หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

กระด้งคร่อมแดน

เขียนโดย somthuk

ผู้ที่ศึกษาวรรณคดีทางพุทธศาสนาทุกคนจะต้องพบเจอกับการเปรียบเทียบแบบแปลกๆ โดยใช้อุปมา (simile) และ อุปลักษณ์ (metaphor) ซึ่งยากที่จะตีความหรือทำความเข้าใจ 

 

สังขารุเบกขาญาณ เป็น "ญาณ" (ความรู้) ขั้นสูงที่อาจเกิดขึ้นในการปฏิบัติวิปัสนากรรมฐาน มีผลทำให้ผู้ปฏิบัติวางเฉย (อุเบกขา) ไม่ยินดียินร้ายในความปรวนแปรของสิ่งต่างๆที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมา (สังขาร) จากองค์ประกอบต่างๆทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม ท่านกล่าวเปรียบเทียบไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่าเป็นคล้ายกับความรู้สึกของชายที่ตัดใจจากภรรยาผู้ประพฤติชั่วได้แล้ว ซึ่งแม้แต่คนที่ไม่เคยมีภรรยาก็พอจะเข้าใจอุปมานี้ได้ไม่ยาก

 

ที่เข้าใจยากคืออุปมา หยดน้ำบนใบบัว กับ ขนไก่หรือสายเอ็นที่ถูกไฟ ที่ "งอกลับ งอนกลับ วกกลับ" (ดู ภาพ 01T, ภาพ 01E) 

ท่านหมายถึงอะไร? หรือว่า เป็นโวหารโบราณที่เทียบได้กับสำนวน "หำหด" ในสมัยนี้?

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีอุปมานี้ตามมาอีก

“สังขารุเปกขาญาณนี้นั้น เปรียบเหมือนเมล็ดแป้งที่กลิ้งกระทบอยู่ ณ ขอบกระด้งฝัด” (ภาพ 02T, ภาพ 02E)

เราเลยยิ่งมึนตึบ เพราะการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน น่าจะเป็นการนั่งนิ่งๆ เงียบๆ และความรู้ที่เกิดขึ้นก็น่าจะเป็นสภาวะหรือกระบวนการเปลี่ยนแปลงแบบการเติบโตผลิดอกออกผลของพืช แล้วทำไมท่านจึงเปรียบกับการเคลื่อนที่เป็นวงกลมของสิ่งที่เป็นเม็ดเล็กๆ? ชาวพุทธโบราณเมื่อสองพันกว่าปีก่อนท่านหมายถึงอะไรกัน?

บางครั้ง การเดินทางอ้อมอาจช่วยให้เราถึงจุดหมายได้ง่ายกว่าการเดินทางตรง แทนที่เราจะตั้งคำถามว่า 

“ชาวพุทธโบราณท่านหมายถึงอะไร”

เราจะเปลี่ยนมาถามตัวเองว่า

“ในโลกนี้ ทั้งอดีตและปัจจุบัน ในทุกวงการ ทุกสาขาวิชา มีอะไรคล้ายๆกันบ้างมั้ย”

และคำตอบก็คือ “มี”

 

ส่วนประกอบของสรรพสิ่ง

 

นักคิด นักปราชญ์ทุกยุคทุกสมัย อยากรู้ว่าสรรพสิ่งในจักรวาล หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “โลก” (world) เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และจะวิวัฒนาการต่อไปอย่างไร ทุกคนยังเห็นพ้องต้องกันอีกด้วยว่า การที่จะตอบคำถามนี้ได้ จำเป็นที่จะต้องรู้ว่าอะไรคือหน่วยโครงสร้างพื้นฐาน (basic building block)  ของสสาร 

 

ชาวกรีกโบราณเรียกหน่วยที่อยากรู้นั้นว่า “อะตอม” ซึ่งแปลว่า "ไม่สามารถตัดแบ่งให้เล็กลงไปได้อีก" ส่วนในโลกตะวันออก ก็มีแนวคิดคล้ายกัน ดังจะเห็นได้จากคำว่า “อณู” ในภาษาอินเดียโบราณ แต่แนวคิดเรื่องอะตอมในสมัยนั้นก็ไม่ได้มีการพัฒนาถึงขั้นที่จะเรียกได้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ จนกระทั่งถึงช่วงที่มีความก้าวหน้าทางวิชาเคมีในคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งช่วยให้เรารู้สมบัติของธาตุชนิดต่างๆโดยรวม แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครรู้ว่าอะตอมเดี่ยวโดดๆคืออะไร

ครั้นถึงช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบส่วนประกอบย่อยและโครงสร้างภายในของอะตอม ซึ่งเป็นการแสดงว่า "อะตอม" ที่ค้นพบในวิชาเคมีไม่ใช่ "อะตอม" ในความหมาย "ไม่สามารถตัดแบ่งให้เล็กลงไปได้อีก" ที่ใช้กันมานับพันปี แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในสมัยนั้นคิดว่าส่วนประกอบย่อยของอะตอมมีขนาดเล็กกว่าอะตอมเพียงเล็กน้อย คล้ายกับเมล็ดในผลไม้

 

เราเรียกนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องโครงสร้างของสิ่งต่างๆแบบนี้ว่า นักฟิสิกส์ นอกจากเรื่องโครงสร้างของสสารแล้ว นักฟิสิกส์ยังศึกษาเรื่องพลังงาน ความร้อน แม่เหล็ก ไฟฟ้า แสง และ การแผ่รังสี

 

Experiments with cathode rays การทดลองเกี่ยวกับรังสีแคโธด

สิ่งที่เป็นชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญในช่วงเวลานั้นคือ การทดลองของนักฟิสิกส์ เจ. เจ ทอมสันเมื่อปี ค.ศ. 1897

 

นักฟิสิกส์เคยถกเถียงกันว่ารังสีแคโธดเป็นรูป (material) ทั้งแท่ง หรือเป็น อรูป (immaterial) แบบเดียวกับแสง

 

ทอมสัน ทดลองการเบี่ยงเบนของรังสีแคโธดในสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ทำให้พบว่ารังสีแคโธดประกอบด้วยอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าลบและมีมวลต่ำมากกว่าอะตอมนับพันเท่า ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีใครรู้จัก (และปัจจุบันถูกเรียกว่าอิเล็กตรอน) อนุภาคชนิดนี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในอะตอม เป็นไปได้ว่าอาจหมุนวนรอบ ๆ อะตอมเหมือนวงแหวน โดยมีประจุที่สมดุลจากการลอยตัวอยู่ในทะเลอนุภาคประจุบวกอันสม่ำเสมอ แนวคิดนี้ของทอมสันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ แบบจำลองอะตอมลูกพลัม-พุดดิ่ง (plum-pudding model) แต่เราจะเรียกเสียใหม่ในแบบไทยๆว่า “แบบจำลองอะตอมขนมปัง-ลูกเกด”

 

แต่ต่อมาลูกศิษย์ของทอมสันชื่อ เออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด (Ernest Rutherford) ได้แสดงให้เห็นว่ายังเป็นภาพที่ไม่ถูกต้องเพราะประจุบวกไม่ได้กระจายอยู่ทั่วไปแต่ไปรวมตัวกันอยู่ที่เดียวที่จุดศูนย์กลาง ซึ่งต่อมาเรียกว่า นิวเคลียส (nucleus) และประกอบด้วยอนุภาค โปรตอน (proton) ซึ่งมีประจุไฟฟ้าบวก และ นิวตรอน (nutron) ซึ่งไม่มีประจุไฟฟ้า

 

การค้นพบที่สำคัญหลายๆครั้งในวิชาฟิสิกส์เป็นผลมาจากการ “ยิงเป้า” เพื่อดูผลกระทบที่ตามมา เช่นมีการหักเหเปลี่ยนทิศทางการเคลื่อนที่หรือไม่ โดย“เป้า”ที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นอะตอมของแร่ธาตุชนิดต่างๆ ส่วน “กระสุน” ที่ใช้ยิงก็มักจะเป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า เช่นอิเล็กตรอน ทำให้เกิดความเชื่อมั่นกันว่า ถ้าใช้กระสุนที่มีความเร็วสูงขึ้นและทำให้เกิดการชนที่แรงมากๆ อาจช่วยให้นักฟิสิกส์ได้พบเห็นปรากฏการณ์ใหม่ๆ นำไปสู่การค้นพบทฤษฎีที่สำคัญ

 

ช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จึงมีการพัฒนาเครื่องเร่งอนุภาค (particle accelerator) และ เครื่องตรวจจับอนุภาค (particle detector) ซึ่งช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษาผลกระทบจากการเคลื่อนที่ของอนุภาคที่ระดับพลังงานสูงๆได้ มีการค้นพบฮาดรอน (hadron) ซึ่งเป็นส่วนประกอบย่อยของนิวตรอนและโปรตอน และเป็นอนุภาคประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนที่เล็กกว่าเรียกว่า ควาร์ก (quark) 

 

แบบจำลองมาตรฐาน (standard model) ทางนิวเคลียร์ฟิสิกส์ได้รับการพัฒนาขึ้นจนสามารถอธิบายคุณลักษณะของนิวเคลียสได้อย่างสมบูรณ์ในรูปแบบของอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอมและแรงต่าง ๆ ที่มีผลต่อปฏิกิริยาของอนุภาคเหล่านั้น

 

ตัวอย่างของเครื่องเร่งอนุภาคที่สำคัญเช่น เครื่อง Tevatron ซึ่งตั้งอยู่ที่สถาบัน Fermilab ในรัฐอิลลินอยส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีเส้นรอบวงยาวถึง 6.26 กิโลเมตร สามารถเร่งอนุภาคให้มีพลังงานสูงถึง 1 Tev. (ซึ่งเป็นที่มาของชื่อของมัน)  (ภาพ 03) ถูกเลิกใช้งานในปี 2001 ด้วยปัญหาด้านงบประมาณ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เลิกใช้งาน Tevatron คือมีการเปิดใช้งานเครื่องใหม่ที่เพิ่งสร้างเสร็จซึ่งใหญ่กว่าและแรงกว่าที่ CERN ซึ่งย่อมาจากภาษาฝรั่งเศส Conseil Européen pour la Recherche Nucléaire หรือ European Organization for Nuclear Research (องค์การศึกษาวิจัยด้านนิวเคลียร์) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กรุงเจนีวาในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (อันที่จริงตั้งคร่อมพรมแดนสองประเทศคือสวิสกับฝรั่งเศส) (ภาพ 04) 

เจ้าเครื่องยักษ์นี้มีชื่อเรียกกันว่า  Large Hadron Collider หรือเรียกย่อว่า LHC มันสามารถบังคับลำอนุภาคให้เคลื่อนที่ไปในท่อซึ่งอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินที่มีเส้นรอบวงยาวถึง 27 กิโลเมตร ซึ่งยาวจนต้องใช้จักรยานและมอไซด์ในการบำรุงรักษา (ภาพ 04-2) และเร่งความเร็วจนได้พลังงานของลำอนุภาคสูงถึงลำละ 6.5 TeV ก่อนที่จะบังคับให้มันชนประสานงากัน  จึงเท่ากับ 13 TeV. 

ย้อนกลับไปดูอุปมา ทิสากากะ (ตอนต้นภาพ 02T) ของชาวพุทธโบราณอีกครั้ง ถ้าเราจะเขียนภาพกราฟฟิคของอุปมานี้ เราก็จะได้ภาพแบบโลโก้ของ CERN (บนซ้ายของภาพ 04-2)

 

อาจกล่าวได้ว่าอนุภาคโปรตอนที่ถูกเร่งความเร็วจนเกือบเท่าความเร็วแสงเป็น "เม็ดแป้ง" ที่เล็กที่สุดและเครื่อง LHC ที่ CERN เป็น “กระด้ง” ที่ใหญ่ที่สุดในโลกของนักฟิสิกส์   

 

ปัจจุบัน มีการใช้เครื่องเร่งอนุภาคนับหมื่นเครื่องในงานวิจัยขั้นพื้นฐานต่างๆในวิชาฟิสิกส์อนุภาคและในวงการอื่นๆ และมีการบังคับให้ลำอนุภาคสองลำวิ่งสวนทางกันมาชนประสานงากัน แต่ในยุคแรก ยังเป็นการบังคับให้ลำเดียวไปชน ‘เป้านิ่ง’ คืออะตอมของธาตุต่างๆ เครื่องเร่งอนุภาคจึงมีชื่อเล่นว่า “เครื่องบดขยี้อะตอม” (atom smasher [ภาพ 05 และ ภาพ 06])

มีการวาดการ์ตูนซึ่งแสดงให้เห็นว่า ยิ่งใช้ "อาวุธหนัก" (เครื่องที่แรง) ขึ้นก็ยิ่งมีการค้นพบอนุภาคใหม่ๆเพิ่มขึ้น (ภาพ 07)

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ท่านพุทธโฆษะยังได้อธิบายวิธี “เลื่อนภูมิ” เอาไว้ด้วย กล่าวคือ เมื่อได้บรรลุมรรคผลขั้นแรกเป็นพระโสดาบันแล้ว ยังต้องปฏิบัติเพื่อบรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นไป เป็นพระสกทาคามี โดยใช้วิธีการ “บดขยี้สังขาร" (วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๓ ตอน ๒ ภาพ 08)

(ผู้แปลเป็นไทยบางท่านใช้คำว่า “ย่ำยี” แทน “บดขยี้” ส่วนท่าน ญาณโมลี ผู้แปลเป็นภาษาอังกฤษหลีกเลี่ยงที่จะแปลตรงๆ)

 

ยางยืดแห่งอิสรภาพ

 

ด้วยเครื่องเร่งที่แรงมากๆ ( เปรียบกับรถหุ้มเกราะในภาพ 07) นักฟิสิกส์ก็ได้พบเจอกับควาร์ก (quark) ซึ่งเป็นอนุภาคมูลฐานและเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของสสาร ควาร์กมากกว่าหนึ่งตัวเมื่อรวมตัวกันจะเป็นอีกอนุภาคหนึ่งที่เรียกว่าฮาดรอน (hadron) ซึ่งก็รวมถึงโปรตอนและนิวตรอน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของนิวเคลียสของอะตอม 

 

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อวัตถุออกห่างจากกัน แรงกระทำต่อกันจะลดน้อยลงกว่าเมื่ออยู่ใกล้กัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแรงแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic force) แต่นักฟิสิกส์ 3 คนพบว่าในแรงแบบเข้มหรือแรงนิวเคลียร์ สถานการณ์จะเป็นตรงข้าม ซี่งถือว่าประหลาดมาก คือยิ่งควาร์กอยู่ใกล้กัน แรงนิวเคลียร์จะยิ่งอ่อนจนทำให้ดูเหมือนควาร์กเป็นอนุภาคอิสระ แต่เมื่อมันอยู่ห่างจากกันแรงกระทำต่อกันจะยิ่งมาก ซึ่งนักฟิสิกส์เปรียบว่าเหมือนกับการดึงยางยืดออกให้ตึง การค้นพบปรากฏการณ์นี้ซึ่งเรียกว่า Asymptotic freedom ช่วยให้เราเข้าใจว่าทำไมนิวเคลียสของอะตอมไม่แตกกระจายออกไปและทำไมสสารจึงเสถียร และยังทำให้เกิดทฤษฎีใหม่หมดจดชื่อว่า ควอนตัมรงคพลวัตร (quantum chromodynamic) และทำให้นักฟิสิกส์ทั้ง 3 คนได้รับรางวัลโนเบล (ภาพ 09, 09-1)

อาจเป็นเพราะเมื่อสองพันปีก่อนไม่มียางยืดให้ใช้ (The rubber band was patented in England on March 17, 1845, by Stephen Perry. - Wiki)

ชาวพุทธโบราณจึงต้องใช้อุปมาที่เราได้เห็นไปแล้ว คือ "หยดน้ำบนใบบัว" กับ "ขนไก่หรือสายเอ็นที่ถูกไฟ" ที่ "งอกลับ งอนกลับ วกกลับ"

แต่เนื่องจากพระอาจารย์สมัยใหม่ไม่มีข้อจำกัดนั้นแล้ว ท่านภัททันตะอาสภะ (ภาพ 10) พระวิปัสสนาจารย์ชาวพม่าผู้ถูกส่งมาสอนกรรมฐานในประเทศไทย จึงใช้อุปมายางยืดแบบเดียวกันกับนักฟิสิกส์ ในหนังสือ วิปัสสนาทีปนีฎีกา (หน้า 70 ข้อ ๖ ภาพ 11)

ในบทนี้ เราได้เห็นความคล้ายคลึงกันบางอย่างบางเรื่องระหว่างประสพการณ์จากการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับเนื้อหาของวิชาฟิสิกส์ คุณอาจกำลังคิดว่า มันฟลุ๊กสิ้นดี

ก็อาจเป็นไปได้ มันอาจเป็นแค่ความบังเอิญหรือ ‘ฟลุ๊ก’ แต่ถ้าความคล้ายคลึงมันไม่ได้มีเพียงเท่าที่เห็นในบทนี้ล่ะ?

เนื้อหาโดย: somthuk
Frank Close, Michael Marten, and Christine Sutton,The Particle Explosion
https://home.cern/science/accelerators/large-hadron-collider/
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
somthuk's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 15 ครั้ง
เขียนโดย somthuk
ผู้เขียนเคยบวชและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนทำให้เริ่มเห็นว่าพุทธธรรมมีความเป็นวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนา จึงเริ่มศึกษาค้นคว้าเพียงเพื่อสนองความอยากรู้ว่ามีคนอื่นอีกหรือไม่ที่มีประสบการณ์คล้ายกัน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ส่องแนวทางเลขมงคลและเลขดับพารวยต้านกระแส งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 256910 อาชีพที่เรียนยากที่สุด พร้อมค่าเล่าเรียนโดยประมาณจังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย10 บิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่นิยมในไทย ปี 2026 ขี่สบาย เดินทางไกลได้ดี ฟีเจอร์ครบ5 มือถือสเปกดีแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทยจังหวัดอันดับหนึ่งของไทย ที่โดดเด่นเรื่องนางงามมากที่สุดเผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2569ทำไมกินป๊อปคอร์นที่โรงหนัง อร่อยกว่ากินที่อื่น?8 ขนมแบรนด์ดังจากยุค 90 ที่ยังวางขายจนถึงปัจจุบันเสน่ห์ 4 ฤดูของประเทศญี่ปุ่น และเทศกาลที่ไม่ควรพลาดดราม่าดอกไม้ 4 กลีบ! ศาลจีนสั่ง Molly Tea ชดใช้กว่า 55 ล้านบาทให้ Louis Vuittonเปิดลายแทงเลขเด็ด! ส่องสถิติงวด 16 กรกฎาคม 2569 เลขไหนมาแรง วันพฤหัสฯ นี้รู้กัน!
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เสน่ห์ 4 ฤดูของประเทศญี่ปุ่น และเทศกาลที่ไม่ควรพลาด10 อาชีพที่เรียนยากที่สุด พร้อมค่าเล่าเรียนโดยประมาณทำไมกินป๊อปคอร์นที่โรงหนัง อร่อยกว่ากินที่อื่น?จังหวัดอันดับหนึ่งของไทย ที่โดดเด่นเรื่องนางงามมากที่สุด8 ขนมแบรนด์ดังจากยุค 90 ที่ยังวางขายจนถึงปัจจุบัน
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมถึงคิดถึงแต่อาหารตลอดเวลา? วิธีแก้อาการอึดอัดและความอยากกินที่เกิดขึ้นบ่อยเสน่ห์ 4 ฤดูของประเทศญี่ปุ่น และเทศกาลที่ไม่ควรพลาด10 อาชีพที่เรียนยากที่สุด พร้อมค่าเล่าเรียนโดยประมาณ19 ข้อคิดดีๆ อย่าไปคิดดีกับเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้
ตั้งกระทู้ใหม่