชื่อและประวัติศาสตร์ของชาวอะบอริจิน
ท่ามกลางภูมิประเทศอันเวิ้งว้างของภูมิภาคคิมเบอร์ลีย์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย มีเพิงผาและถ้ำหินทรายจำนวนมากซ่อนงานศิลปะซึ่งไม่เพียงเก่าแก่ หากยังคงมีชีวิตอยู่ในความเชื่อและวัฒนธรรมของผู้คนมาจนถึงปัจจุบัน ภาพเหล่านี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “ศิลปะบนหินวานด์จินา” หรือ Wanjina/Wandjina rock art หนึ่งในรูปแบบศิลปะอะบอริจินที่โดดเด่นและจดจำได้ง่ายที่สุดในออสเตรเลีย
ภาพวานด์จินาบางส่วนมีอายุย้อนหลังไปประมาณ 4,000 ปี แต่สำหรับชาววอร์รอรา วูนัมบัล และนการินยิน ซึ่งอยู่ในกลุ่มวัฒนธรรม Wanjina Wunggurr ภาพเหล่านี้มิใช่เพียงหลักฐานจากอดีตอันห่างไกล หากเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมที่ยังสืบต่อ มีความสัมพันธ์กับผืนดิน สายน้ำ ฤดูกาล กฎหมาย ประเพณี และอัตลักษณ์ของชุมชนอย่างแนบแน่น
เมื่อมองดูภาพวานด์จินาเป็นครั้งแรก ผู้ชมมักสะดุดตากับศีรษะขนาดใหญ่ ใบหน้าสีอ่อน ดวงตากลมโต และเส้นหรือแถบสีที่แผ่ออกโดยรอบศีรษะคล้ายรัศมี บางภาพปรากฏเฉพาะส่วนศีรษะและหัวไหล่ ขณะที่บางภาพมีลำตัว แขนขา และลวดลายจุดกระจายอยู่ทั่วร่าง ลักษณะเฉพาะอีกอย่างหนึ่งคือภาพส่วนใหญ่มักไม่มีปาก จนทำให้ผู้คนจากภายนอกนำไปจินตนาการเชื่อมโยงกับสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวอยู่บ่อยครั้ง ทว่าในบริบทดั้งเดิม รูปลักษณ์เหล่านี้มีความหมายเกี่ยวข้องกับพลังแห่งเมฆ ฝน พายุ และการสร้างสรรค์ชีวิต มิใช่ภาพบันทึกมนุษย์ต่างดาวแต่อย่างใด
วานด์จินาได้รับการยกย่องว่าเป็นวิญญาณผู้สร้างและผู้บันดาลฝน มีความสัมพันธ์กับการฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ของผืนดินเมื่อฤดูฝนมาถึง สายฝนช่วยเติมน้ำให้แม่น้ำ แอ่งน้ำ และพืชพรรณ ทำให้สัตว์และมนุษย์สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ ลวดลายจุดเล็ก ๆ บนร่างจึงมักถูกอธิบายว่าเป็นตัวแทนของเม็ดฝน ส่วนเส้นและองค์ประกอบรอบศีรษะอาจเชื่อมโยงกับเมฆ ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง หรือพลังของพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นบนท้องฟ้า
การไม่มีปากของวานด์จินามีคำอธิบายหลายแนวทางตามเรื่องเล่าและชุมชน บางคำอธิบายกล่าวว่าวานด์จินาทรงพลังเกินกว่าจะต้องใช้คำพูด ขณะที่เรื่องเล่าที่แพร่หลายอีกแบบหนึ่งกล่าวว่า หากวานด์จินามีปากและอ้าปากขึ้น สายฝนอาจเทลงมาอย่างรุนแรงจนไม่มีวันหยุด ก่อให้เกิดน้ำท่วม พายุ และความปั่นป่วนแก่โลก ใบหน้าที่สงบนิ่งและไร้ปากจึงแฝงไว้ด้วยพลังซึ่งไม่จำเป็นต้องแสดงออกผ่านถ้อยคำ
สีที่ใช้สร้างภาพมาจากวัสดุธรรมชาติซึ่งหาได้ในท้องถิ่น โดยมักเตรียมพื้นภาพเป็นสีขาว ก่อนวาดรายละเอียดด้วยเม็ดสีจากดินและแร่ เช่น สีแดง สีเหลือง และสีดำ เส้นหนารอบศีรษะทำให้ภาพดูคล้ายมีรัศมีหรือมวลเมฆล้อมรอบ ขณะที่ดวงตาขนาดใหญ่สร้างความรู้สึกราวกับวานด์จินากำลังเฝ้ามองและคุ้มครองผืนแผ่นดินอยู่ตลอดเวลา ภาพบางแห่งวาดในแนวตั้ง บางแห่งวางในแนวนอนตามรูปร่างและพื้นที่ของชั้นหิน โดยอาจปรากฏร่วมกับภาพปลา นก สัตว์เลื้อยคลาน พืช หรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ
ตามเรื่องราวการสร้างโลก วานด์จินาเป็นผู้มีส่วนสร้างภูมิประเทศ สิ่งมีชีวิต ภาษา กฎเกณฑ์ และแนวทางการดำรงชีวิต เมื่อภารกิจแห่งการสร้างเสร็จสิ้น วานด์จินาได้ทิ้งภาพของตนไว้บนผนังหิน ก่อนจะกลับเข้าไปสถิตอยู่ภายในผืนดิน โขดหิน หรือแหล่งน้ำ ภาพบนผนังถ้ำจึงมิได้ถูกมองว่าเป็นเพียงรูปแทนของวิญญาณ แต่เป็นสถานที่ซึ่งพลังและการปรากฏอยู่ของวานด์จินายังคงดำรงอยู่จริง
ด้วยเหตุนี้ เพิงหินที่มีภาพวานด์จินาจึงเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การเข้าเยี่ยมชม การถ่ายภาพ หรือการเผยแพร่ภาพจากบางพื้นที่อาจอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของเจ้าของวัฒนธรรม ผู้มาเยือนจำเป็นต้องเคารพคำแนะนำของผู้ดูแลดั้งเดิม เพราะภาพแต่ละแห่งอาจมีชื่อ เรื่องราว และข้อปฏิบัติแตกต่างกัน รวมถึงอาจเกี่ยวข้องกับความรู้ซึ่งไม่ได้เปิดเผยแก่บุคคลทั่วไป
หนึ่งในธรรมเนียมสำคัญคือการบำรุงรักษาหรือวาดทับภาพเดิมโดยผู้มีสิทธิ์และความรู้ทางวัฒนธรรม การเติมเม็ดสีมิได้มีวัตถุประสงค์เพียงทำให้ภาพกลับมาคมชัด แต่ยังเป็นพิธีกรรมที่ช่วยสืบต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ วิญญาณ และผืนแผ่นดิน การฟื้นฟูภาพจึงเปรียบเสมือนการรักษาพลังแห่งชีวิตและความอุดมสมบูรณ์ให้ดำรงอยู่ต่อไป อย่างไรก็ตาม ธรรมเนียมและความถี่ในการวาดทับอาจแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่และแต่ละชุมชน ไม่ได้หมายความว่าภาพทุกแห่งจะถูกวาดใหม่เป็นประจำทุกปีเหมือนกันทั้งหมด
ศิลปะวานด์จินาจึงมิใช่ “แกลเลอรีโบราณ” ที่หยุดนิ่งอยู่กับกาลเวลา แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความรู้ที่ยังมีลมหายใจ เชื่อมโยงเรื่องราวการกำเนิดโลกเข้ากับสภาพอากาศ ฤดูกาล แหล่งน้ำ สัตว์ พืช และหน้าที่ของมนุษย์ในการดูแลแผ่นดิน สิ่งที่ปรากฏบนผนังหินอาจดูเหมือนใบหน้าอันลึกลับสำหรับสายตาของคนนอก แต่สำหรับเจ้าของวัฒนธรรมแล้ว นั่นคือการปรากฏตัวของบรรพวิญญาณผู้สร้าง ผู้มอบฝนและชีวิต พร้อมทั้งเตือนให้ผู้คนระลึกว่า มนุษย์ ธรรมชาติ และโลกแห่งจิตวิญญาณไม่เคยแยกออกจากกันเลย
เขียนโดย dukedicknarak
เขียนนิยายแฟนตาซีสนุกๆด้วย ในนามปากกา เหมียวกุ่ย หาอ่านได้ที่ Meb Market และ ReadAwrite ครับ ค้นหาด้วย นามปากกาได้เลยครับ หรือค้นหาใน Google ก็ได้ครับ ^_^
10 จังหวัดที่มีคนจนมากที่สุดในไทย ทำไมบางพื้นที่ยังเผชิญความยากจน
ทำไมเงินไทยถึงเรียกว่า “บาท” ทั้งที่หลายประเทศใช้คำว่า ดอลลาร์ ปอนด์ หรือเยน?
ไฟดับนานแค่ไหน อาหารในตู้เย็นถึงควรทิ้ง? เช็ก 4 ชั่วโมงก่อนเสี่ยงกินของเสีย
จังหวัดที่มี "สนามบิน 2 แห่ง" ในจังหวัดเดียว
ทำไมประเทศนี้จึงเขียน Laos แต่ออกเสียง ลาว
เสือตกถังพลังเงินดี งวด 16 ต.ค. 2569 เปิดเลขเด่น 1 เลขรอง 5 พร้อมชุด 2 ตัว 3 ตัว และเลขเบิ้ล
เปิดรายชื่อจังหวัดไทยที่มีสนามบิน 2 แห่งในจังหวัดเดียว มีที่ไหนบ้าง
อยู่หอพักชั้นล่างช่วงฝนหนัก ต้องเตรียมอะไรบ้าง? 6 เรื่องที่คนเช่าควรทำก่อนเกิดเหตุ
ส่องเลขธูป เจ๊ฟองเบียร์ งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2569
เลขเด็ดม้าเร็ว งวด 16 ต.ค. 2569 เปิดแนวทางเลขเชื่อม 2 ตัว 3 ตัว มีจุดไหนน่าจับตา ห้ามพลาด!
7 ประเทศที่มีสอนวิชาภาษาไทย คนไทยอาจไม่รู้ว่าภาษาบ้านเราไปไกลถึงต่างแดน!
เปิด 5 อบต. รายได้รวมสูงที่สุดในไทย ปี 2569 ตัวเลขทะลุพันล้าน!
เปิดรายชื่อจังหวัดไทยที่มีสนามบิน 2 แห่งในจังหวัดเดียว มีที่ไหนบ้าง
ไฟดับนานแค่ไหน อาหารในตู้เย็นถึงควรทิ้ง? เช็ก 4 ชั่วโมงก่อนเสี่ยงกินของเสีย
ส่องเลขธูป เจ๊ฟองเบียร์ งวดวันที่ 16 ตุลาคม 2569
7 ประเทศที่มีสอนวิชาภาษาไทย คนไทยอาจไม่รู้ว่าภาษาบ้านเราไปไกลถึงต่างแดน!
Centuripe เมืองรูปร่างประหลาดแห่งซิซิลี ที่มองจากฟ้าคล้ายร่างมนุษย์
หินงูยักษ์แห่งลำน้ำเข็ก ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ชวนให้นึกถึงพญานาค
สีสันสารทฤดูแต่งแต้ม “เฮยหลงเจียง”…เมื่อภูเขา ป่าไม้ และผืนน้ำกลายเป็นภาพวาดแห่งฤดูใบไม้ร่วง
Landwasser Viaduct สะพานรถไฟกลางเทือกเขาแอลป์ ผลงานวิศวกรรมที่โค้งเข้าไปในภูเขาอย่างน่าเหลือเชื่อ
