"จานผีบิน" ที่บ้านต่างจังหวัดในภาคคอีสาน ตอน2: เมื่อหมอผีบอกว่าไม่ใช่ผี
หลังจากตอนแรกที่ผมเล่าเรื่องแสงประหลาดกับวงข้าวล้ม Crop circle (วงกลมปริศนากลางทุ่ง) ที่บ้านย่า เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมันพาผมไปเจอกับความเชื่อดั้งเดิมของคนอีสานที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีอยู่จริง
เมื่อย่าตัดสินใจไปหาหมอทำขวัญ
หลังจากคืนนั้นผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน ผมยังมีอาการนอนไม่หลับ ฝันร้ายซ้ำๆ เห็นแสงสีส้มอมชมพูวงเดิม และรู้สึกเหมือน "ขวัญหาย" ตามที่คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเรียกกัน ย่าเป็นห่วงมาก จึงตัดสินใจพาผมไปหาหมอทำขวัญประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็นตาเฒ่าที่ชาวบ้านเคารพนับถือมาหลายสิบปี
พอไปถึง หมอทำขวัญนั่งมองหน้าผมอยู่นาน ก่อนจะถามว่า "เจอแสงกลมๆ เหนือทุ่งนาใช่ไหม แล้วรู้สึกตัวเบา หูอื้อ เหมือนมีคนพูดในหัวใช่ไหม" ผมตกใจมากเพราะไม่เคยเล่ารายละเอียดขนาดนั้นให้ใครฟังนอกจากย่า หมอทำขวัญบอกว่าอาการแบบนี้ท่านเคยเจอผู้ป่วยแบบนี้มาสองสามรายในรอบสิบปี และท่านไม่เรียกสิ่งนี้ว่า "ผี" แต่เรียกว่า "แขกฟ้า"
แขกฟ้า คำที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน
หมอทำขวัญอธิบายว่า ในความเชื่อดั้งเดิมของคนอีสานบางพื้นที่ นอกจากผีปอบ ผีป่า ผีบ้านผีเรือนที่คนทั่วไปรู้จักกันดีแล้ว ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "แขกฟ้า" หรือ "คนฟ้า" ซึ่งเป็นสิ่งที่มาจากท้องฟ้า ไม่ใช่วิญญาณคนตาย ไม่ใช่ผีบรรพบุรุษ แต่เป็นสิ่งแปลกปลอมที่ลงมาเยือนโลกเป็นครั้งคราว ตามความเชื่อเก่าแก่ที่ส่งต่อกันมาปากต่อปากในบางหมู่บ้าน มักจะมาปรากฏตัวช่วงกลางดึกในที่โล่งอย่างทุ่งนาหรือป่าละเมาะ และมักมากับแสงประหลาดที่ไม่มีเสียง
ท่านเล่าต่อว่า คนเฒ่าคนแก่บางคนบอกว่าแขกฟ้ามีรูปร่างเล็ก หัวโตกว่าตัว ผิวสีคล้ายเถ้าถ่านหรือสีขี้เถ้าอ่อนๆ ตาโตดำสนิทไม่มีตาขาว ไม่มีจมูกยื่นออกมาชัดเจน ปากเป็นเพียงรอยเส้นบางๆ เมื่อได้ฟังคำบรรยายนี้ ผมถึงกับขนลุก เพราะมันตรงกับภาพ "เอเลี่ยนสีเทา" หรือ Grey Alien ที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในเรื่องเล่าการถูกลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาว ซึ่งมักถูกบรรยายว่าเป็นสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ ตัวเล็ก ผิวสีเทาเรียบ หัวโตผิดสัดส่วนและไม่มีเส้นผม ดวงตาสีดำขนาดใหญ่ทรงรียาว ลักษณะที่ท่านเล่ากับสิ่งที่คนทั่วโลกอธิบายไว้มันช่างคล้ายกันอย่างประหลาด ทั้งที่หมอทำขวัญท่านนี้ไม่เคยใช้อินเทอร์เน็ตหรือดูหนังฝรั่งเรื่องเอเลี่ยนมาก่อนในชีวิต
ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับสิ่งคล้ายมนุษย์ตัวเล็กหัวโตแบบนี้เริ่มเป็นที่รู้จักกว้างขวางในโลกตะวันตกช่วงหลังคดีการถูกลักพาตัวที่โด่งดังในทศวรรษที่ 1960 ก่อนจะกลายเป็นภาพจำหลักของมนุษย์ต่างดาวในสื่อบันเทิงต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่สิ่งที่ผมสงสัยคือ ทำไมความเชื่อเรื่อง "แขกฟ้า" ในหมู่บ้านเล็กๆ กลางทุ่งอีสานที่ผู้เฒ่าผู้แก่น้อยคนที่จะสนใจสื่อต่างชาติ ถึงมีรายละเอียดที่คล้ายคลึงกันได้ขนาดนี้
พิธีกรรมเรียกขวัญคืน
หมอทำขวัญบอกว่า อาการที่ผมเป็นอยู่ในภาษาอีสานเรียกว่า "ขวัญหนี" คือขวัญของคนเราหลุดออกจากร่างชั่วคราวเพราะเจอสิ่งที่ทำให้ตกใจสุดขีด ท่านจึงทำพิธี "สู่ขวัญ" ให้ผม โดยใช้พานบายศรีที่ทำจากใบตองและดอกไม้ มีด้ายสายสิญจน์ผูกข้อมือ และมีการสวดเรียกขวัญเป็นภาษาอีสานโบราณ เนื้อหาพูดถึงการเรียกขวัญที่หลงทางกลับเข้าสู่ร่างกาย ให้กลับมาอยู่กับเนื้อกับตัวเหมือนเดิม
ระหว่างพิธี ผมรู้สึกแปลกที่พอด้ายสายสิญจน์ถูกผูกที่ข้อมือ ความรู้สึกอึดอัดในอกที่มีมาตลอดเดือนก่อนหน้านั้นค่อยๆ คลายลง คืนนั้นผมนอนหลับสนิทเป็นครั้งแรกในรอบเดือน ไม่ฝันเห็นแสงประหลาดอีกเลย
สิ่งที่คนในหมู่บ้านเชื่อกันมานาน
หลังจากนั้นผมลองถามผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านอีกหลายคน หลายคนยืนยันตรงกันว่าเคยได้ยินเรื่องแขกฟ้ามาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย บางคนเล่าว่าสมัยก่อนเวลาเด็กในหมู่บ้านหายตัวไปแล้วกลับมาโดยจำอะไรไม่ได้ ผู้ใหญ่มักจะพูดว่า "โดนแขกฟ้าพาไปเล่น" ซึ่งฟังดูคล้ายกับเรื่องเล่าการลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวที่โด่งดังไปทั่วโลกอย่างน่าประหลาดใจ ทั้งที่เป็นคนละวัฒนธรรม คนละยุคสมัย และไม่เคยรับรู้เรื่องราวของกันและกันมาก่อนเลย
บางคนบอกว่าเรื่องพวกนี้อาจเป็นแค่การอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่คนโบราณไม่เข้าใจ เช่น แสงจากก๊าซในหนองน้ำ หรือปรากฏการณ์ไฟฟ้าสถิตในอากาศคืนที่ชื้นจัด แต่บางคนก็เชื่อมั่นว่ามันคือสิ่งที่มีอยู่จริง เพียงแต่ต่างวัฒนธรรมตีความและเรียกชื่อต่างกันไปเท่านั้น
ความคิดของผมตอนนี้
ผมเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าคำอธิบายไหนถูกต้องที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้ผมยังคงคิดถึงเรื่องนี้อยู่เสมอคือ ความคล้ายคลึงกันระหว่างเรื่องเล่าพื้นบ้านอีสานกับเรื่องเล่าจากอีกซีกโลกที่ไม่เคยมีการติดต่อสื่อสารกันเลย มันทำให้ผมคิดว่า บางทีเรื่องราวแบบนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการที่แต่ละวัฒนธรรมสร้างขึ้นเองอย่างเป็นอิสระ แต่อาจสะท้อนถึงประสบการณ์บางอย่างที่มนุษย์ทั่วโลกเคยเผชิญร่วมกันมาจริงๆ ก็เป็นได้
ทุกวันนี้ผมยังคงเก็บด้ายสายสิญจน์เส้นนั้นไว้ในกระเป๋าสตางค์ และทุกครั้งที่กลับไปเยี่ยมย่า ผมจะไม่เดินไปใกล้ทุ่งนาจุดนั้นตอนกลางคืนอีกเลย แม้จะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตาม
เรื่องนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ความเชื่อพื้นบ้านของแต่ละที่บนโลก แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องงมงายในสายตาคนสมัยใหม่ แต่บางเรื่องก็มีรายละเอียดที่ชวนให้คิดตามได้ไม่น้อย อยากรู้ว่าในพื้นที่อื่นๆ ของไทยมีเรื่องเล่าคล้ายๆ แขกฟ้าแบบนี้บ้างไหมครับ หรือใครเคยได้ยินชื่อเรียกอื่นๆ ที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นที่ตัวเองใช้เรียกสิ่งเหล่านี้บ้าง มาแชร์กันได้เลยนะครับ
เหมืองทองคำที่ลึกที่สุดในโลก
AI วิเคราะห์สถิติ 20 ปีหวยงวด 16 ก.ค.69 ให้เลขท้าย 2 ตัวเน้นๆ!
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
จังหวัดอันดับหนึ่งของไทย ที่โดดเด่นเรื่องนางงามมากที่สุด
ส่องแนวทางเลขเด็ดตาทิพย์และเลขปฏิทินหลวงพ่อนำโชค งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569
ทำไมบางคนไม่อยากกลับบ้าน ทั้งที่บ้านควรเป็นที่ปลอดภัย
10 จังหวัดที่มีพระภิกษุสงฆ์และสามเณรมากที่สุดในประเทศไทย
เขตของกรุงเทพมหานคร ที่มีสภาพเป็นพื้นที่ชนบทมากที่สุด
7 ไอเทมที่คนรวยจริง "ไม่คิดจะซื้อ" แต่อวดรวยชอบมี
ของล้ำค่าที่ไม่มีใครเอากลับมา 5 เรื่องจริงของสิ่งที่ถูกทิ้งไว้เฉย ๆ
10 การ์ตูนยุค 90 ที่ครองใจเด็กไทยและยังถูกคิดถึงจนวันนี้
เปิด 3 ประเทศยอดฮิตที่เด็ก สปป.ลาว นิยมไปเรียนต่อต่างประเทศ
มหาวิทยาลัยไทยที่คนจีนชื่นชอบที่สุด มีคนจีนมาเรียนต่อจำนวนมากที่สุด
ทำไมโคอาลาชอบนอนทั้งวัน? คำตอบอยู่ที่ใบยูคาลิปตัส
เหตุการณ์แสงประหลาดจาก "จานผีบิน" ที่บ้านต่างจังหวัดในภาคอีสาน
สืบทายาทผีกระสือ
ลูกเขยญี่ปุ่นผู้กลายเป็นหัวหน้าตระกูล ธุรกิจพันล้านหลังพ่อตาเสียชีวิตกะทันหัน
นั่งรถไฟในต่างแดน ผ่านบ้านเมือง ความแตกต่างที่เหมือนในบ้านเรา แต่ไม่ใช่กลางทุ่งนาแต่มันคือป่าคอนกรีต (ญี่ปุ่น)







