ทำไมวัดความดันโลหิต แขนซ้ายกับแขนขวาแล้วได้ค่าไม่เท่ากัน
หลายคนเคยเจอสถานการณ์แบบนี้ วัดความดันแขนซ้ายได้ตัวเลขหนึ่ง พอลองย้ายไปวัดแขนขวา ตัวเลขกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย บางครั้งต่างกัน 3 มิลลิเมตรปรอท บางครั้งต่างกัน 7 มิลลิเมตรปรอท แล้วก็เริ่มสงสัยว่า เครื่องวัดเสียหรือเปล่า แขนข้างไหนเชื่อได้มากกว่า หรือร่างกายกำลังมีปัญหาอะไรซ่อนอยู่
คำตอบคือ ความดันที่แขนซ้ายกับแขนขวาไม่จำเป็นต้องเท่ากันเป๊ะทุกครั้ง ความต่างเล็กน้อยเกิดได้จากทั้งตำแหน่งแขน จังหวะหัวใจ ความตื่นเต้น เครื่องวัด ขนาดผ้าพันแขน และที่น่าสนใจกว่านั้นคือ โครงสร้างหลอดเลือดของแขนซ้ายกับแขนขวาไม่ได้เหมือนกันแบบสมมาตรร้อยเปอร์เซ็นต์
แต่เรื่องนี้มีจุดที่ต้องระวัง ถ้าค่าความดันสองแขนต่างกันมากและต่างกันซ้ำ ๆ โดยเฉพาะต่างกันเกินประมาณ 10-20 มิลลิเมตรปรอท อาจเป็นสัญญาณว่าเลือดไหลไปแขนข้างหนึ่งไม่สะดวกเท่าอีกข้าง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดได้
ก่อนอื่น ความดันโลหิตไม่ใช่ตัวเลขนิ่ง
ความดันโลหิตเป็นค่าที่เปลี่ยนได้ตลอดเวลา ไม่ใช่ตัวเลขที่ร่างกายล็อกไว้เหมือนเลขบัตรประชาชน แค่เดินขึ้นบันได ดื่มกาแฟ คุยโทรศัพท์ เครียด รีบไปทำงาน นั่งไขว่ห้าง หรือวางแขนผิดระดับ ตัวเลขก็เปลี่ยนได้แล้ว
ดังนั้นการวัดแขนซ้ายแล้วรีบวัดแขนขวาทันที อาจได้ตัวเลขต่างกันอยู่บ้าง เพราะเวลาผ่านไปเล็กน้อย ร่างกายก็อาจไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมเป๊ะ ๆ แล้ว บางคนวัดครั้งแรกตื่นเต้น ค่าจะสูง พอวัดครั้งถัดไปเริ่มผ่อนคลาย ตัวเลขก็ลดลง
นี่เป็นเหตุผลที่การดูความดันไม่ควรตัดสินจากการวัดครั้งเดียว แต่ควรวัดอย่างถูกวิธี พักก่อนวัด และดูแนวโน้มหลายครั้งมากกว่า
หลอดเลือดไปแขนซ้ายกับแขนขวาไม่ได้เดินทางเหมือนกัน
หัวใจสูบฉีดเลือดออกไปทางหลอดเลือดใหญ่ที่ชื่อว่าเอออร์ตา จากนั้นเลือดจะแตกแขนงไปเลี้ยงศีรษะ คอ และแขนทั้งสองข้าง แต่เส้นทางไปแขนขวากับแขนซ้ายมีรายละเอียดต่างกันเล็กน้อย
เลือดที่ไปแขนขวามักผ่านแขนงหลอดเลือดที่ชื่อ brachiocephalic artery ก่อน แล้วจึงแยกต่อไปเป็นหลอดเลือดใต้ไหปลาร้าขวา ส่วนเลือดที่ไปแขนซ้ายมักออกจากเอออร์ตาไปยังหลอดเลือดใต้ไหปลาร้าซ้ายโดยตรง
พูดง่าย ๆ คือทางเดินของเลือดไปแขนสองข้างมีความยาว มุมโค้ง และจุดแยกจากหลอดเลือดใหญ่ต่างกันเล็กน้อย ความต่างทางกายวิภาคนี้อาจทำให้ค่าความดันที่วัดได้ไม่เท่ากันพอดี โดยเฉพาะเมื่อนำไปรวมกับปัจจัยเรื่องท่าวัดและสภาพร่างกายในขณะนั้น
ต่างกันเล็กน้อยถือว่าปกติได้
ถ้าวัดอย่างถูกวิธีแล้วความดันสองแขนต่างกันเล็กน้อย เช่น 2-5 มิลลิเมตรปรอท หรือบางครั้งต่างกันไม่มากแล้วสลับไปมา แบบนี้มักไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ เพราะเป็นความแปรปรวนที่เจอได้ในชีวิตจริง
สิ่งที่ต้องดูไม่ใช่แค่ “ต่างกันไหม” แต่ต้องดูว่า “ต่างกันมากแค่ไหน” และ “ต่างกันซ้ำ ๆ หรือไม่” ถ้าวันนี้แขนซ้ายสูงกว่าเล็กน้อย พรุ่งนี้แขนขวาสูงกว่าเล็กน้อย อาจเป็นเรื่องของการวัดมากกว่าโรคหลอดเลือด
แต่ถ้าวัดซ้ำหลายวันแล้วพบว่าแขนข้างหนึ่งสูงกว่าอีกข้างชัดเจนแทบทุกครั้ง แบบนี้ควรเริ่มจริงจังขึ้น ไม่ใช่แค่โทษเครื่องวัดไปก่อน
ทำไมความต่างเกิน 10 มิลลิเมตรปรอทจึงเริ่มน่าสนใจ
ถ้าค่าความดันตัวบนหรือ systolic pressure ของแขนสองข้างต่างกันมากกว่า 10 มิลลิเมตรปรอทซ้ำ ๆ แพทย์มักจะให้ความสนใจมากขึ้น เพราะความต่างระดับนี้อาจสะท้อนว่าเลือดไหลผ่านหลอดเลือดไปแขนข้างหนึ่งได้ไม่เต็มที่เท่าอีกข้าง
สาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้คือหลอดเลือดตีบ แข็ง หรือมีคราบไขมันสะสม โดยเฉพาะบริเวณหลอดเลือดใต้ไหปลาร้า หรือหลอดเลือดใหญ่ที่แยกไปเลี้ยงแขน เมื่อเลือดผ่านได้ยากขึ้น ความดันที่ปลายทางแขนข้างนั้นก็อาจต่ำกว่าอีกข้าง
ไม่ได้แปลว่าถ้าต่างกันเกิน 10 ต้องเป็นโรคร้ายทันที แต่เป็นสัญญาณว่าไม่ควรละเลย โดยเฉพาะถ้ามีปัจจัยเสี่ยง เช่น สูบบุหรี่ เบาหวาน ไขมันสูง ความดันสูง อายุเพิ่มขึ้น หรือมีโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว
ถ้าต่างกันเกิน 15-20 มิลลิเมตรปรอท ยิ่งควรตรวจ
ความต่างที่มากขึ้น เช่น 15 หรือ 20 มิลลิเมตรปรอท โดยเฉพาะถ้าวัดซ้ำแล้วยังต่างใกล้เคียงเดิม ถือเป็นระดับที่ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดส่วนปลาย หลอดเลือดใต้ไหปลาร้าตีบ หรือความผิดปกติของหลอดเลือดบางตำแหน่ง
บางคนไม่มีอาการอะไรเลย แต่ความต่างของความดันสองแขนอาจเป็นเบาะแสแรกที่บอกว่าเส้นเลือดบางส่วนเริ่มไม่ดีแล้ว ในอีกกลุ่มหนึ่งอาจมีอาการร่วม เช่น แขนข้างหนึ่งเย็นกว่า อ่อนแรงง่าย ชา ปวดเมื่อใช้งาน หรือคลำชีพจรที่ข้อมือได้เบากว่าอีกข้าง
ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมกับความดันสองแขนต่างกันมาก ไม่ควรรอดูไปเรื่อย ๆ ควรให้แพทย์ประเมิน เพราะหลอดเลือดเป็นระบบที่เชื่อมโยงกับหัวใจ สมอง ไต และอวัยวะอื่น ๆ ทั้งหมด
แขนข้างไหนควรใช้วัดประจำ
หลักที่ใช้กันทั่วไปคือ ครั้งแรกควรวัดความดันทั้งสองแขนก่อน เพื่อดูว่ามีความต่างกันหรือไม่ ถ้าพบว่าแขนข้างหนึ่งให้ค่าสูงกว่าอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้นมักใช้แขนข้างที่สูงกว่าเป็นแขนอ้างอิงในการติดตามความดัน
เหตุผลคือ ถ้าใช้แขนที่ค่าต่ำกว่าเป็นประจำ อาจทำให้ประเมินความดันต่ำกว่าความจริง และอาจพลาดการวินิจฉัยหรือควบคุมความดันได้ไม่ดีพอ
ตัวอย่างเช่น แขนขวาวัดได้ 145 แต่แขนซ้ายวัดได้ 130 ถ้าเราใช้แขนซ้ายตลอด อาจคิดว่าความดันไม่ได้สูงมาก ทั้งที่ร่างกายมีค่าที่สูงกว่าอยู่จริงในอีกแขนหนึ่ง
วิธีวัดให้ความต่างไม่หลอกเรา
ก่อนวัดควรนั่งพักอย่างน้อย 5 นาที วางเท้าราบกับพื้น ไม่ไขว่ห้าง หลังพิงเก้าอี้ และวางแขนให้อยู่ระดับเดียวกับหัวใจ ผ้าพันแขนต้องพอดีกับขนาดต้นแขน ไม่หลวมเกินไปและไม่แน่นเกินไป
ควรหลีกเลี่ยงกาแฟ บุหรี่ การออกกำลังหนัก หรืออารมณ์ตื่นเต้นก่อนวัด เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ค่าความดันสูงขึ้นชั่วคราวได้ และระหว่างวัดไม่ควรพูดคุยหรือเกร็งแขน
ถ้าต้องการเปรียบเทียบแขนซ้ายกับแขนขวา ควรวัดซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง และไม่ควรตัดสินจากครั้งเดียว ถ้ามีเครื่องเดียว ให้วัดแขนหนึ่ง พักสักครู่ แล้ววัดอีกแขน จากนั้นอาจสลับวัดซ้ำเพื่อดูว่าความต่างยังอยู่หรือไม่
บางครั้งต่างกันเพราะท่าวัด ไม่ใช่หลอดเลือด
แขนที่วางต่ำกว่าระดับหัวใจมักให้ค่าความดันสูงกว่าความจริง ส่วนแขนที่ยกสูงเกินไปอาจให้ค่าต่ำกว่าความจริงได้ แค่ตำแหน่งแขนต่างกันเล็กน้อยก็ทำให้ตัวเลขเปลี่ยนได้พอสมควร
ขนาดผ้าพันแขนก็สำคัญ ถ้าผ้าพันแขนเล็กเกินไป ค่าความดันอาจสูงเกินจริง ถ้าใหญ่เกินไปก็อาจต่ำกว่าความจริงได้ ดังนั้นก่อนจะกังวลว่าหลอดเลือดมีปัญหา ควรแน่ใจก่อนว่าวัดถูกวิธี
อีกเรื่องที่คนลืมคือแขนข้างที่เพิ่งใช้งาน เช่น ถือของหนัก เกร็งแขน หรือออกกำลังกาย อาจมีค่าต่างจากอีกข้างชั่วคราวได้ ควรพักให้ร่างกายนิ่งก่อนวัดทุกครั้ง
ความต่างสองแขนเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดอย่างไร
ถ้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงแขนข้างหนึ่งตีบ เลือดจะผ่านไปได้ยากขึ้น ทำให้ความดันที่วัดปลายทางด้านนั้นอาจต่ำกว่าอีกด้าน คล้ายท่อน้ำที่มีจุดตีบก่อนถึงปลายสาย น้ำปลายสายก็อาจแรงน้อยกว่าอีกเส้นที่โล่งกว่า
ในบางคน ความต่างนี้อาจเกี่ยวข้องกับหลอดเลือดส่วนปลาย ซึ่งเป็นภาวะที่หลอดเลือดนอกหัวใจและสมองตีบลงจากคราบไขมันหรือความเสื่อมของหลอดเลือด คนที่มีภาวะนี้อาจมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมสูงขึ้นด้วย
เพราะฉะนั้นความต่างของความดันสองแขนจึงไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขที่วัดเล่น ๆ แต่มันอาจเป็นหน้าต่างเล็ก ๆ ที่ทำให้เห็นสภาพของหลอดเลือดทั้งระบบได้เร็วขึ้น
ถ้าค่าต่างกัน ควรทำอย่างไร
ถ้าวัดแล้วต่างกันครั้งเดียว อย่าเพิ่งตกใจ ให้พัก วัดใหม่ ตรวจท่าวัด ตรวจขนาดผ้าพันแขน และลองวัดซ้ำในวันอื่น ๆ ถ้าความต่างหายไปหรือเหลือเล็กน้อย อาจเป็นแค่ความคลาดเคลื่อนจากการวัด
แต่ถ้าวัดถูกวิธีแล้วค่าต่างกันเกิน 10 มิลลิเมตรปรอทซ้ำ ๆ ควรจดบันทึกไว้ ทั้งค่าความดัน แขนที่วัด เวลา และอาการร่วม ถ้าต่างกันเกิน 15-20 มิลลิเมตรปรอท หรือมีอาการแขนชา แขนเย็น เจ็บแขนเวลาใช้งาน เวียนหัว เจ็บหน้าอก หรือเหนื่อยผิดปกติ ควรพบแพทย์
แพทย์อาจตรวจซ้ำด้วยวิธีที่แม่นยำขึ้น ตรวจชีพจรที่แขน ตรวจหลอดเลือด หรือประเมินความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือดร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับอายุ ประวัติ โรคประจำตัว และอาการของแต่ละคน
สรุป
ความดันโลหิตที่แขนซ้ายกับแขนขวาไม่เท่ากันเล็กน้อยเป็นเรื่องที่เกิดได้ เพราะโครงสร้างหลอดเลือดไปแขนสองข้างมีเส้นทาง ความยาว และมุมแตกต่างกันเล็กน้อย รวมถึงปัจจัยจากการวัด เช่น ตำแหน่งแขน ความตื่นเต้น เวลา และขนาดผ้าพันแขน
แต่ถ้าความต่างชัดเจนและเกิดซ้ำ ๆ โดยเฉพาะต่างกันเกิน 10 มิลลิเมตรปรอท ควรเริ่มสังเกตจริงจัง และถ้าต่างกันเกิน 15-20 มิลลิเมตรปรอท ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของหลอดเลือดตีบหรือโรคหลอดเลือดส่วนปลายได้
วิธีที่ดีที่สุดคือวัดทั้งสองแขนอย่างน้อยในช่วงแรก วัดให้ถูกท่า ใช้แขนที่ค่าสูงกว่าเป็นแขนอ้างอิงในครั้งต่อ ๆ ไป และอย่ามองความดันเป็นแค่ตัวเลขเดี่ยว ๆ เพราะบางครั้งความต่างระหว่างสองแขนนี่แหละ อาจบอกเรื่องสำคัญเกี่ยวกับหลอดเลือดได้ก่อนที่อาการจะชัดเจน
AI วิเคราะห์เลขท้าย 3 ตัวรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
เผยสถิติเลขออกบ่อย ย้อนหลัง 20 ปี งวดวันที่ 1 สิงหาคม 2569
มหัศจรรย์เกาะวัดกลางทะเลที่น้ำทะเลล้อมรอบ
เกาะกระแสเลขดัง! แนวทาง หวยลาว 21 กรกฎาคม 2569 เลขไหนถูกพูดถึงมากที่สุดในโลกออนไลน์?
108 ท่าบนเตียง มีอะไรบ้าง Sex position ท่าเด็ดบนเตียง
10 โรงแรมในตำนานของไทย ที่เคยโด่งดังแต่ปัจจุบันเหลือเพียงความทรงจำ
สวนสนุกในตำนานของไทย ที่ถูกยกให้เป็นสถานที่น่ากลัวมาจนถึงปัจจุบัน
วัดความจนจากอะไรได้บ้าง
ประเทศไทยมีศาลอะไรบ้าง
10 นิสัยแปลกๆ ของ “คนฉลาดจริง” ที่คุณอาจจะมีแต่ไม่เคยรู้ตัว
สิวหัวช้างทำไมเจ็บและทิ้งรอยง่าย
เงินใหม่ถูกสร้างแล้วหายไปไหน
21 กรกฎาคม 356 ปีก่อนคริสตกาล : หิวแสง!ชายผู้เผา 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก เพียงเพื่อให้คนจำชื่อเขา
ย้อนดู "แก้วที่ไม่มีวันแตก" แต่ทำไมบริษัทถึงเจ๊ง?
“เจ้าหมูสกปรก” ทำไมหมูถึงกลายเป็นคำด่า ทั้งที่ความจริงหมูอาจไม่ได้สกปรกอย่างที่คิด
ทำไมคนกรุงเทพฯ ชอบบอกระยะทางเป็น "เวลา" ไม่ใช่ "กิโลเมตร"?