แผลคีลอยด์ เรื่องจริงที่หลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้น!!
แผลคีลอยด์ เรื่องใหญ่ที่ทำเอาหลายคนปวดขมับเวลาเป็นแผล เพราะแทนที่แผลจะหายเรียบเนียนตามปกติ กลับกลายเป็นก้อนนูนแดง แข็ง แถมบางทีก็มีอาการคันหรือเจ็บจี๊ดๆ ชวนรำคาญใจ วันนี้เรามาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบละเอียด มีหลักการรองรับ จะได้รู้เท่าทันและรับมือกับมันได้อย่างถูกวิธีนะคะ
ถ้าอธิบายตามหลักการแพทย์ แผลคีลอยด์ (Keloid) คือแผลเป็นชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการรักษาแผลตามธรรมชาติของร่างกาย โดยปกติแล้ว เวลาที่ผิวหนังเราได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเป็นจากมีดบาด แผลผ่าตัด สิว เจาะหู หรือแม้กระทั่งรอยยุงกัด ร่างกายจะส่งสัญญาณให้สร้างคอลลาเจนขึ้นมาเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
แต่ในคนที่มีแนวโน้มจะเป็นคีลอยด์ กลไกนี้มันดันทำงานล้นเกินไปหน่อย ร่างกายสั่งให้ผลิตคอลลาเจนออกมาเรื่อยๆ แบบไม่มีสวิตช์ปิด ส่งผลให้เส้นใยคอลลาเจนเหล่านั้นหนาตัวขึ้นจนกลายเป็นก้อนนูน
จุดสังเกตสำคัญที่ทำให้คีลอยด์ต่างจากแผลเป็นนูนธรรมดา หรือที่หมอเรียกว่า Hypertrophic Scar คือ เรื่องของขอบเขต แผลเป็นนูนธรรมดาจะนูนขึ้นมาก็จริง แต่จะอยู่แค่ในขอบเขตของแผลเดิมและอาจจะค่อยๆ ยุบลงได้เองตามเวลา แต่ถ้าเป็นคีลอยด์ มันจะลุกลามขยายใหญ่เกินขอบเขตของแผลตั้งต้นไปมาก เหมือนเนื้อร้ายที่ลามออกไปรอบๆ และมักจะไม่ยุบหายไปเองตามกาลเวลา แถมยังมีสีแดงอมม่วงเนื่องจากมีเส้นเลือดมาเลี้ยงมากนั่นเอง
ทำไมบางคนเป็น บางคนไม่เป็น
เรื่องนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ครับ ถ้าคนในครอบครัวมีประวัติเป็นคีลอยด์ ตัวเราก็จะมีโอกาสเป็นได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้เรื่องของสีผิวก็มีส่วน โดยพบว่าคนที่มีผิวสีเข้มจะมีโอกาสเกิดคีลอยด์ได้มากกว่าคนผิวขาว ส่วนบริเวณที่ฮิตที่สุดที่คีลอยด์ชอบขึ้น ได้แก่ หน้าอก หัวไหล่ หลัง ใบหู และลำคอ เนื่องจากผิวหนังบริเวณเหล่านี้มีความตึงตัวสูง กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนที่ผิดปกติได้ง่าย
ในการรักษา ปัจจุบันยังไม่มีวิธีไหนที่ทำให้หายขาดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แบบไร้ร่องรอย แต่มีนวัตกรรมที่ช่วยให้แผลราบลงและสีจางลงได้หลายวิธี
วิธีแรกที่นิยมที่สุดคือ
การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ ยาจะเข้าไปช่วยยับยั้งการสร้างคอลลาเจนและลดการอักเสบ ทำให้แผลค่อยๆ นิ่มลงและยุบตัวลง ซึ่งต้องฉีดต่อเนื่องทุกๆ ไม่กี่สัปดาห์ตามแพทย์นัด
วิธีต่อมาคือการใช้แผ่นซิลิโคนเจลปิดทับแผล ร่วมกับการนวดคลึงเบาๆ เพื่อให้ผิวหนังมีความชุ่มชื้นและลดแรงตึงผิว ช่วยป้องกันไม่ให้แผลนูนเพิ่มขึ้น
สำหรับแผลที่เป็นก้อนใหญ่มาก บางครั้งแพทย์อาจพิจารณาใช้การจี้เย็นด้วยไนโตรเจนเหลว เพื่อให้เซลล์คีลอยด์ตายแล้วหลุดลอกออกไป หรืออาจจะใช้การเลเซอร์เพื่อทำลายเส้นเลือดที่มาเลี้ยงแผล ทำให้แผลฝ่อลง ส่วนการผ่าตัดคีลอยด์ออกตรงๆ มักจะเป็นวิธีสุดท้ายที่เลือกใช้ เพราะมีความเสี่ยงสูงมากที่แผลผ่าตัดใหม่จะกลับมาเป็นคีลอยด์ซ้ำ และอาจจะใหญ่กว่าเดิมเสียด้วยซ้ำไป ดังนั้นหากต้องผ่าตัด แพทย์มักจะทำควบคู่ไปกับการฉีดยาหรือการฝังแร่เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันค่ะ ถ้าคุณรู้ตัวว่าเป็นคนน้ำเหลืองไม่ดี หรือคนในบ้านเป็นคีลอยด์ง่าย พยายามหลีกเลี่ยงการทำศัลยกรรมที่ไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเจาะหู เจาะตามร่างกาย หรือการสัก และถ้าหากเกิดบาดแผลขึ้นมาแล้ว ควรรีบดูแลรักษาความสะอาดอย่างดี ไม่ไปแกะเกา และอาจจะเริ่มใช้แผ่นซิลิโคนเจลแปะป้องกันไว้ตั้งแต่แผลเริ่มแห้งสนิท เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
สุดท้ายนี้ คีลอยด์ไม่ได้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต แต่มันส่งผลต่อความมั่นใจและการใช้ชีวิตค่อนข้างมาก หากคุณกำลังเจอปัญหานี้อยู่ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผิวหนังหรือศัลยแพทย์ตกแต่งเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับตัวคุณที่สุด ไม่ควรซื้อยามาแต้มหรือพยายามบีบแกะเอง เพราะอาจจะทำให้แผลอักเสบลุกลามจนรักษายากกว่าเดิม
จังหวัดที่ชาวต่างชาติชอบที่สุด สำหรับการมาใช้ชีวิตหลังวัยเกษียณ
ทำไมพังพอนถึงกล้าสู้กับงูเห่า ทั้งที่ไม่ได้กันพิษได้ทุกอย่าง
เปิดประตูดวงรับทรัพย์ วิเคราะห์เลขฉบับสายมู งวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
ทำไมพังพอนได้เปรียบงูพิษ? เจาะลึกชุดเกราะชีวภาพที่ธรรมชาติประทานมาให้
โรงแรมหรูในประเทศไทย ที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจากต่างชาติ
ช้างแอฟริกาเพียงตัวเดียวในไทย
4 ภาษาในประเทศไทยที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด
รถจักรยานสัญชาติไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในปัจจุบัน
4 เมืองร้างที่ติดอันดับความหลอนที่สุดในโลก
ถ้ากรุงเทพฯ อยู่ยากขึ้นจริง จังหวัดไหนน่าจะเป็นเมืองอนาคตของไทย
มอเตอร์ไซค์สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำไมรถสองล้อเหล่านี้ถึงกลายเป็นตำนานสนามรบ
ความหมายของเลข 269 ในมุมมองของนักเสี่ยงโชคงวดวันที่ 1 กรกฎาคม 2569
ช้างแอฟริกาเพียงตัวเดียวในไทย
คอมพิวเตอร์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล

