ทำไมหลายคนเริ่มเงียบในโซเชียล จากคนอัปเดตทุกวันสู่ชีวิตที่ไม่ต้องโชว์ตลอดเวลา
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
เคยมีเพื่อนบางคนที่เมื่อก่อนอัปสตอรี่แทบทุกวัน กินอะไร ไปไหน เจอใคร ก็มีภาพขึ้นหน้าฟีดตลอด แต่วันหนึ่งกลับเงียบไปเฉย ๆ ไม่มีโพสต์ ไม่มีเช็กอิน ไม่มีรูปใหม่ เหลือแค่ชื่อบัญชีที่ยังอยู่ แต่เหมือนเจ้าตัวค่อย ๆ ถอยออกจากพื้นที่นั้นไปแล้ว
พอทักไปถาม หลายคนก็ตอบสั้น ๆ ว่า “ไม่ได้เป็นอะไร แค่ไม่ค่อยอยากเล่นแล้ว” ฟังดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ความจริงอาจไม่ใช่แค่เบื่อแอปหรือเบื่อหน้าจออย่างเดียว
สำหรับหลายคน โซเชียลไม่ได้เป็นแค่ที่ลงรูปอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องคอยเปรียบเทียบ ต้องคอยตอบสนอง ต้องคอยดูว่าชีวิตของตัวเองดูดีพอหรือยัง
เหนื่อยกับการต้องดูดีตลอดเวลา
บนหน้าฟีด เรามักเห็นชีวิตเวอร์ชันที่ถูกเลือกมาแล้วของคนอื่น รูปเที่ยว คาเฟ่ งานใหม่ ของใหม่ ความสำเร็จใหม่ หรือโมเมนต์ที่ดูมีความสุขมากกว่าชีวิตจริงหลายเท่า
พอเห็นบ่อย ๆ บางคนเริ่มรู้สึกว่าชีวิตธรรมดาของตัวเองดูน้อยไป ทั้งที่ความจริงไม่มีใครจำเป็นต้องมีเรื่องน่าตื่นเต้นให้ลงทุกวัน
การไม่โพสต์จึงไม่ได้แปลว่าชีวิตว่างเปล่าเสมอไป บางครั้งมันแปลว่าเจ้าของชีวิตไม่อยากแปลงทุกอย่างให้กลายเป็นคอนเทนต์ ไม่อยากคิดแคปชั่น ไม่อยากวัดคุณค่าของวันธรรมดาจากยอดไลก์ และไม่อยากใช้พลังไปกับการทำให้ชีวิตดูดีตลอดเวลา
ฟีดที่เคยสนุก เริ่มกลายเป็นพื้นที่ที่ทำให้ล้า
อีกอย่างที่ทำให้หลายคนถอยออกมา คือบรรยากาศในโลกออนไลน์ที่หนักขึ้นเรื่อย ๆ ดราม่า ความเห็นแรง ๆ การตัดสินกันจากโพสต์เดียว หรือการลากเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้บางคนรู้สึกเหมือนเปิดแอปแล้วต้องรับพลังลบตั้งแต่เช้า
ไม่ได้หมายความว่าโซเชียลมีแต่ด้านแย่ เพราะหลายคนยังใช้มันทำงาน หาเพื่อน ติดตามข่าว หรือสร้างรายได้ แต่สำหรับบางคน เมื่อสิ่งที่ได้กลับมาคือความเหนื่อยมากกว่าความสบายใจ การปิดแจ้งเตือน ลบแอป หรือไม่โพสต์อะไรเลย ก็กลายเป็นวิธีพักใจที่ง่ายที่สุด
ข้อมูลของ WHO Europe เคยรายงานว่า สัดส่วนวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมใช้โซเชียลแบบควบคุมยากเพิ่มจาก 7% ในปี 2018 เป็น 11% ในปี 2022 และพฤติกรรมลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับการควบคุมการใช้งานไม่ได้ อาการคล้ายถอนตัวเมื่อไม่ได้ใช้ และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
ด้าน Pew Research Center รายงานในปี 2024 ว่า วัยรุ่นสหรัฐฯ เกือบครึ่งบอกว่าตัวเองออนไลน์แทบตลอดเวลา ขณะที่หนึ่งในสามใช้แพลตฟอร์มอย่างน้อยหนึ่งแห่งเกือบตลอดเวลา ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าทุกคนมีปัญหา แต่ทำให้เห็นว่าชีวิตออนไลน์กินพื้นที่ในแต่ละวันมากแค่ไหน
การไม่รู้ทุกเรื่องของคนอื่น อาจทำให้ใจเบาขึ้น
เมื่อก่อนเราอาจอยากรู้ว่าเพื่อนเก่าทำอะไรอยู่ แฟนเก่าไปไหน ใครซื้ออะไร ใครเลิกกับใคร หรือใครกำลังใช้ชีวิตแบบไหน แต่พอโตขึ้น หลายคนเริ่มรู้สึกว่าเรื่องจำนวนมากในฟีดไม่ได้เกี่ยวกับชีวิตตัวเองเลย
พอไม่ต้องรับรู้ทุกความเคลื่อนไหว สมองก็เหมือนได้พื้นที่คืนกลับมา มีเวลาไปทำอย่างอื่นมากขึ้น นอนให้เต็มขึ้น เดินเล่น กินข้าวแบบไม่ต้องถ่ายรูป หรืออยู่กับคนตรงหน้าโดยไม่ต้องคิดว่าจะลงอะไรดี
ความสุขแบบนี้อาจไม่ได้หวือหวา แต่สำหรับบางคน มันสบายใจกว่าการรู้ทุกเรื่องของทุกคนมาก
หายจากโซเชียล ไม่ได้แปลว่าหายจากชีวิตจริง
สิ่งที่หลายคนอาจเข้าใจผิดคือ คนที่เงียบในโซเชียลไม่ได้จำเป็นต้องเศร้า โกรธโลก หรือประชดใคร บางคนแค่เลือกเก็บชีวิตบางส่วนไว้กับตัวเองมากขึ้น
บางคนยังเล่นอยู่ แค่ไม่โพสต์
บางคนยังอ่านข่าว แค่ไม่คอมเมนต์
บางคนยังคุยกับเพื่อนสนิท แค่ไม่อยากเปิดชีวิตให้คนทั้งฟีดเห็น
บางคนยังใช้โซเชียลทำงาน แต่ไม่อยากให้มันเข้ามากินพื้นที่ส่วนตัวตลอดทั้งวัน
การพักโซเชียลจึงมีหลายระดับ ไม่จำเป็นต้องลบทุกบัญชีหรือหายไปแบบตัดขาดเสมอไป แค่ปิดแจ้งเตือนตอนกลางคืน เลิกไถฟีดก่อนนอน หรือไม่โพสต์เรื่องส่วนตัวบ่อยเท่าเดิม ก็อาจทำให้ชีวิตเบาลงได้แล้ว
งานทบทวนงานวิจัยเกี่ยวกับ digital social media detox ในปี 2024 พบว่า การลดหรือพักการใช้โซเชียลมีเดียอาจช่วยลดอาการซึมเศร้าได้ในบางกลุ่ม แต่ผลต่อความเครียด ความพึงพอใจในชีวิต และสุขภาวะโดยรวมยังไม่ได้ชัดเท่ากันทุกด้าน พูดง่าย ๆ คือการพักโซเชียลอาจช่วยบางคนได้ แต่ไม่ใช่คำตอบเดียวสำหรับทุกคน
ถ้าการเล่นโซเชียลทำให้รู้สึกกังวล นอนไม่ดี หงุดหงิด หรือรู้สึกแย่กับตัวเองบ่อยขึ้น การพักสั้น ๆ อาจช่วยให้เห็นชัดขึ้นว่าอะไรในออนไลน์ที่กินพลังเราอยู่ แต่ถ้าความรู้สึกหนักใจยังอยู่ต่อเนื่อง การคุยกับคนที่ไว้ใจหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพใจก็เป็นทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม
สุดท้าย การอยู่หรือไม่อยู่บนโซเชียลไม่ใช่การแข่งขันว่าใครใช้ชีวิตดีกว่าใคร บางคนมีความสุขกับการแชร์ชีวิต บางคนสบายใจกับการเงียบลง ทั้งสองแบบไม่ได้ผิด
แค่บางช่วงของชีวิต เราอาจต้องการพื้นที่ที่ไม่ต้องโชว์ ไม่ต้องอธิบาย ไม่ต้องตอบสนองใครทันที และไม่ต้องพิสูจน์ว่าชีวิตของเราน่าสนใจพอสำหรับสายตาคนอื่น
บางทีการหายไปเงียบ ๆ อาจไม่ใช่การหนีโลก แต่อาจเป็นการกลับมาอยู่กับชีวิตจริงของตัวเองมากขึ้นก็ได้
แหล่งที่มา: WHO Europe / Pew Research Center / PubMed
อ้างอิง: https://www.who.int/europe/news/item/25-09-2024-teens--screens-and-mental-health, https://www.pewresearch.org/internet/2024/12/12/teens-social-media-and-technology-2024/, https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/39280291/
เขียนโดย พีรพัฒน์ พีพี
| 500+ บทความ | เจาะลึก อ่านง่าย ใช้ได้จริง
10 ต้นผลไม้ที่สามารถปลูกหน้าบ้านได้ ให้ร่มเงา กินได้ และยังเป็นมงคล
ภาพยนตร์ไทยที่ขาดทุนมากที่สุด
4 จังหวัดไทยที่ติดมาเลเซีย รู้จักประตูชายแดนใต้ใกล้ตัวกว่าที่คิด
เซเลนสกียื่นจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอพบกันตรงเพื่อหยุดสงคราม
จังหวัดที่มีประชากรเพศชายมากที่สุด 5 อันดับแรกของประเทศไทย
เปิดชุดตัวเลข "เสือตกถังพลังเงินดี" 16/6/69
ตำรวจสหรัฐฯ ถูกไล่ออก หลังถูกกล่าวหาชี้ปืนใส่เพื่อนร่วมงานเพราะกลิ่นปลาในไมโครเวฟ
สเปนเจอร้อนจัดก่อนฤดูร้อน เสียชีวิตพุ่ง 101 รายในเดือนพฤษภาคม
โบอิ้ง 787 ลุฟท์ฮันซาล้อหน้ายุบที่แฟรงก์เฟิร์ต ก่อนบินไปลอสแอนเจลิส
ทำไมค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 แต่ละประเทศถึงไม่เท่ากัน
เปิดชุดข้อมูลตัวเลข "นิตยสารเงินล้าน" 16/6/69
ไต้ฝุ่นจางมีทำปูนผนังปราสาทฮิเมจิหลุดบางส่วน แต่ไม่กระทบตัวปราสาทหลัก
รายได้คนขับรถไฟ
4 จังหวัดไทยที่ติดมาเลเซีย รู้จักประตูชายแดนใต้ใกล้ตัวกว่าที่คิด
ทำไมค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 แต่ละประเทศถึงไม่เท่ากัน
กระทรวงที่มีข้าราชการมากที่สุดในประเทศไทย
เซเลนสกียื่นจดหมายเปิดผนึกถึงปูติน เสนอพบกันตรงเพื่อหยุดสงคราม
10 ต้นผลไม้ที่สามารถปลูกหน้าบ้านได้ ให้ร่มเงา กินได้ และยังเป็นมงคล
กลลวงเสื่อม! หนุ่มอ้างเป็นทนาย ขู่แบล็กเมล์สาวบังคับถ่ายคลิปฉาว บทเรียนราคาแพงคุก 10 ปี
ฝันร้ายหลังคลอด! สามีฟ้องหย่า-เพิกถอนการแต่งงาน หลังเมียตรวจเจอ "โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์" ตอนท้อง
เราในทุกเวอร์ชันล้วนเป็นสิ่งจำเป็น-Every version of you was necessary
เสียงในหัวทำร้ายเรามากกว่าความเป็นจริงตรงหน้า


