หน้าแรก ตรวจหวย เว็บบอร์ด ควิซ Pic Post แชร์ลิ้ง หาเพื่อน Chat หาเพื่อน Line Page อัลบั้ม คำคม Glitter เกมถอดรหัสภาพ คำนวณ การเงิน ราคาทองคำ กินอะไรดี
ข้อตกลงการใช้บริการนโยบายความเป็นส่วนตัวนโยบายเนื้อหานโยบายการสร้างรายได้About Usติดต่อเว็บไซต์แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม
เว็บบอร์ด บอร์ดต่างๆค้นหาตั้งกระทู้

หนี้ครัวเรือนรอบนี้ ทำไมคนทำงานมีบ้านมีรถก็เริ่มรู้สึกไม่มั่นคง

เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน


ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่ได้หมายถึงคนใช้เงินเกินตัวเสมอไป รอบนี้แรงกดดันกำลังขยับเข้าใกล้ครอบครัวที่ยังมีงาน มีรายได้ แต่มีภาระประจำลดได้ยาก


หลายครอบครัวยังมีบ้าน รถ งานประจำ และชีวิตภายนอกดูปกติ แต่เงินเหลือปลายเดือนกลับบางลงเรื่อย ๆ นี่คือหน้าตาของแรงกดดันหนี้ครัวเรือนรอบใหม่ ที่ไม่ได้กระทบเฉพาะคนรายได้น้อยหรือคนใช้เงินเกินตัวเท่านั้น

ข้อมูลล่าสุดที่ควรจับตาคือ หนี้ครัวเรือนไทยยังอยู่ในระดับสูง โดยรายงานข่าวที่อ้างข้อมูลสภาพัฒน์ระบุว่า ไตรมาส 4 ปี 2568 หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ราว 16.44 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 86.7% ต่อ GDP ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุในเดือนพฤษภาคม 2569 ว่ายังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือน ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและต้นทุนที่สูงขึ้น

สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้ใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น คือหนี้ไม่ได้เกิดจากการใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยอย่างเดียว หลายคนเป็นหนี้จากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น “การสร้างชีวิต” เช่น บ้าน รถ การศึกษาลูก ประกันสุขภาพ หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นของครอบครัว

ปัญหาคือภาระเหล่านี้ลดลงได้ยาก

บ้านหนึ่งหลังอาจผูกพันค่างวด 20–30 ปี รถหนึ่งคันอาจมีค่างวดต่อเนื่องหลายปี ค่าเรียนลูกและค่าดูแลสุขภาพก็มักไม่ใช่รายการที่ตัดทิ้งได้ทันที ต่างจากค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่ยังพอหยุดหรือเลื่อนได้

เมื่อรายได้โตช้ากว่ารายจ่าย ความมั่นคงที่เคยรู้สึกได้จึงค่อย ๆ หายไป ไม่ใช่เพราะเงินเดือนหายทันที แต่เพราะเงินเหลือหลังหักค่าใช้จ่ายลดลงทุกเดือน

เดิมทีครอบครัวหนึ่งอาจเคยเหลือเก็บเดือนละ 20,000 บาท ต่อมาเหลือ 10,000 บาท เหลือ 5,000 บาท และบางเดือนอาจไม่เหลือเลย ชีวิตภายนอกยังไม่เปลี่ยนมากนัก แต่พื้นที่กันชนทางการเงินเริ่มบางลง

จุดนี้สำคัญมาก เพราะเงินออมคือกันชนของชนชั้นกลาง หากกันชนนี้หายไป เหตุการณ์เล็ก ๆ เช่น ซ่อมรถ ค่ารักษาพยาบาล ค่าเทอม หรือรายได้เสริมลดลง อาจทำให้ต้องเริ่มใช้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล หรือการผ่อนนานขึ้นเพื่อประคองสภาพคล่อง

ข้อมูลจากเครดิตบูโรเคยชี้ว่า ณ ต้นปี 2568 หนี้เสียหรือ NPL มีมูลค่าประมาณ 1.22 ล้านล้านบาท และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลังช่วงโควิด-19 โดยมีทั้งสินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบ้านรวมอยู่ในภาพใหญ่ของปัญหา

นี่ทำให้ภาพของ “คนเป็นหนี้” เปลี่ยนไปจากความเข้าใจเดิม

ในอดีต เวลาพูดถึงหนี้ หลายคนอาจนึกถึงคนที่ไม่มีวินัย ใช้จ่ายเกินตัว หรือกู้เงินผิดพลาด แต่รอบนี้มีคนอีกกลุ่มที่น่ากังวล คือคนที่วางแผนชีวิตตามสูตรเดิม ทำงานประจำ ซื้อบ้าน ผ่อนรถ มีลูก ส่งลูกเรียน และเชื่อว่าหากรายได้ค่อย ๆ โต ทุกอย่างจะเดินต่อได้

แต่สูตรนั้นเริ่มเปราะบาง เมื่อค่าครองชีพ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าประกัน และค่าใช้จ่ายยิบย่อยเพิ่มขึ้นพร้อมกัน ขณะที่รายได้จริงไม่ได้โตทัน

ข้อมูลข่าวที่อ้างสภาพัฒน์ยังระบุว่า ความเสี่ยงเรื่องการผิดนัดชำระหนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มรายได้น้อย แต่เริ่มเห็นสัญญาณในกลุ่มรายได้กลางถึงสูงด้วย โดยเฉพาะกลุ่มที่มีภาระผูกพันจำนวนมาก

เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่าทุกครอบครัวชนชั้นกลางกำลังจะมีปัญหา แต่เป็นสัญญาณว่า “รายได้ประจำ” เพียงอย่างเดียวอาจไม่พอรับประกันความมั่นคงเหมือนเดิม หากรายได้นั้นถูกล็อกด้วยภาระระยะยาวเต็มไปหมด

สิ่งที่ควรระวังคือวิกฤตหนี้ครัวเรือนมักไม่ได้มาแบบฉับพลัน แต่ค่อย ๆ มาในรูปของเงินเหลือน้อยลง การจ่ายขั้นต่ำบ่อยขึ้น การหมุนบัตรเครดิตมากขึ้น การยืดเวลาผ่อนสินค้า หรือการกู้ก้อนใหม่เพื่อปิดช่องว่างรายเดือน

เมื่อพฤติกรรมเหล่านี้เกิดซ้ำ ๆ ครัวเรือนอาจเริ่มเสียความยืดหยุ่นทางการเงินโดยไม่รู้ตัว

สำหรับคนอ่านทั่วไป ประเด็นนี้จึงไม่ใช่การตัดสินว่าใครบริหารเงินดีหรือไม่ดี แต่คือการมองให้เห็นโครงสร้างของชีวิตยุคนี้ว่า ภาระจำเป็นหลายอย่างแพงขึ้นและยืดเยื้อขึ้น ขณะที่รายได้ของหลายอาชีพโตช้ากว่าแรงกดดันจริงในชีวิตประจำวัน

หนี้ครัวเรือนรอบนี้จึงน่ากังวล เพราะมันไม่ได้อยู่ไกลตัว และไม่ได้เกิดกับคนที่ “พลาด” เท่านั้น แต่อาจเกิดกับคนที่เคยคิดว่าตัวเองวางแผนชีวิตมาดีแล้ว เพียงแต่แผนนั้นถูกบีบด้วยค่าครองชีพ ดอกเบี้ย ภาระครอบครัว และรายได้ที่โตไม่ทันเวลา

สิ่งที่ควรทำต่อไม่ใช่ตื่นตระหนก แต่ควรเริ่มดูตัวเลขจริงของบ้านตัวเองให้ชัดขึ้น โดยเฉพาะเงินเหลือหลังหักภาระประจำ สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ เงินสำรองฉุกเฉิน และการใช้สินเชื่อเพื่อหมุนสภาพคล่อง เพราะบางครั้งสัญญาณอันตรายไม่ได้เริ่มจากการไม่มีเงินจ่าย แต่เริ่มจากการที่เงินเหลือน้อยลงเรื่อย ๆ โดยไม่มีแผนรองรับ

 

เนื้อหาโดย: เรื่องดีดีมีทุกวัน
แหล่งที่มา:
เรื่องดีดีมีทุกวัน, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ

อ้างอิง:
https://www.bot.or.th/th/news-and-media/news/news-20260519.html
https://www.ncb.co.th/national-credit-bureau-news-and-event/ncb-news/003-2568-decoding-debt/
https://www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2026/02/รวม-PressTH-1.pdf
⚠ แจ้งเนื้อหาไม่เหมาะสม 
เรื่องดีดีมีทุกวัน's profile
มีผู้เข้าชมแล้ว 7 ครั้ง
เขียนโดย เรื่องดีดีมีทุกวัน
เป็นกำลังใจให้เจ้าของกระทู้โดยการ VOTE และ SHARE
Hot Topic ที่น่าสนใจอื่นๆ
หลอดไฟแบรนด์ไทยที่โด่งดังที่สุด เป็นที่รู้จักทั่วประเทศมากที่สุดกู้ภัยได้เงินเดือนเท่าไหร่? เปิดรายได้อาสากู้ภัยและเจ้าหน้าที่กู้ภัยในประเทศไทยพูดว่า “ได้” ทั้งที่ไม่ไหว อาจเป็นเหตุผลที่ชีวิตเหนื่อยกว่าที่คิดคิดมากทั้งวันแต่ชีวิตไม่ขยับ ทำไมเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ถึงกินพลังใจเราเงียบ ๆ10 สัญญาณพักผ่อนไม่พอ ที่หลายคนเผลอคิดว่า “ยังไหว”ทำไม Multitasking ทั้งวัน ยิ่งทำให้เหนื่อยและงานเสร็จช้ากว่าที่คิดปล่อยพังพอนปราบงูพิษ แต่จบด้วยหายนะ! บทเรียนราคาแพงเกือบ 50 ปีของญี่ปุ่นทำไม “เฮลซ์บลูบอย” ยังอยู่ในครัวไทย แม้โลกเครื่องดื่มเปลี่ยนไปมาก5 มหาวิทยาลัยที่อยู่ติดภูเขาและมีวิวสวยที่สุดในประเทศไทยจ้างหมอลำหนึ่งงานต้องเตรียมงบเท่าไร เช็กก่อนตกลงคิวคอมพิวเตอร์แบรนด์ไทย ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาลเด็ก 17 โทรแจ้งความหลังถูกทำร้าย แต่กลับโดนทำร้ายซ้ำ หลังผู้ก่อเหตุปลอมเป็นตำรวจ
Hot Topic ที่มีผู้ตอบล่าสุด
40 แคปชั่นรักตัวเอง ซัพพอร์ตตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง ความหมายดีเด็ก 17 โทรแจ้งความหลังถูกทำร้าย แต่กลับโดนทำร้ายซ้ำ หลังผู้ก่อเหตุปลอมเป็นตำรวจ
กระทู้อื่นๆในบอร์ด สาระ เกร็ดน่ารู้
ไม่ปังเลยต้องไป : ทำไมห้างญี่ปุ่นไม่อยู่ในใจคนไทยเท่าสินค้าญี่ปุ่นอื่นๆเงินรางวัล ฟุตบอลโลก 2026 มีอะไรบ้างหาเงินออนไลน์จากการแชร์ลิ้งสร้างรายได้ทำไม lambretta ถึงราคาแพงกว่า Vespa
ตั้งกระทู้ใหม่