กลั้นจามอันตรายกว่าที่คิด จริงหรือไม่?
หลายคนคงเคยอยู่ในสถานการณ์ที่อยากจาม แต่กลับพยายาม "กลั้นจาม" เอาไว้ เพราะอยู่ในห้องประชุม กำลังเรียนหนังสือ อยู่ในสถานที่เงียบ ๆ หรือบางคนก็กลัวว่าการจามเสียงดังจะเสียมารยาท จึงเลือกบีบจมูกและปิดปากเพื่อหยุดการจามทันที แต่เคยมีข่าวอยู่เป็นระยะ ๆ ว่า "การกลั้นจามอาจทำให้แก้วหูแตก เส้นเลือดฉีก หรือถึงขั้นเสียชีวิต" ฟังดูน่ากลัวจนหลายคนเริ่มสงสัยว่าเรื่องเหล่านี้เป็นความจริงหรือเป็นเพียงข่าวลือ บทความนี้จะพาไปหาคำตอบว่า การกลั้นจามอันตรายจริงหรือไม่ และควรจามอย่างไรให้ปลอดภัยที่สุด
จามคืออะไร
การจามเป็นกลไกป้องกันตามธรรมชาติของร่างกาย เมื่อเยื่อบุจมูกได้รับการกระตุ้นจากฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ควัน สารเคมี เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอม สมองจะสั่งให้ร่างกายหายใจเข้าลึก ๆ จากนั้นกล้ามเนื้อหน้าอก กระบังลม และลำคอจะช่วยกันสร้างแรงดัน ก่อนปล่อยอากาศออกมาทางจมูกและปากอย่างรวดเร็ว ความเร็วของลมที่พุ่งออกมาอาจสูงหลายสิบถึงกว่าร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งมีหน้าที่พัดเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจ กล่าวได้ว่า การจามไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่เป็นระบบป้องกันตัวเองที่มีประสิทธิภาพของร่างกาย
ทำไมบางคนถึงชอบกลั้นจาม
สาเหตุที่หลายคนเลือกกลั้นจามมีหลายเหตุผล เช่น
-
เกรงใจคนรอบข้าง
-
อยู่ในที่ประชุมหรือห้องเรียน
-
ไม่อยากส่งเสียงดัง
-
กลัวน้ำมูกกระเด็น
-
คิดว่าการกลั้นจามไม่ส่งผลเสียอะไร
วิธีที่หลายคนใช้คือการบีบจมูกพร้อมปิดปาก ซึ่งเป็นวิธีที่แพทย์ส่วนใหญ่ไม่แนะนำ
การกลั้นจามเกิดอะไรขึ้นในร่างกาย
เมื่อเราปิดทั้งปากและจมูก แรงดันอากาศที่ควรพุ่งออกไปภายนอกจะไม่มีทางออก แรงดันนี้จึงย้อนกลับเข้าไปภายในทางเดินหายใจ ทำให้เกิดแรงกดต่ออวัยวะหลายส่วน เช่น
-
โพรงจมูก
-
หูชั้นกลาง
-
คอหอย
-
หลอดลม
-
ดวงตา
-
เส้นเลือดบริเวณศีรษะ
แม้ว่าส่วนใหญ่ร่างกายจะรับแรงดันนี้ได้ แต่ในบางกรณีอาจเกิดการบาดเจ็บได้จริง
อันตรายที่อาจเกิดจากการกลั้นจาม
แม้โอกาสเกิดจะไม่บ่อย แต่มีรายงานทางการแพทย์เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนจากการกลั้นจามอยู่หลายกรณี
1. แก้วหูได้รับความเสียหาย
แรงดันที่ย้อนเข้าสู่หูชั้นกลางอาจทำให้เกิดอาการ
-
ปวดหู
-
หูอื้อ
-
ได้ยินลดลง
-
แก้วหูฉีกหรือแตกในบางราย
แม้จะพบไม่บ่อย แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้
2. หลอดเลือดฝอยแตก
บางคนหลังกลั้นจามอาจพบว่า
-
ตาแดง
-
มีจุดเลือดออกที่ตาขาว
-
เส้นเลือดฝอยบนใบหน้าแตก
ภาวะนี้มักไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้
3. บาดเจ็บบริเวณลำคอ
มีรายงานผู้ป่วยบางรายที่กลั้นจามจนเกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อในลำคอ ส่งผลให้
-
กลืนลำบาก
-
ปวดคออย่างรุนแรง
-
พูดลำบาก
-
มีลมรั่วเข้าใต้ผิวหนัง
แม้จะพบได้น้อยมาก แต่ถือเป็นภาวะที่ต้องรักษาโดยแพทย์
4. ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
แรงดันที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหลอดเลือด
5. ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ
ในเอกสารทางการแพทย์ยังมีรายงานที่พบได้น้อยมาก เช่น
-
กระดูกอ่อนบริเวณคอบาดเจ็บ
-
โพรงไซนัสได้รับแรงกระแทก
-
เส้นเลือดบางแห่งได้รับความเสียหาย
อย่างไรก็ตาม ภาวะเหล่านี้จัดว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก
แล้วข่าวที่ว่ากลั้นจามจนเสียชีวิตล่ะ
หลายคนอาจเคยเห็นข่าวในโซเชียลว่า มีคนเสียชีวิตเพราะกลั้นจาม ในความเป็นจริง ยังไม่มีหลักฐานว่าการกลั้นจามเพียงครั้งเดียวสามารถทำให้คนทั่วไปเสียชีวิตได้โดยตรง แต่ในผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น
-
หลอดเลือดโป่งพอง
-
โรคหัวใจบางชนิด
-
ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง
แรงดันที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอาจเพิ่มความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน จึงควรหลีกเลี่ยงการกลั้นจาม ดังนั้น ข่าวที่ว่ากลั้นจามแล้วเสียชีวิตทันทีจึงถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก และมักเกี่ยวข้องกับปัจจัยสุขภาพอื่นร่วมด้วย
การจามแรง ๆ อันตรายไหม
หลายคนเข้าใจผิดว่าการจามแรงเป็นอันตราย จึงเลือกกลั้นไว้ ความจริงแล้ว การจามตามธรรมชาติถือว่าปลอดภัยกว่าการฝืนหยุด เพราะร่างกายออกแบบให้แรงดันถูกปล่อยออกมาทางจมูกและปาก สิ่งที่ควรทำคือป้องกันการแพร่กระจายของละอองฝอย มากกว่าจะพยายามหยุดการจาม
วิธีจามที่ถูกต้อง
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้จามด้วยวิธีดังนี้
-
ใช้กระดาษทิชชูปิดจมูกและปาก
-
หากไม่มีทิชชู ให้ใช้ข้อพับแขนด้านในแทนมือ
-
ไม่ควรใช้ฝ่ามือปิดปาก เพราะอาจแพร่เชื้อไปยังสิ่งของต่าง ๆ
-
ล้างมือทุกครั้งหลังจาม
-
ทิ้งทิชชูลงถังขยะทันที
วิธีเหล่านี้ช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้ารู้สึกว่าจะจาม ควรทำอย่างไร
หากอยู่ในที่สาธารณะ สามารถทำได้ดังนี้
-
หันหน้าออกจากผู้อื่น
-
ใช้ทิชชูหรือข้อพับแขนรองรับการจาม
-
อย่าปิดทั้งปากและจมูกพร้อมกัน
-
หากกำลังขับรถ ควรจับพวงมาลัยให้มั่น เพราะการจามอาจทำให้หลับตาชั่วขณะ
เพียงเท่านี้ก็สามารถจามได้อย่างปลอดภัยและสุภาพ
ใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษ
แม้ว่าคนทั่วไปจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ำ แต่กลุ่มต่อไปนี้ควรหลีกเลี่ยงการกลั้นจามอย่างยิ่ง
-
ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูง
-
ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
-
ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับหู
-
ผู้ป่วยหลังผ่าตัดบริเวณศีรษะหรือคอ
-
ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด
หากหลังจามหรือกลั้นจามแล้วมีอาการ เช่น ปวดหูรุนแรง หูอื้อ เจ็บคอมาก หายใจลำบาก หรือมีอาการทางระบบประสาท ควรรีบพบแพทย์ทันที
สรุป
คำกล่าวที่ว่า "กลั้นจามอันตรายกว่าที่คิด" มีความจริงอยู่ไม่น้อย แม้ว่าภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจะพบได้ไม่บ่อย แต่การกลั้นจามโดยการบีบจมูกและปิดปากพร้อมกัน ทำให้แรงดันอากาศย้อนกลับเข้าสู่อวัยวะต่าง ๆ และอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ในบางกรณี
ทางเลือกที่ดีที่สุดคือปล่อยให้ร่างกายจามตามธรรมชาติ พร้อมใช้ทิชชูหรือข้อพับแขนปิดปากและจมูก เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค วิธีนี้ทั้งปลอดภัยต่อสุขภาพของตัวเอง และยังแสดงความรับผิดชอบต่อคนรอบข้างอีกด้วย
ครั้งต่อไปที่รู้สึกว่าจะจาม อย่าพยายามกลั้นไว้ เพียงจามอย่างถูกวิธี ก็ช่วยปกป้องทั้งตัวคุณและคนรอบข้างได้อย่างเหมาะสม
ที่มา : www.chatgpt.com
จังหวัดในประเทศไทย ที่ไม่มีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่เลย
5 มือถือสเปกดีแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมในประเทศไทย
ปิดด่านไทย-กัมพูชา ทำไมแรงงานกลับบ้านอาจสะเทือนเศรษฐกิจเขมรหนัก
เปิด 5 อาชีพที่ AI ยังแทนมนุษย์ไม่ได้
หนุ่มบราซิลถูกเชือกว่าวบาดคอ โดนเส้นเลือดแดงใหญ่ เสียชีวิต
Airways กับ Airlines ต่างกันตรงไหน ทำไมสายการบินเลือกใช้ไม่เหมือนกัน
ดราม่าหนี้ 1.75 ล้านยังไม่จบ! ทนาย "ดิว อริสรา" แจงชัด ยังไม่ผิดนัด เพราะยังไม่ถึงวันจ่าย
ทำไมถ่านในรีโมตหมดไม่พร้อมกัน?
ทำไมเวลาคุยโทรศัพท์ถึงชอบเดินไปเดินมา ทั้งที่ไม่ได้รีบไปไหน?
สะพานห้วยตอง ทางโค้งกลางหุบเขา จุดจำของคนเดินทางบนทางหลวงหมายเลข 12
หญิงจีนตกใจหนักหลังเจองูอยู่ในชามก๋วยเตี๋ยว
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
มุสลิมกินเจได้ไหม? ไขข้อสงสัยตามหลักศาสนาอิสลาม
ครีมกันแดดที่ดีที่สุดในปี 2026
กระดูกมนุษย์แข็งแรงเพราะแรงโน้มถ่วง และทำไมในอวกาศนักบินอวกาศถึงมีกระดูกอ่อนลง
เส้นเลือดในร่างกายยาวเชื่อมต่อกันเหมือนเครือข่ายแม่น้ำบนดาวเคราะห์
ร่างกายต้องรักษาอุณหภูมิราว 37 องศา โลกของสิ่งมีชีวิตเมื่อเทียบกับดาวเคราะห์สุดขั้วที่แทบไม่มีทางอยู่ได้

