หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ที่มาของรหัสบาร์โค้ด ที่เราเห็นทุกวัน แต่หลายคนไม่เคยรู้


เขียนโดย Gario

 

เส้นดำขาวบนแพ็กเกจสินค้าไม่ได้มีไว้แค่ให้เครื่องสแกนอ่านราคา แต่เป็นระบบที่ช่วยให้ร้านค้าเช็กสินค้า คิดเงิน และจัดการคลังได้แม่นยำขึ้นมาก

บาร์โค้ดบนสินค้าเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นแทบทุกวัน แต่ไม่ค่อยมีใครหยุดมองนานพอจะสงสัยว่าเส้นดำขาวเหล่านั้นเริ่มต้นจากอะไร

เบื้องหลังรหัสเล็ก ๆ บนซองขนม ขวดน้ำ ยา หรือของใช้ในบ้าน คือแนวคิดที่เกิดจากปัญหาง่าย ๆ ของร้านขายของชำ นั่นคือการคิดเงินช้า ติดป้ายราคาด้วยมือ และตรวจนับสินค้าได้ยาก

ระบบบาร์โค้ดจึงไม่ได้เกิดมาเพื่อความสวยงามบนบรรจุภัณฑ์ แต่เกิดมาเพื่อทำให้การซื้อขายในร้านค้ารวดเร็วและผิดพลาดน้อยลง

จุดเริ่มต้นจากปัญหาในร้านขายของชำ

ช่วงปลายทศวรรษ 1940 ร้านค้าปลีกในสหรัฐอเมริกาเริ่มมองหาวิธีช่วยให้การชำระเงินและการจัดการสินค้าง่ายขึ้นกว่าเดิม

ก่อนมีระบบสแกน พนักงานต้องดูราคา กดราคา และจัดการข้อมูลสินค้าด้วยมือ งานเหล่านี้ใช้เวลามาก และมีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย โดยเฉพาะในร้านที่มีสินค้าหลายร้อยหรือหลายพันรายการ

ข้อมูลจาก Smithsonian ระบุว่า นอร์แมน โจเซฟ วูดแลนด์ และเบอร์นาร์ด ซิลเวอร์ มีบทบาทสำคัญในการคิดค้นและพัฒนาบาร์โค้ด โดยวูดแลนด์เริ่มมองเห็นความต้องการของระบบคิดเงินอัตโนมัติและการควบคุมสินค้าคงคลังตั้งแต่ปี 1948 ก่อนจดสิทธิบัตรร่วมกับซิลเวอร์ในปี 1952

จากรหัสมอร์ส สู่เส้นที่เครื่องอ่านได้

เรื่องเล่าที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ วูดแลนด์เคยได้แรงบันดาลใจจากรหัสมอร์ส ซึ่งใช้จุดและขีดแทนข้อมูล เขาจึงนำแนวคิดเรื่อง “ความหนา-บาง” ของเส้นมาใช้แทนข้อมูลสินค้า

ต้นแบบแรกไม่ได้เหมือนบาร์โค้ดทรงสี่เหลี่ยมที่เห็นกันในปัจจุบัน แต่เป็นลายวงกลมคล้ายเป้ายิงปืน หรือที่มักเรียกว่า bull’s eye barcode เพราะแนวคิดเดิมต้องการให้เครื่องอ่านสแกนได้จากหลายทิศทาง

แต่เทคโนโลยีในเวลานั้นยังมีข้อจำกัด ทั้งต้นทุน อุปกรณ์อ่านรหัส และความพร้อมของร้านค้า บาร์โค้ดจึงต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเข้าสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์

สินค้าชิ้นแรกที่ถูกสแกนด้วยบาร์โค้ด

วันที่ 26 มิถุนายน 1974 กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของวงการค้าปลีก เมื่อมีการสแกนบาร์โค้ดสินค้าครั้งแรกในซูเปอร์มาร์เก็ต Marsh ที่รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกา

สินค้าชิ้นนั้นคือหมากฝรั่ง Wrigley’s Juicy Fruit แบบ 10 แพ็ก ซึ่งถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ค้าปลีกว่าเป็นสินค้าชิ้นแรกที่ผ่านเครื่องสแกนบาร์โค้ดในร้านค้า

หลังจากนั้น บาร์โค้ดค่อย ๆ ขยายการใช้งานจากร้านค้าปลีกไปสู่คลังสินค้า โรงงาน ระบบขนส่ง โรงพยาบาล และธุรกิจอีกจำนวนมาก เพราะช่วยให้ข้อมูลสินค้าเชื่อมกับระบบคอมพิวเตอร์ได้รวดเร็วขึ้น

ตัวเลขใต้บาร์โค้ดบอกอะไร

ตัวเลขใต้บาร์โค้ดไม่ได้มีไว้ตกแต่ง แต่เป็นรหัสที่ใช้ระบุข้อมูลสินค้าในระบบมาตรฐาน เช่น กลุ่มหมายเลขสินค้า บริษัทที่จดทะเบียนรหัส และหมายเลขเฉพาะของสินค้า

สำหรับสินค้าที่คนไทยเห็นบ่อย รหัสที่ขึ้นต้นด้วย 885 มักเกี่ยวข้องกับ GS1 Thailand โดยเว็บไซต์ GS1 Thailand ระบุถึงบาร์โค้ดของสมาชิกที่ขึ้นต้นด้วย prefix 885 ในบริการตรวจสอบคุณภาพบาร์โค้ด

จุดที่ควรแยกให้ชัดคือ เลข prefix ไม่ได้แปลว่าสินค้าชิ้นนั้น “ผลิตในประเทศนั้นเสมอไป” แต่บอกถึงหน่วยงาน GS1 ที่ออกหรือดูแลรหัสให้บริษัทเจ้าของสินค้า จึงควรใช้เป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่หลักฐานยืนยันประเทศผู้ผลิตแบบเด็ดขาด

ทำไมบาร์โค้ดถึงยังสำคัญในยุค QR Code

แม้วันนี้ QR Code จะเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ทั้งการชำระเงิน เปิดเว็บไซต์ ดูเมนูร้านอาหาร หรือเก็บข้อมูลในพื้นที่เล็ก ๆ แต่บาร์โค้ดแบบเส้นยังคงเป็นระบบหลักในธุรกิจค้าปลีกจำนวนมาก

เหตุผลสำคัญคือบาร์โค้ดมีต้นทุนต่ำ พิมพ์ง่าย สแกนเร็ว และใช้กับระบบหน้าร้านได้อย่างแพร่หลาย

สำหรับร้านค้า บาร์โค้ดช่วยลดการกดราคาผิด ช่วยเช็กยอดขาย ช่วยรู้ว่าสินค้าชิ้นไหนเหลือเท่าไร และทำให้การจัดการคลังสินค้าเป็นระบบมากขึ้น

สำหรับผู้ซื้อ สิ่งที่เห็นชัดที่สุดคือการคิดเงินที่เร็วขึ้น แต่ในระบบหลังบ้าน บาร์โค้ดยังทำหน้าที่เชื่อมข้อมูลสินค้าเข้ากับระบบขายและระบบคลังแทบตลอดเวลา

เส้นเล็ก ๆ ที่อยู่ในชีวิตประจำวัน

บาร์โค้ดจึงเป็นตัวอย่างของเทคโนโลยีที่ดูธรรมดามากเมื่ออยู่บนสินค้า แต่มีผลต่อวิธีทำงานของธุรกิจจำนวนมหาศาล

จากแนวคิดเรื่องเส้นที่แทนข้อมูล สู่การสแกนหมากฝรั่งในปี 1974 และขยายไปยังร้านค้าแทบทุกมุมโลก บาร์โค้ดทำให้การซื้อขายสมัยใหม่เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และจัดการข้อมูลได้เป็นระบบกว่าเดิม

ครั้งต่อไปที่หยิบของไปคิดเงิน เสียง “บี๊บ” สั้น ๆ จากเครื่องสแกนอาจดูเป็นเรื่องปกติ แต่เบื้องหลังเสียงนั้นคือประวัติศาสตร์ของระบบค้าปลีกที่ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะกลายเป็นของใกล้ตัวอย่างที่เห็นในวันนี้

KEY TAKEAWAYS:

เนื้อหาโดย: Gario
แหล่งที่มา: เนื้อหาต้นฉบับผู้ใช้, Smithsonian Institution, GS1 Australia, GS1 Thailand

อ้างอิง:
https://sova.si.edu/record/nmah.ac.1433
https://www.gs1au.org/50-year-scan-iversary
https://gs1th.org/en/service-aidc-en/
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
Gario's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 55 ครั้ง
เขียนโดย Gario
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
จังหวัดที่มีร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จำนวนมากกว่า 500 สาขาสื่อนอกตีข่าว “ฉลอง เรี่ยวแรง” ยิงนายก อบจ.นนทบุรี ปมเงิน 11 ล้านจากปลากัดบ้านๆ สู่ตลาดโลก ปลาตัวเล็กที่สร้างรายได้ให้ไทย หลายร้อยล้านเลขมงคล "เพชรกล้า เด็กชายนำโชค" 16 สิงหาคม 2569ทรัมป์สวนอิหร่าน เรียกค่าชดเชยกลับก่อนเจรจายุติสงคราม9 อาชีพที่กำลังกลายเป็น “อาชีพหายาก” ในไทย10 โรงเรียนที่ขึ้นชื่อว่าสอบเข้ายากที่สุดเปิดแอร์อยู่ในห้อง แต่ทำไมกระจกกลับมีหยดน้ำเกาะ “ด้านนอก”? น้ำพวกนี้มาจากไหนกันแน่สอบขับรถผ่านแล้ว แต่ 5 เรื่องนี้ต้องเจอเองเมื่อออกถนนจริง“เบน โจนส์” นักแสดง The Dukes of Hazzard เสียชีวิตในวัย 84 ปีสถิติเลขท้าย 2 ตัวหลังวันแม่ทุกปี ผมรวบรวมย้อนหลังให้เห็นแนวโน้ม" สำหรับงวดวันที่ 16 สิงหาคม 2569ก่อนจะเป็น Goodbye คำลานี้เคยมีความหมายว่า “ขอพระเจ้าอยู่กับคุณ”
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ทำไมงูเหลือมถึงตัวใหญ่ได้ขนาดนั้น เปิดความลับเบื้องหลังงูยักษ์จังหวัดที่ไม่มีเพื่อนบ้านทางพื้นดิน เพียงหนึ่งเดียวในประเทศไทยชวนลองเข้ามาดูไอเดียเจ๋ง ๆ กับสิ่งประดิษฐ์แปลก ๆ ที่สมเหตุสมผลมากขึ้นเมื่อลองมองและคิดดูดี ๆรู้จัก "สาวไทย" ที่สื่อนอกให้ฉายา "นักบินที่สวยที่สุดในประวัติศาสตร์"
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ทำไมขวดน้ำมันพืชต้องมีแผ่นพลาสติกปิดปากขวด? ทั้งที่ก็มีฝาหมุนปิดอยู่แล้วทำไมงูเหลือมถึงตัวใหญ่ได้ขนาดนั้น เปิดความลับเบื้องหลังงูยักษ์สถูปเจดีย์เซียร์คิป มรดกพุทธศิลป์ที่สาบสูญแห่งเส้นทางสายไหม“พระอาทิตย์เที่ยงคืน” แห่งสฟาลบาร์ด มหัศจรรย์แห่งแสงที่ทำให้กลางคืนหายไปเกือบ 4 เดือน
ตั้งกระทู้ใหม่