หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

ไทยเคยชื่อสยามมาก่อน แล้วเปลี่ยนชื่อประเทศกี่ครั้งกันแน่


เขียนโดย kitasan

ชื่อ “ประเทศไทย” ที่ใช้กันทุกวันนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่แรก หากนับตามจุดเปลี่ยนทางราชการในยุคสมัยใหม่ ประเทศไทยมีการเปลี่ยนชื่อสำคัญ 3 ครั้ง ผ่าน 4 ช่วงชื่อที่เกี่ยวกับทั้งการเมือง ภาษา และภาพจำของประเทศ

ชื่อ “ประเทศไทย” ที่เราใช้กันทุกวันนี้ มีประวัติไม่ตรงไปตรงมาเท่าที่หลายคนจำได้ เพราะก่อนหน้านั้นประเทศนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “สยาม” และในช่วงศตวรรษที่ 20 ยังมีการเปลี่ยนชื่อไปมาอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนจะกลับมาใช้ชื่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ถ้านับเฉพาะการเปลี่ยนชื่อประเทศในยุคสมัยใหม่ตามข้อมูลที่อ้างอิงกันทั่วไป ประเทศไทยมีการเปลี่ยนชื่อสำคัญ 3 ครั้ง โดยแบ่งได้เป็น 4 ช่วงหลัก คือ สยาม, ประเทศไทย, กลับไปใช้สยามในบางบริบททางราชการและภาษาอังกฤษ, และกลับมาใช้ประเทศไทยอีกครั้ง

คำว่า “สยาม” อยู่มาก่อนนานแค่ไหน

ก่อนเข้าสู่ยุคชื่อประเทศไทย ดินแดนนี้เป็นที่รู้จักในชื่อ “สยาม” มาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในเอกสารราชการและการรับรู้ของชาวต่างชาติ

คำว่า Siam จึงไม่ได้เป็นแค่ชื่อเก่าในตำราเรียน แต่ยังเป็นชื่อที่ผูกกับภาพจำของประเทศในสายตานานาชาติมาหลายยุค หลายคำที่ใช้กันในปัจจุบันยังเก็บร่องรอยของชื่อนี้ไว้ เช่น สยามสแควร์ สยามพารากอน หรือแมวสยาม

ในทางประวัติศาสตร์ “สยาม” เป็นชื่อที่คุ้นกับโลกภายนอกมาก่อน ส่วนคำว่า “ไทย” เป็นคำที่มีความหมายเกี่ยวกับคน ชาติ และความเป็นอิสระ ซึ่งต่อมาถูกนำมาใช้เป็นชื่อประเทศอย่างเป็นทางการในช่วงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

พ.ศ. 2482 จุดเปลี่ยนจากสยามเป็นไทย

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2482 เมื่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ประกาศแนวทางรัฐนิยมให้ใช้ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติว่า “ไทย”

ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์รัฐสภาระบุว่า ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรัฐนิยมใช้ชื่อประเทศ ประชาชน และสัญชาติ ลงวันที่ 24 มิถุนายน 2482 เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการใช้ชื่อ “ไทย” แทน “สยาม” ส่วนในทางกฎหมายมีการเสนอร่างพระราชบัญญัติรัฐธรรมนูญขนานนามประเทศต่อรัฐสภาในเวลาต่อมา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2482

ในช่วงนี้ ชื่อภาษาอังกฤษของประเทศใช้ว่า “Thailand” เพื่อให้รู้ว่าเป็นชื่อประเทศ ไม่ใช่เพียงคำว่า Thai ที่หมายถึงคนไทยหรือสัญชาติไทย

เหตุผลที่ถูกอธิบายในเวลานั้นเกี่ยวข้องกับแนวคิดชาตินิยม การใช้ชื่อให้ตรงกับคำที่ประชาชนนิยมเรียก และการวางภาพประเทศในเวทีระหว่างประเทศ

พ.ศ. 2488 กลับไปใช้สยามในบางบริบท

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยมีการเปลี่ยนชื่ออีกครั้ง โดยข้อมูลที่ถูกอ้างถึงบ่อยระบุว่า ในปี พ.ศ. 2488 มีประกาศให้กลับไปใช้ชื่อ “Siam” ในภาษาอังกฤษ

จุดนี้เป็นรายละเอียดที่มักทำให้คนสับสน เพราะบางแหล่งเล่าแบบสั้นว่า “ไทยกลับไปใช้ชื่อสยาม” ขณะที่ข้อมูลเชิงเอกสารหลายชุดเน้นว่า การเปลี่ยนในปี 2488 เกี่ยวข้องกับชื่อประเทศในภาษาอังกฤษ คือจาก Thailand กลับเป็น Siam รวมถึงคำเรียกประชาชนและสัญชาติในภาษาอังกฤษ

บริบทในเวลานั้นอยู่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งรัฐบาลใหม่ต้องจัดวางสถานะของประเทศใหม่ในสายตานานาชาติ การกลับไปใช้คำว่า Siam จึงถูกพูดถึงในฐานะชื่อที่ชาวต่างชาติคุ้นเคย และมีน้ำหนักทางประวัติศาสตร์มาก่อนหน้า

พ.ศ. 2492 กลับมาใช้ประเทศไทยอีกครั้ง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2492 ชื่อประเทศไทยกลับมาใช้อีกครั้ง และเป็นชื่อที่ใช้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

หากนับจากปี 2492 ถึงปัจจุบัน ชื่อ “ประเทศไทย” ถูกใช้มาแล้วมากกว่า 70 ปี ส่วนชื่อ “สยาม” แม้ไม่ใช่ชื่อทางการของประเทศแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่ในชื่อสถานที่ ธุรกิจ สินค้า งานวัฒนธรรม และคำเรียกที่คนไทยคุ้นหู

ดังนั้น คำตอบแบบสั้นคือ ประเทศไทยมีการเปลี่ยนชื่อสำคัญ 3 ครั้งในยุคสมัยใหม่ ได้แก่ จากสยามเป็นไทยในปี 2482, กลับไปใช้สยามหรือ Siam ในบางบริบทหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2488, และเปลี่ยนกลับมาเป็นประเทศไทยในปี 2492

ทำไมคำว่า “สยาม” ยังไม่หายไป

แม้ชื่อทางการคือประเทศไทย แต่คำว่า “สยาม” ยังอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทยจำนวนมาก เพราะเป็นชื่อที่มีภาพจำแข็งแรง ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และการค้า

คำว่า “สยาม” จึงทำหน้าที่ต่างจากชื่อประเทศทางการในปัจจุบัน ชื่อนี้มักถูกใช้เพื่อให้ความรู้สึกคลาสสิก มีความเป็นไทยในมุมประวัติศาสตร์ หรือสื่อถึงภาพจำเดิมที่ชาวต่างชาติรู้จัก

ส่วนชื่อ “ประเทศไทย” กลายเป็นชื่อทางการที่ใช้ในรัฐธรรมนูญ เอกสารราชการ หนังสือเดินทาง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการสื่อสารในระดับรัฐจนถึงปัจจุบัน

เมื่อนำทั้ง 2 ชื่อมาเรียงตามเวลา จะเห็นว่า “สยาม” คือชื่อเก่าที่อยู่มายาวนานกว่า ส่วน “ประเทศไทย” คือชื่อในยุครัฐชาติสมัยใหม่ที่ถูกใช้ต่อเนื่องหลังปี 2492 และกลายเป็นชื่อที่คนไทยคุ้นที่สุดในปัจจุบัน

เนื้อหาโดย: kitasan
แหล่งที่มา:
พิพิธภัณฑ์รัฐสภา, ราชกิจจานุเบกษา, ศิลปวัฒนธรรม, The Standard

อ้างอิง:
https://parliamentmuseum.go.th/2564/ar64-siam-thai.html
https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2482/D/810.PDF
https://www.silpa-mag.com/this-day-in-history/article_2279
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
kitasan's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 101 ครั้ง
เขียนโดย kitasan
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
เปิด 5 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญาทหารสหรัฐฯ มีเงินเดือนประมาณเท่าไหร่? เปิดค่าตอบแทนปี 2026 ตั้งแต่พลทหารถึงนายทหารระดับสูงส่องที่ดินที่แพงที่สุดในประเทศไทยเขตกรุงเทพฯเปิด 5 อบต. รายได้สูงสุดในไทย อันดับ 1 ทะลุ 1,000 ล้านบาทอาคาร 6 ชั้นหลังหนึ่งในอินเดียพังถล่มลงมา ทับนักศึกษาอย่างน้อย 50 คน!โทชิโอ ซูซูกิ กล่าวถึงการแพร่กระจายของภาพ AI สไตล์สตูดิโอจิบลิไปทั่วโลกเป็นครั้งแรก โดยบอกว่าผลงานของมิยาซากิ ฮายาโอะ นั้นยากที่จะลอกเลียนแบบได้เปิด "อำเภอที่มีพื้นใหญ่"ของไทย ขนาดกว้างจนเทียบได้กับหลายจังหวัด10มหาวิทยาลัยรัฐยอดนิยมที่คนอยากเข้าเรียนมากที่สุดทำไมเครื่องจักรก่อสร้างส่วนใหญ่จึงเป็น “สีเหลือง”?อาการ...เกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย และเมื่อไรควรไปหาหมอมาตามนัด! เลขเด็ด “เจ้าแม่ตะเคียน” งวด 16 ก.ย. 69 เคาะเด่น 4 รอง 1เปิด 5 โรงเรียนเฉพาะทางที่สอบเข้ายาก ที่นั่งน้อยแต่คนแห่สมัคร ใครอยากเข้าเตรียมตัวให้ดี
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
เปิด 5 มหาวิทยาลัยไทย ที่เรียนจบยากที่สุด ต้องผ่านกี่ด่านกว่าจะได้ปริญญาเจ้าของรถBMWรายหนึ่งเสียเงินติดฟิล์มกันรอยรอบรถ แต่ลืมลบลายน้ำ เลยทำให้BMW คันนี้เป็น "รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นที่ไม่คาดคิด"
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
จังหวัดที่ใช้ไฟเยอะสุดคือกรุงเทพฯ แต่ไม่ได้มีแค่เรื่องแอร์บ้านปลูกปะการังช่วยจริงไหม คำตอบคือช่วยได้แต่ไม่ใช่ยาวิเศษของทะเลอาชีพรายได้สูงในประเทศไทย ที่มีความเสี่ยงในการทำงานสูงมากจัดอันดับ 5 เครื่องปรุงรสในครัว ที่มีโซเดียมและสารเคมีซ่อนอยู่สูงเกินความจำเป็น
ตั้งกระทู้ใหม่