หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ยุคนี้ต้องระวัง Digital Risk Extraction Theory

โพสท์โดย doctorsopon

   

 

         บทความนี้เขียนโดยคุณรติ รัตนสวัสดิ์ โดยให้ช่วยเผยแพร่ ดร.โสภณ พรโชคชัย ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส (www.area.co.th) ซึ่งเป็นผู้ดูแลคอลัมน์นี้ จึงขออนุญาตเผยแพร่เพราะไม่ช้าหรือเร็วก็จะเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

            โลกไม่ได้ถูกแบ่งด้วยผู้ผลิตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ว่าด้วย Digital Risk Extraction Theory (DRET) โลกเคยเชื่อว่าเศรษฐกิจสร้างมูลค่าจากการผลิต ใครผลิตได้มากกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า หรือควบคุมทรัพยากรสำคัญได้มากกว่า ย่อมได้เปรียบกว่า นี่คือสามัญสำนึกพื้นฐานของยุคอุตสาหกรรม และต่อให้โลกขยับเข้าสู่ยุคการเงิน ความเชื่อนี้ก็ยังคงอยู่ในรูปใหม่ กล่าวคือ มูลค่ายังคงต้องอาศัยบางสิ่งที่ “ถูกสร้าง” ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินค้า บริการ หรืออย่างน้อยก็การจัดสรรทุนไปสู่กิจกรรมที่มีผลผลิตจริง

            แต่ในโลกดิจิทัลร่วมสมัย ความจริงอีกชุดหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน มูลค่าจำนวนไม่น้อยไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ถูกผลิต หากเกิดจากความเสี่ยงที่ถูกผลักออกไปยังผู้อื่น แล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นรายได้ ทุน และอำนาจภายในระบบอย่างเป็นแบบแผน นี่คือแกนกลางของสิ่งที่อาจเรียกว่า Digital Risk Extraction Theory (DRET) หรือ ทฤษฎีการสกัดความเสี่ยงดิจิทัล กรอบความคิดนี้มิได้เสนอเพียงคำศัพท์ใหม่ หากต้องการตั้งชื่อให้กับโครงสร้างทางเศรษฐกิจแบบใหม่ที่คำอธิบายเดิมเริ่มตามไม่ทัน

            ปัญหาของโลกทุกวันนี้คือ เรามีคำจำนวนมากสำหรับอธิบาย “ส่วนย่อย” ของปรากฏการณ์ แต่ยังไม่มีภาษากลางที่ดีพอสำหรับอธิบาย “ระบบทั้งหมด” เรามีคำว่าอาชญากรรมไซเบอร์ เรามีคำว่าเว็บพนัน เรามีคำว่าสแกม เรามีคำว่าฟอกเงิน เรามีคำว่าบัญชีตัวกลางหรือสินทรัพย์ดิจิทัล แต่แต่ละคำมักมองเห็นเพียงบางจุด คำว่าอาชญากรรมทำให้เราเห็นตัวผู้กระทำ คำว่าฟอกเงินทำให้เราเห็นปลายทางของเงิน คำว่าเว็บพนันทำให้เราเห็นหน้าร้าน

            คำว่าสแกมทำให้เราเห็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ทว่าทั้งหมดนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับอธิบายกลไกที่เชื่อมการเข้าถึงมนุษย์ การออกแบบพฤติกรรม การไหลของเงิน และการแปลงมูลค่าให้กลายเป็นทุนเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ

DRET เสนอว่า ในโลกดิจิทัลปัจจุบัน มีเศรษฐกิจอีกแบบหนึ่งกำลังทำงานอยู่ เศรษฐกิจที่มิได้วัดความได้เปรียบจากสิ่งที่ผลิตได้เพียงอย่างเดียว หากยังวัดจากความสามารถในการผลักความเสี่ยงออกไปยังบุคคลภายนอก แล้วดึงมูลค่ากลับเข้าสู่ศูนย์กลางของระบบให้ได้อย่างต่อเนื่อง

            หากจะให้นิยามอย่างย่อที่สุด DRET คือการดำเนินกิจกรรมผ่านโครงสร้างดิจิทัลที่ทำให้ความเสี่ยงหรือความเสียหายถูกส่งออกไปยังผู้อื่น ขณะที่มูลค่าทางการเงินถูกดึงกลับเข้าสู่ระบบภายในอย่างเป็นแบบแผน คำว่า “โครงสร้างดิจิทัล” สำคัญมาก เพราะนี่ไม่ใช่การกระทำเฉพาะหน้าระหว่างคนสองคน แต่เป็นระบบที่มีช่องทางเข้าถึง มีชั้นปฏิบัติการ มีเส้นทางการเงิน มีชั้นพราง และมีปลายทางสำหรับดูดซับมูลค่าอย่างชัดเจน

            กรอบนี้สามารถย่อให้เห็นเป็นสมการสั้น ๆ คือ Rₑ → Cᵢ → Lₜ

            สิ่งที่น่ากังวลในสมการนี้ไม่ใช่เพียงการมีอยู่ของเงินผิดกฎหมาย แต่คือการที่ความเสี่ยงของปลายทางถูกออกแบบให้เป็นวัตถุดิบตั้งแต่ต้น ระบบแบบนี้ไม่ได้ต้องการแค่ “เงิน” แต่มันต้องการให้ความเปราะบางของมนุษย์ทำงานเป็นสายพานการผลิตมูลค่า

            เมื่อมองจากจุดนี้ เราจะเริ่มเห็นว่าความเสี่ยงในโลกดิจิทัลไม่ใช่เพียงต้นทุนอีกต่อไป ในหลายกรณี มันกลายเป็น “สินค้า” ระบบบางประเภทไม่ได้เพียงอาศัยความเสี่ยง แต่แปลงความเสี่ยงให้เป็นรายได้โดยตรง สิ่งที่ขายจึงไม่ใช่แค่บริการ หากเป็นความเป็นไปได้ ความหวัง ความตื่นเต้น ความไว้ใจ หรือแม้แต่ความเข้าใจผิดที่ถูกออกแบบให้ทำงานแทนการไตร่ตรอง

            ระบบลักษณะนี้มักทำงานผ่านอย่างน้อย 5 ชั้น ชั้นแรกคือ ชั้นการเข้าถึง ซึ่งทำหน้าที่นำความเสี่ยงเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน ผ่านแพลตฟอร์ม ข้อความ อินเทอร์เฟซ หรือแรงจูงใจที่ทำให้สิ่งอันตรายดูเหมือนเป็นโอกาส ชั้นที่สองคือ ชั้นปฏิบัติการ ซึ่งสร้างความเชื่อใจ ความเร่งด่วน หรือแรงกดดันทางอารมณ์จนผู้ใช้เริ่มตัดสินใจในแบบที่ระบบต้องการ ชั้นที่สามคือ ชั้นเส้นทางการเงิน ซึ่งรับและกระจายมูลค่ากลับเข้าสู่ระบบผ่านช่องทางที่แตกเป็นส่วน ๆ ชั้นที่สี่คือ ชั้นการแปลงสภาพ ซึ่งทำให้เส้นทางของมูลค่าติดตามได้ยากขึ้น และชั้นสุดท้ายคือ ชั้นการดูดซับสู่โลกจริง ซึ่งเปลี่ยนมูลค่าดังกล่าวให้กลายเป็นทุน ทรัพย์สิน หรืออำนาจที่มีเสถียรภาพมากขึ้น

            ในแง่นี้ ระบบจำนวนมากที่สังคมเคยอธิบายแยกจากกัน อาจเป็นเพียงหน้าตาที่ต่างกันของตรรกะเดียวกัน บางระบบใช้ความบันเทิงเป็นหน้ากาก บางระบบใช้ความสัมพันธ์เป็นหน้ากาก บางระบบใช้ภาษาของเทคโนโลยีหรือความสะดวกเป็นหน้ากาก แต่ตรรกะที่อยู่เบื้องหลังกลับคล้ายกันอย่างน่ากังวล นั่นคือการทำให้ผู้อื่นรับความเสี่ยงแทน แล้วแปลงความเสียหายนั้นให้กลายเป็นมูลค่ากลับมา

            นี่ทำให้คำถามสำคัญของยุคนี้เปลี่ยนไปอย่างมาก ในอดีตเราอาจถามว่าใครผลิตอะไร ใครถือเทคโนโลยีอะไร หรือใครส่งออกสินค้าได้มากกว่า แต่ในโลกดิจิทัล เราอาจต้องถามเพิ่มว่า ใครกำลังส่งออกความเสี่ยง ใครกำลังรับความเสี่ยงนั้นไว้ และใครกำลังแปลงความเสียหายให้กลายเป็นทุนและอำนาจ

            ข้อจำกัดสำคัญคือ สถาบันแบบเดิมมักตามระบบนี้ไม่ทัน ธนาคารเห็นธุรกรรม แต่ไม่เห็นระบบทั้งหมด กฎหมายยังคิดแบบเส้นตรง แต่เงินในโลกดิจิทัลไม่ได้อยู่ที่เดิมอีกต่อไป มันย้ายข้ามพื้นที่ ข้ามหมวดหมู่ ข้ามเขตอำนาจ และเปลี่ยนสถานะเร็วกว่าที่กฎหมายจะปรับภาษาได้ทัน รัฐเองก็ไม่ได้อยู่ในภาวะที่กำจัดความเสี่ยงทั้งหมดได้ แต่อยู่ในภาวะคุมบางส่วน ปล่อยบางส่วน และต่อรองกับความเสี่ยงบางระดับเพื่อรักษาเสถียรภาพโดยรวม

            ด้วยเหตุนี้ การพึ่งพากรอบ Anti-Money Laundering (AML) เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะ AML มักเริ่มทำงานเมื่อเงินได้เคลื่อนตัวไปแล้วในระดับหนึ่ง ขณะที่ DRET เริ่มต้นตั้งแต่การจัดวางความเสี่ยง หนังสือจึงเสนอให้ขยับจากการตาม “เงินที่ผิดปกติ” ไปสู่การติดตาม “การไหลของความเสี่ยง” หรือ Risk Flow Monitoring นั่นคือการพยายามอ่านว่าใครกำลังรับภาระแทนระบบ ระบบใดกำลังใช้ความเปราะบางของมนุษย์เป็นเครื่องยนต์ และความเสียหายกำลังก่อตัวอย่างไรแม้ธุรกรรมแต่ละจุดยังดูธรรมดา

            อีกประเด็นหนึ่งที่ DRET ย้ำอย่างมากคือ โลกควรนิยาม ความเสียหายดิจิทัล ใหม่ ไม่ใช่จำกัดเพียงเงินที่หายไปหรือข้อมูลที่รั่วไหล แต่ต้องรวมถึงความเสียหายเชิงการตัดสินใจ ความเสียหายเชิงความไว้วางใจ และความเสียหายเชิงสถานะความเป็นมนุษย์ด้วย เพราะในหลายกรณี มนุษย์ไม่ได้ถูกทำร้ายเพียงตอนที่เงินออกจากบัญชี แต่ถูกทำให้เสียเปรียบตั้งแต่ก่อนหน้านั้น ผ่านการออกแบบที่บิดเบือนการตัดสินใจและลดทอนสถานะของเขาให้เหลือเพียงข้อมูลหรือพฤติกรรมที่ทำกำไรได้

            ในส่วนของอนาคต DRET ไม่ปฏิเสธเทคโนโลยีใหม่อย่าง AI, Digital ID หรือ CBDC แต่ก็ไม่มองโลกสวย เทคโนโลยีเหล่านี้อาจช่วยให้โลกทางการเงินทางการมองเห็นได้มากขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจผลักให้โลกการเงินแยกออกเป็นชั้นที่มองเห็นได้ กับชั้นที่พยายามหลบการมองเห็นให้เก่งขึ้น สิ่งที่โลกขาดจึงไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ฉลาดกว่า แต่คือ “ชั้นกลางของความไว้วางใจ” หรือ trust layer ที่สามารถถามได้ว่าระบบหนึ่งยังรักษามนุษย์ไว้เป็นศูนย์กลางอยู่หรือไม่

            สุดท้ายแล้ว DRET ไม่ได้เป็นเพียงทฤษฎีของปัญหา แต่มันคือทฤษฎีของการมองเห็น มันพยายามทำให้โลกเห็นว่า เบื้องหลังเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดูไหลลื่นนั้น อาจมีสายพานของการสกัดกำลังทำงานอยู่เงียบ ๆ และเมื่อมองจากจุดนี้ เราอาจต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า โลกจะไม่ถูกแบ่งด้วยผู้ผลิตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันจะถูกแบ่งด้วยผู้ที่เก่งในการส่งออกความเสี่ยง กับผู้ที่ต้องรับความเสี่ยงนั้นไว้

ขอบคุณเนื้อหา และสามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่: https://www.area.co.th/t/10263
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
doctorsopon's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 28 ครั้ง
โพสท์โดย doctorsopon
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
ห้างสรรพสินค้าไทยที่หรูหรามาก จนหลายคนไม่กล้าเข้าไปเพื่อใช้บริการทำไมคำพูดแย่ ๆ ประโยคเดียว ถึงวนอยู่ในหัวได้นานกว่าคำชมเชือกเล็ก ๆ ที่ฝาถังน้ำมัน ไม่ได้มีไว้แค่กันหายไข่ปลาริวกิวในแกงส้ม แท้จริงมาจากปลาอะไร ทำไมชื่อคล้ายญี่ปุ่น4 เมืองร้างในไทย จากยุคเหมืองแร่ถึงเมืองบาดาลใต้เขื่อนทำไมเปิดไฟกลางคืนแล้วแมลงบินมารุมเต็มหลอดในไม่กี่นาทีทำไมรถหรูที่เศรษฐีไทยใช้จริง อาจไม่ใช่ซูเปอร์คาร์ทำไมกล้วยหนึ่งหวีถึงสุกไล่กัน ทั้งที่ซื้อมาเขียวพร้อมกัน5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทยอีกาฉลาดกว่าที่เห็น 4 ความสามารถที่ทำให้นกสีดำชนิดนี้ไม่ธรรมดานายกฯ ญี่ปุ่นถูกประท้วงกลางพิธีโอกินาวา ปมมาตรา 9 และไต้หวันคลื่นความร้อนฝรั่งเศสทำไฟดับ 68,000 หลังคาเรือน
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
ทำไมคำพูดแย่ ๆ ประโยคเดียว ถึงวนอยู่ในหัวได้นานกว่าคำชมอนุทินสั่งล้างผลสอบท้องถิ่นลอตมีปัญหา แม้บรรจุแล้วก็ต้องตรวจใหม่5 จังหวัด ที่เจองูกะปะเยอะที่สุดในประเทศไทยคลื่นความร้อนฝรั่งเศสทำไฟดับ 68,000 หลังคาเรือนคอมพิวเตอร์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลพระนางพิมพา มุมเงียบในพุทธประวัติที่หลายคนมองข้าม
กระทู้อื่นๆในบอร์ด พูดคุย ทั่วไป
อายุมากขึ้น ทำไมหลายคนเริ่มเลือกความสบายใจมากกว่าเอาชนะทุกเรื่องซีรีส์ : ความสุขเริ่มต้นจากใจ 💖 บทที่ 6 : ยิ้มให้ตัวเองในทุกเช้า 🌷ซีรีส์ : ความสุขเริ่มต้นจากใจ 💖บทที่ 5 : ความเรียบง่ายคือความสุขรูปแบบหนึ่งรองเท้าผ้าใบนักเรียนชายในตำนาน ทำไมยังติดความทรงจำหลายรุ่น
ตั้งกระทู้ใหม่